บทที่ 27
เชวี่ยเอ๋อร์ประคองหลี่ชิงลั่ว ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล “คุณหนูโปรดอดทนไว้ก่อนนะเจ้าคะ พวกเรากำลังจะกลับถึงเรือนหงเฟิงอยู่แล้ว”
อันที่จริง แม้แต่เชวี่ยเอ๋อร์เองก็ยังไม่รู้ ว่าการที่หลี่ชิงลั่วถูกพิษครั้งนี้ มันเป็นการกระทำโดยเจตนาของตัวนางเอง
แม้ว่าเรือนหงเฟิงจะปลูกต้นเฟิงเป็นหลัก แต่บังเอิญว่าบริเวณนอกกำแพงเรือนมีต้นยี่โถอยู่ต้นหนึ่งพอดี
หลี่ชิงลั่วเติบโตบนภูเขามาตั้งแต่เด็ก จะไม่รู้ได้ยังไงล่ะว่าต้นยี่โถมีพิษร้ายแรงขนาดไหน?
เมื่อวานนี้นางเจอหมอเจียงที่นอกเรือนชุนจ้าย จู่ ๆ ในใจก็เกิดลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่างผุดวาบขึ้นมา
เห็น ๆ อยู่ว่าฉวี่ซื่อรำคาญนางจนสุดจะทนแล้ว แต่หลายวันมานี้กลับเก็บอาการไว้ไม่เกรี้ยวกราด
หลี่เค่อชวนก็ดูสงบนิ่งไร้คลื่นลมไม่ต่างกัน เรื่องแบบนี้มันทำให้หลี่ชิงลั่วรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก
อย่างที่คาดการณ์ไว้ เขากำลังรอนางอยู่ที่นี่จริง ๆ
โชคดีที่นางเล่นตุกติกบางอย่างกับตัวเองไว้ล่วงหน้า ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วล่ะก็ เกรงว่าเรื่องกรีดเลือดขูดเนื้อไปทำยาในวันนี้ คงยากที่จะสลัดออกไปให้พ้นตัวได้
ฮึ!
ต่อให้นางต้องวางยาพิษตัวเอง ชาตินี้ หลี่เค่อชวนก็อย่าได้หวังเด็ดขาดว่าจะประสบความสำเร็จ
หลี่ชิงลั่วกลับไปถึงเรือนหงเฟิงก็ล้มตัวลงนอนทันที
นางขอให้เชวี่ยเอ๋อร์อย่าบอกเรื่องนี้กับคนในเรือนจิ้งฉือ เชวี่ยเอ๋อร์ครุ่นคิดไปมา สุดท้ายก็ตัดสินใจเชื่อฟังคำพูดของนาง
หลี่ชิงลั่วแค่คิดเอาเองว่า ถ้าท่านย่าต้องมาได้ยินเรื่องเล็กน้อยหยุมหยิมแบบนี้มาก ๆ เข้า จะต้องรู้สึกเบื่อหน่ายรำคาญ คิดว่าตัวนางเป็นพวกไร้ประโยชน์แน่ ๆ
แต่หลี่ชิงลั่วจะต้องทำให้ท่านย่าได้รู้ ว่าท้ายที่สุดแล้วญาติพวกนี้ของนางโหดเหี้ยมไร้หัวใจกับนางขนาดไหน คิดอยากจะฆ่านางให้ตายมากขนาดไหน ไม่ได้คู่ควรที่นาง หลี่ชิงลั่ว จะมอบความรักความเคารพอย่างแท้จริงให้แม้แต่น้อยนิด
แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ จำเป็นต้องหาจังหวะที่เหมาะสม บุกโจมตีแบบดาบเดียวปลิดชีพไม่ให้ตั้งตัว!
หลี่ชิงลั่วทั้งอาเจียนทั้งท้องเสีย รู้สึกคลื่นเหียนวิงเวียน อาการของพิษเริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ
เชวี่ยเอ๋อร์ไปเชิญหมอ แต่ตอนกลับมาก็ถูกแม่นมเติ้งพบเข้าจนได้
หลังจากที่รู้เรื่องนี้แล้ว เป็นเพราะเชวี่ยเอ๋อร์ช่วยพูดเกลี้ยกล่อมสลับกับอ้อนวอนไม่หยุด แม่นมเติ้งถึงได้ไม่ไปฟ้องฮูหยินเฒ่าเผย
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ แม่นมเติ้งไม่อาจปิดเอาไว้ได้หมด
"ช่างโหดเหี้ยมเหลือเกินแล้ว! นี่ถ้าไม่ใช่เพราะคุณหนูเกิดจับพลัดจับผลูโดนพิษยี่โถล่ะก็ จะไม่ถูกกรีดเลือดขูดเนื้อไปจริง ๆ แล้วหรอกรึ? คุณหนูต้องเจ็บปวดทรมานจริง ๆ ไม่ว่าตรงไหนก็รู้สึกแย่ไปหมด"
เชวี่ยเอ๋อร์ก็รู้สึกทุกข์ใจเช่นกัน “นั่นสิ วันนี้มีแต่เรื่องน่าหวาดเสียว ลูกเตะนั่นจนถึงตอนนี้ข้าก็ยังเจ็บไม่หายเลย”
แม่นมเติ้งรีบตรวจดูอาการบาดเจ็บของเชวี่ยเอ๋อร์ ในใจก่นด่าสาปแช่งหลี่เค่อชวนเป็นร้อยครั้งพันครั้ง
ไอ้หน้าตัวเมียนี่ไม่น่าเกิดมาเป็นคนเลยจริง ๆ!
เชวี่ยเอ๋อร์ "ท่านยาย เรื่องนี้เราเชื่อฟังคุณหนูดีกว่า เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับจากฮูหยินเฒ่าก่อนเถอะนะ ข้ามักจะรู้สึกว่า คุณหนูท่านเป็นคนที่รู้จักวางแผน เรื่องนี้ นางจะต้องมีแผนบางอย่างเตรียมไว้แล้วแน่ ๆ"
แม่นมเติ้งมองหลานสาวของตัวเอง ในใจก็คิดแทนเชวี่ยเอ๋อร์ สุดท้ายจึงตอบตกลง
รอจนหลี่ชิงลั่วเริ่มรู้สึกดีขึ้นแล้ว แม่นมเติ้งก็เข้ามาพูดคุยปลอบใจ “คุณหนูอยากรู้หรือไม่เจ้าคะ ว่าคฤหาสน์ริมแม่น้ำฉินหวยหลังนั้น ใครเป็นเจ้าของกันแน่?”
หลี่ชิงลั่วแสร้งทำเป็นไม่รู้ “เป็นของใครรึ?”
แม่นมเติ้งลดเสียงลง โน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูของนางว่า "บ่าวไปตรวจสอบด้วยตัวเองมาแล้ว เป็นคฤหาสน์ของอ๋องอวิ๋น พระโอรสองค์ที่สี่ของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเจ้าค่ะ!"
หลี่ชิงลั่วแสร้งทำเป็นประหลาดใจ สองตาเบิกกว้าง ถึงขั้นยกมือขึ้นมาปิดปากเลยทีเดียว
"เป็นไปได้ยังไง? เกี่ยวพันถึงราชวงศ์เชียวรึ?"
นางไม่กล้าแม้แต่จะพูดออกมาดัง ๆใบหน้าเต็มไปด้วยแววตื่นตกใจ แม่นมเติ้งไม่ได้นึกสงสัยเลยซักนิด
แม่นมเติ้ง "เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงองค์ชาย แต่มันไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ฮูหยินเฒ่าเพียงแค่สั่งให้พวกเราสืบหาความจริงอย่างลับ ๆ ต่อไป อย่าให้เป็นเรื่องใหญ่โต หากไม่ระวังให้ดี เกรงว่าตระกูลหลี่ทั้งตระกูลอาจถูกลากเข้าไปติดร่างแหด้วยก็เป็นได้!"
หลี่ชิงลั่วพยักหน้าอย่างรวดเร็ว “ถูกต้อง เรื่องนี้ให้ท่านย่าเป็นคนตัดสินใจดีที่สุด แต่หลังจากนี้ขอให้แม่นมเติ้งช่วยมาแจ้งข่าวคราวความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ข้ารู้ด้วยล่ะ เพราะถึงยังไงข้าก็แซ่หลี่เหมือนกัน”
แม่นมเติ้ง "คุณหนูไม่ต้องกลัวไปหรอกเจ้าค่ะ ถ้าหลังจากนี้บ่าวรู้อะไร จะรีบมาบอกคุณหนูทันทีเลย"
ตอนนี้เชวี่ยเอ๋อร์กลายเป็นคนของหลี่ชิงลั่วแล้ว หัวใจของแม่นมเติ้งย่อมเอนเอียงมาทางเรือนหงเฟิงเป็นธรรมดา
หลังจากพักฟื้นร่างกายสองวัน อาการพิษกำเริบของหลี่ชิงลั่วก็ค่อย ๆ บรรเทาลง
แต่ติดที่ใบหน้าดวงน้อย ๆ ซึ่งเดิมทีก็เรียวแหลมอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งเล็กลงจนเหลือขนาดเท่าฝ่ามือเท่านั้นแล้ว
ยังดีที่ช่วงนี้นางมีเชวี่ยเอ๋อร์กับชุ่ยเอ๋อร์คอยกำกับดูแลทุกวัน ได้กินยาลูกกลอนเนื้อหิมะที่ท่านย่าซื้อจากร้านฟางเซียงไจมาให้ หลังจากอาบน้ำเสร็จทุกวันก็ไม่ลืมทาขี้ผึ้งบำรุงผิว จนดูเหมือนว่าผิวของนางจะเริ่มดูดีขึ้นมาบ้างแล้ว
พอลูบดูจะรู้สึกว่าเรียบเนียนขึ้นกว่าเดิม แถมสีผิวก็ดูกระจ่างใสขึ้นเล็กน้อย
แต่เพราะการดูแลผิว เหมือนจะเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความอดทนอย่างมาก ดังนั้นในระยะเวลาสั้น ๆ ย่อมไม่ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากมายอะไรนัก
หลี่ชิงลั่วจมอยู่ในภวังค์ความคิดขณะที่จ้องมองเงาตัวเองในน้ำ เชวี่ยเอ๋อร์กับชุ่ยเอ๋อร์กลับเดินเข้ามาด้วยสีหน้าระทมหม่นหมอง
"เกิดเรื่องอะไรขึ้นอย่างนั้นรึ?"
เชวี่ยเอ๋อร์กำหมัดแน่นด้วยความโกรธแล้วพูดว่า
"คุณหนู เป็นเพราะคนจากจวนจงอี้โหวมาน่ะสิเจ้าคะ"
ชุ่ยเอ๋อดึงแขนของเชวี่ยเอ๋อร์เบา ๆ แล้วกระซิบว่า "เชวี่ยเอ๋อร์ ร่างกายของคุณหนูยังไม่ฟื้นตัวดี พวกเราอย่าไปเพิ่มเรื่องกังวลใจอะไรให้คุณหนูมากไปกว่านี้เลยนะ"
เชวี่ยเอ๋อร์เม้มริมฝีปากแน่น ไม่พูดอะไรต่อ
หลี่ชิงลั่วถามอย่างใจเย็น “พวกเขามาที่นี่เพื่อยกเลิกงานหมั้นรึ?”
เชวี่ยเอ๋อร์กับชุ่ยเอ๋อร์ต่างก็ตกใจ นึกสงสัยว่านางรู้ได้ยังไงกัน?
แน่นอนว่าหลี่ชิงลั่วต้องรู้อยู่แล้ว
เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นในชาติที่แล้ว แถมน่าจะใกล้ถึงเวลานั้นแล้วด้วย
จวงเว่ยบุกมายกเลิกงานหมั้นด้วยตัวเอง เพราะได้ยินผู้อาวุโสในตระกูลคุยกันเรื่องนี้ บอกว่าในเมื่อหลี่ชิงจูตายไปแล้ว ตระกูลหลี่ไม่ใช่ว่าเพิ่งตามหาลูกสาวอีกคนเจอหรอกรึ?
เพื่อรักษาความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูล หลี่เฉาจิ้งกับจงอี้โหวจึงบรรลุข้อตกลงกันว่า การแต่งงานจะยังคงดำเนินต่อไป ด้วยการโยนความรับผิดชอบไปใส่หัวหลี่ชิงลั่วแทน
จวงเว่ยเพิ่งจะสูญเสียคนที่รักมั่นไป ในใจของเขายังคิดอีกว่า หลี่ชิงลั่วคือผู้หญิงชั่วร้ายที่บีบบังคับให้หลี่ชิงจูตาย มีหรือที่เขาจะยอมประนีประนอมง่าย ๆ?
ดังนั้น เขาจึงบุกมาถึงจวน อาละวาดให้ยกเลิกการแต่งงาน
ในชาติก่อน แม้ว่าจวงเว่ยจะบุกมาอาละวาดยกใหญ่ แต่ผลสุดท้ายก็ไร้ประโยชน์ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย
หลี่ชิงลั่วยังได้ยินมาอีกว่า หลังจากที่เขาถูกลากตัวกลับไป ก็ถูกขังไว้ในศาลบรรพชน ถูกลงโทษให้คุกเข่าอยู่ในนั้นเป็นเวลาหลายวัน
จวงเว่ยถึงกับขู่ว่าจะงดน้ำงดอาหารเป็นการประท้วง ยกเว้นแค่ฮูหยินจงอี้โหวที่ห่วงใยเขามากจนเกือบจะสิ้นลมตามเขาไป ฝ่ายจงอี้โหวกลับไม่มีท่าทีว่าจะเปลี่ยนใจ
คราวนี้เองจู่ ๆ จวงเว่ยก็ลุกขึ้นมาอ่านหนังสือแบบข้ามวันข้ามคืน บอกว่าจะเข้าร่วมการสอบหน้าพระที่นั่ง
ผลก็คือ เขาดันสอบผ่านจริง ๆ แถมยังสอบได้บัณฑิตทั่นฮวาอีกด้วย
เมื่อเห็นอนาคตของเขา คนของจวนจงอี้โหวก็เริ่มมีท่าทีผ่อนคลายลงบ้าง แต่จวงเว่ยกลับเปลี่ยนใจกะทันหัน อยู่ดี ๆ ก็ตอบตกลงเรื่องการแต่งงาน
เขาคิดจะสานต่อการแต่งงานครั้งนี้ บอกเองเลยว่าต้องการจะแต่งหลี่ชิงลั่วเข้าจวนจงอี้โหว
ในขณะที่ทุกคนต่างก็ไม่เข้าใจ แต่หลี่ชิงลั่วกลับรู้ดีว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
ในตอนนั้น หลี่ชิงลั่วมีไข้สูงจนเกือบถึงชีวิต เป็นจวงเว่ยเองนี่แหล่ะที่เชิญหมอมาให้นาง
แต่ต่อมาเขากลับพูดว่า “ข้าช่วยชีวิตเจ้าไว้ ก็เพราะไม่อยากให้เจ้าตายง่าย ๆ เจ้าต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกนานแสนนาน แบบนี้ต่างหากถึงจะรับโทษทั้งที่ยังมีลมหายใจได้อย่างสาสม!”
จวงเว่ยส่งบรรดาแม่นมมาอบรมสั่งสอนกฎเกณฑ์ให้หลี่ชิงลั่ว เจตนาคือต้องการให้แม่นมพวกนั้นหาเรื่องทรมานหลี่ชิงลั่วทุกวันจนรู้สึกเหมือนอยู่ไม่สู้ตาย
ชาตินี้ หลี่ชิงลั่วตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะต้องยกเลิกการแต่งงานให้ได้
“เขากลับไปแล้วหรือยัง?”
นางเตรียมจะออกไปดู หยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ที่แม่นมจางส่งมาให้เมื่อคืนวานขึ้นมาใส่
สองวันมานี้ หลี่ชิงลั่วไม่ได้ไปน้อมทักทายฮูหยินเฒ่าเผย ส่วนคนอีกฝั่งก็มองว่านางเป็นตัวเกะกะที่ได้เห็นหน้าเมื่อไหร่ ก็พาลจะปวดหัวตัวร้อนมีไข้เมื่อนั้น
มีแม่นมเติ้งช่วยปกปิดเรื่องนี้ให้อีกแรง ก็เลยทำให้ฮูหยินเฒ่าเผยไม่นึกสงสัย ทั้งยังไม่รู้ด้วยว่าหลี่ชิงลั่วถูกพิษ
แถมยังให้แม่นมจางแวะเวียนมาดูบ่อย ๆ คอยส่งเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ทำไว้ให้หลี่ชิงลั่วมาอีกหลายชุด
ฤดูใบไม้ร่วงใกล้เข้ามาแล้ว จึงตัดชุดฤดูร้อนไว้แค่สองชุด ยังมีชุดฤดูใบไม้ร่วงอีกสามชุด เห็นว่าจะรอดูอีกสักสองเดือนว่านางจะอ้วนท้วนมีน้ำมีนวลขึ้นกว่านี้หรือไม่ ค่อยตัดชุดฤดูหนาวอีกที
หลี่ชิงลั่วสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวเสี้ยวจันทร์ปักลายสีเงินเข้ม แม้ว่าสีของผ้าจะดูบางเบาและเรียบง่าย แต่เพียงสัมผัสแรกที่มือลูบไล้ ก็สัมผัสได้ถึงคุณภาพชั้นยอดของเนื้อผ้า
เป็นความหรูหราทว่าบางเบา ยามเมื่อสวมใส่จะให้ความรู้สึกเบาสบายราวกับปีกจักจั่น เย็นสบายไร้น้ำหนัก
ผมของนางยังคงถักเป็นเปียเดี่ยวแบบลวก ๆ แถมบนหัวก็ยังไม่ได้ใส่เครื่องประดับใด ๆ ไว้เลยด้วย
แม้ว่าจะดูอนาถาไปหน่อย แต่เหตุผลจริง ๆ เป็นเพราะว่า ของสองชิ้นที่ฉวี่ซื่อมอบให้นาง มันย่ำแย่จนถึงขั้นไม่ใส่ซะยังจะดีกว่าเอามาใส่ให้มันดูชวนสมเพชนัยน์ตา
แม้ว่าจะแต่งตัวเรียบง่ายแบบนี้ แต่เมื่อชุ่ยเอ๋อร์เห็นก็ยังถึงกับเอ่ยปากชมเปาะว่า "คุณหนู ท่านนับวันก็ยิ่งงดงามขึ้นเรื่อย ๆ แล้วนะเจ้าคะ!"
หลี่ชิงลั่วคิดว่า สายตาของนางน่าจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่แล้วแน่ ๆ
เชวี่ยเอ๋อร์เดินไปที่เรือนหน้าเพื่อสืบหาข้อมูลก่อน ในขณะที่หลี่ชิงลั่วกับชุ่ยเอ๋อร์กำลังจะออกจากเรือน จู่ ๆ แมวดำตัวหนึ่งก็กระโดดออกมาจากมุมกำแพง แล้วพุ่งตรงมาหาพวกหลี่ชิงลั่วทั้งสอง
"คุณหนูระวังเจ้าค่ะ"
