บทที่ 26
หลี่ชิงลั่วหลั่งน้ำตาน้อย ๆ ส่ายหัวด้วยสีหน้าน้อยอกน้อยใจ
"คุณชายใหญ่เข้าใจผิดแล้วล่ะ มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย จู่ ๆ ข้าก็นึกขึ้นมาได้ว่าที่เรือนหงเฟิงกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมแซม เมื่อวานนี้ข้าจึงไปนั่งกินขนมอบที่สวน แต่กลับไม่ทันสังเกตว่าบนกำแพงมีกิ่งยี่โถกิ่งหนึ่งบานอยู่"
“อาจเป็นเพราะละอองเกสรดอกยี่โถปลิวมาตกลงบนขนมอบ เลยทำให้ตอนที่ข้าตื่นนอนขึ้นมาเมื่อเช้านี้รู้สึกเวียนหัวคลื่นไส้เล็กน้อย ยังถึงขั้นมีอาการท้องเสียร่วมด้วย”
พูดพลาง มีดในมือของหลี่ชิงลั่วก็ร่วงตกลงบนพื้น นางยกมือขึ้นกุมหัวที่มึนงงของตัวเองไว้ ทำท่าเหมือนจะล้มลงไปได้ทุกเมื่อ
เชวี่ยเอ๋อร์รีบเข้าไปพยุงนาง เรียกอีกฝ่ายด้วยความร้อนใจ "คุณหนูเจ้าคะ คุณหนู?"
เชวี่ยเอ๋อร์หันไปทางหมอที่ยืนอยู่อีกฟากพอดีด้วยสีหน้าวิตกกังวล แล้วพูดว่า "ขอท่านหมอช่วยตรวจอาการให้คุณหนูสักหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ?"
หมอคนนั้นหันไปมองทางหลี่เค่อชวนก่อน พอได้รับอนุญาตจากอีกฝ่ายแล้ว ค่อยก้าวขึ้นมาข้างหน้า
หมอจับชีพจร จากนั้นสีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป
"เป็นสัญญาณของการถูกพิษจริง ๆ นี่"
หลี่ชิงลั่วกังวลใจอย่างมาก “ท่านหมอ เลือดของข้ายังใช้รักษาท่านแม่ได้อยู่ใช่หรือไม่?”
หมอไม่อาจไม่กลั้นใจพูดออกไปอย่างเฉียบขาดว่า “คุณหนูอย่าเพิ่งร้อนใจไป เลือดเนื้อของท่านไม่สามารถใช้เป็นยารักษาฮูหยินได้แล้วล่ะ”
รู้ทั้งรู้ว่ามีพิษ แต่ก็ยังจะเก็บเลือดกรีดเนื้ออีก นี่ไม่เท่ากับประกาศออกมาโต้ง ๆ เลยหรอกรึว่ากำลังโกหกอยู่?
หมอเจียงหันไปส่ายหน้าให้หลี่เค่อชวน หลี่เค่อชวนขบกรามแน่นจนฟันแทบจะหักหมดปาก ใบหน้าก็ดำทะมึนตามลงมาหลายส่วน
"มันจะบังเอิญได้ขนาดนี้เชียวรึ? หลี่ชิงลั่ว ทางที่ดีเจ้าอย่าคิดจะกุเรื่องพรรค์นี้ขึ้นมาเป็นข้ออ้าง เพื่อจะหลีกเลี่ยงไม่ยอมรักษาอาการป่วยของท่านแม่จะดีกว่า"
หลี่ชิงลั่วทำท่าเหมือนไม่อยากโดนใครเข้าใจผิด นางส่ายหน้าพลางอธิบายทั้งน้ำตาที่ยังเอ่อคลอเต็มสองตาว่า “แต่ข้าจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าท่านแม่จะป่วยเป็นโรคตา จนต้องการเลือดเนื้อของข้า?”
นั่นสิ นางจะรู้ได้ยังไงกัน?
นางไม่มีทางรู้เรื่องนี้ได้เด็ดขาด!
เพราะแม้แต่ฉวี่ซื่อ ก็เพิ่งจะรู้แผนการที่แท้จริงของหลี่เค่อชวนในวันนี้เอง
หมอเจียงคำนึงถึงชีวิตของตัวเอง ยิ่งไม่มีทางยอมให้อะไรหลุดรอดออกไปแม้เพียงครึ่งคำอยู่แล้ว
ดังนั้นแล้ว นี่เป็นแค่เรื่องบังเอิญจริง ๆ น่ะรึ?
แต่เรื่องนี้ก็ยากที่จะไม่เชื่อ
หลี่เค่อชวนก็คิดไม่ถึงหรอกว่า แผนการของตัวเองจะโดนพังจนเละไม่เป็นท่าแบบนี้!
สายตาอันชั่วร้ายของเขาจับจ้องไปที่หลี่ชิงลั่ว จึงเห็นว่าหลี่ชิงลั่วก็ดูมีท่าทีผิดหวังเช่นกัน
“งั้นก็แปลว่า ข้าไม่อาจแสดงความกตัญญูต่อท่านแม่ได้แล้วน่ะสิ? แต่...แต่แบบนี้ ไม่เท่ากับว่าคุณชายใหญ่ก็เป็นเพียงคนเดียวที่ทำเรื่องนี้ให้ท่านแม่ได้หรอกรึ?”
"น่าเสียดายที่ข้าซึ่งเป็นลูกสาว นับตั้งแต่กลับมา ก็ยังไม่เคยได้ทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันให้ท่านแม่เลย ท่านแม่ ลูกอกตัญญูแล้ว!"
หลี่ชิงลั่วคุกเข่าลง เช็ดน้ำตาที่หางตาไปมาด้วยผ้าเช็ดหน้าผืนบาง พลางพูดเสียงสะอึกสะอื้นด้วยท่าทางโศกเศร้า
ฉวี่ซื่อพยายามกลั้นน้ำตาที่รินไหลตรงปลายหางตา แล้วเงยหน้าขึ้นมองลูกชายคนโต
สีหน้าของหลี่เค่อชวนเวลานี้ ดำทะมึนจนแทบจะมีน้ำหมึกหยดลงมาให้ได้แล้ว
แต่หลุมนี้เป็นเขาที่ขุดขึ้นมาเอง แค่คิดไม่ถึงว่า คนที่ตัวเองวางแผนดักจะไม่กระโดดลงมา แต่กลายเป็นตัวเองที่ต้องกระโดดแทน?
นังตัวดีหลี่ชิงลั่ว กำลังรอดูเขากรีดเลือดกรีดเนื้อของตัวเองออกมาอย่างนั้นรึ?
หลี่ชิงลั่วเงยหน้าขึ้นสบตากับหลี่เค่อชวน
นางกำลังรอเขาอยู่จริง ๆ!
รอให้เขาได้ลิ้มรสชาติของการถูกกรีดเลือดขูดเนื้อทั้งที่ยังเป็น ๆ ดูบ้างเถอะ!
หลี่เค่อชวนหยิบมีดขึ้นมา แต่ยังไม่ทันที่จะได้ลงมีด ฉวี่ซื่อก็รีบดึงเขาเอาไว้เสียก่อน
"ช้าก่อน! ชวนเอ๋อร์ แม่ไม่อยากได้เลือดเนื้อของเจ้ามาทำเป็นยา! เจ้า...พวกเจ้าล้วนเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขที่แม่คลอดออกมาทั้งนั้น แม่ยอมทนเจ็บปวดคนเดียว จะตัดใจเห็นพวกเจ้าต้องทนทุกข์ไปกับข้าด้วยได้ยังไง?"
"หมอเจียง มันไม่มีวิธีอื่นแล้วจริง ๆ น่ะรึ?"
เมื่อครู่ตอนที่นางหยิบมีดขึ้นมา ทำไมถึงไม่พูดแบบนี้ล่ะ?
พอตอนนี้ตกเป็นคราวของลูกชายตัวเองบ้าง ถึงกับแถต่อไม่ไหวเลยเรอะ?
หลี่ชิงลั่วรู้แก่ใจดีว่าอะไรเป็นอะไร แต่ก็ต้องเสแสร้งแกล้งทำเป็นเห็นคล้อยตาม
หมอเจียงเช็ดเหงื่อที่ไหลอาบจนชุ่มหน้าผาก รีบเดินขึ้นมาพูดว่า “มี ๆ ๆ แน่นอนว่ามี แต่มันติดที่วัตถุดิบที่จะใช้ทำยาหาได้ยากมาก”
มีดในมือของหลี่เค่อชวนถูกแย่งไป หลี่ชิงลั่วมองเขา บนใบหน้าผุดแววเยาะเย้ยถากถางขึ้นมาแวบหนึ่ง
หลี่เค่อชวนกำหมัดแน่น แผดเสียงคำรามใส่นางอย่างโกรธจัด "ไสหัวไป! รีบไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้!"
เมื่อเผชิญกับความอับอายจนกลายเป็นโกรธของเขา หลี่ชิงลั่วไม่แม้แต่จะเก็บมาใส่ใจ
นางค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แล้วพูดกับฉวี่ซื่อว่า "ท่านแม่ งั้นลูกขอตัวก่อนนะเจ้าคะ จริงสิ ท่านแม่ ถ้าได้ใบสั่งยาแล้ว ก็ให้ลั่วเอ๋อร์ต้มยาให้ท่านแม่เถอะนะเจ้าคะ ลั่วเอ๋อร์รับรองเลยว่าจะดูแลท่านแม่อย่างดีจนกว่าจะหาย นี่ถือเป็นโอกาสที่ลั่วเอ๋อร์จะได้แสดงความกตัญญูด้วย ขอท่านแม่อนุญาต"
ฉวี่ซื่ออดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าหวาดกลัวออกมา รีบโบกมืออย่างรวดเร็ว “ไม่ ไม่ ไม่! ไม่ต้องหรอก! ช่วงนี้ข้ากินไม่ได้นอนไม่หลับ ในเมื่อต้องกินยา ก็ไม่อยากเห็นหน้าใครที่ทำให้อารมณ์เสีย ถ้าเจ้าไม่มีธุระอะไร ก็อย่ามาเสนอหน้าให้ข้าเห็นเป็นการชั่วคราว ข้าแค่เห็นหน้าเจ้าก็ปวดหัวแทบตายแล้ว”
นี่เป็นคำพูดที่แสดงออกอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งเลยว่ารังเกียจนาง
ความผิดหวังบนใบหน้าของหลี่ชิงลั่วเหมือนจะระงับเอาไว้ไม่อยู่แล้ว น้ำเสียงยิ่งสั่นเครือ สะกดกลั้นความอยากจะร้องไห้เอาไว้ไม่อยู่ “ถ้าอย่างนั้นท่านแม่ พักผ่อนให้มาก ๆ นะเจ้าคะ ท่านหมอ รบกวนท่านช่วยรักษาโรคตาของท่านแม่ด้วย ถ้ามีอะไรที่ต้องการให้ข้าช่วย ข้ายินดีที่จะทำให้เต็มที่”
พูดจบ หลี่ชิงลั่วก็ถูกเชวี่ยเอ๋อร์พยุงออกไป ยังไม่ทันที่นางจะเดินพ้นออกจากเรือนชุนจ้าย หลี่ชิงลั่วก็ได้ยินเสียงทุบทำลายเตะถีบข้าวของดังออกมาจากห้องโถงหลักแล้ว
เชวี่ยเอ๋อร์อดโกรธไม่ได้ “คุณหนู พวกเขาทำแบบนี้จะมากเกินไปแล้วนะเจ้าคะ!”
แม้แต่เชวี่ยเอ๋อร์ก็ยังมองเส้นสนกลในของสถานการณ์นี้ออก พวกหลี่เค่อชวนยังจะคิดว่านางยังเหมือนกับชาติที่แล้ว ถูกคำว่ากตัญญูทำเอาสองตามืดบอด จนมองความจริงไม่ออกอีกงั้นรึ?
ใบหน้าของเชวี่ยเอ๋อร์เต็มไปด้วยโทสะ แต่หลี่ชิงลั่วกลับมีสีหน้าสงบนิ่ง
"นี่นับเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรได้?"
เพราะถึงยังไงก็ไม่ทำให้นางถึงตายอยู่ดี
หาเรื่องเล่นงานนางไม่สำเร็จ ตอนนี้หลี่เค่อชวนคงโกรธจนแทบกระอักเลือดแล้วแน่ ๆ แต่ไม่อาจไม่กัดฟันทน
พอคิดถึงตรงนี้ หลี่ชิงลั่วก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาหลายส่วนเลยทีเดียว
แต่เขาไม่มีทางยอมปล่อยให้เรื่องมันจบลงง่าย ๆ แค่นี้แน่
ระหว่างที่เดินกลับเรือน เชวี่ยเอ๋อร์ใบหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง “คุณหนู ท่านคิดว่าฮูหยินป่วยเป็นโรคตาจริง ๆ หรือไม่เจ้าคะ?”
หลี่ชิงลั่ว "จริงหรือไม่จริง มันสำคัญด้วยรึ? พูดถึงเรื่องนี้แล้ว เชวี่ยเอ๋อร์ รบกวนเจ้าไปเชิญหมอคนอื่นมาให้ข้าหน่อยนะ เจ้าสารพิษจากเกสรดอกยี่โถนี่ ทำเอาทรมานสุดจะทนเลยจริง ๆ"
พูดจบ หลี่ชิงลั่วก็ยกมือขึ้นมากุมท้อง ใบหน้าขาวซีดเผือดสี แถมยังมีเหงื่อเม็ดใหญ่ ๆ ไหลออกมาไม่หยุด
