บท
ตั้งค่า

บทที่ 25

หลี่ชิงลั่วยืนอยู่หน้าประตู ฟังคำพูดเหล่านี้ ยังมีอะไรที่นางยังไม่เข้าใจอีกล่ะ?

ชาติก่อน ฉวี่ซื่อก็ป่วยเป็นโรคทางสายตาเหมือนกัน

หลี่ชิงลั่วเป็นคนที่ยอมแล่เนื้อกรีดเลือดตัวเองให้โดยไม่ลังเล เพื่อเอาไปปรุงยา

แต่หลี่เค่อชวนกลับเทยาที่ทุ่มเททำออกมาทั้งหมดทั้งมวลนั้นไปให้หมากิน

ต่อมานางค่อยรู้ทีหลังว่า ทั้งหมดนี้เป็นแค่กับดักที่หลี่เค่อชวนจัดฉากขึ้น จงใจหลอกให้นางเข้าไปติดกับก็แค่นั้น

เขาบอกว่ายามีกลิ่นเหม็นชวนคลื่นไส้ พอถูกนางจับได้ เขาก็ยังหาข้ออ้างตราหน้าว่านางประพฤติตัวไม่เหมาะสม แล้วสั่งขังหลี่ชิงลั่วเอาไว้ในศาลบรรพชน

ในศาลบรรพชน นางถูกแม่นมพวกนั้นรุมกลั่นแกล้งทรมานสารพัด

ในครั้งนั้น หลี่ชิงลั่วเกือบจะต้องตายไปจริง ๆ แล้ว

นางกำหมัดแน่น

ชาตินี้ ไม่น่าจะบังเอิญอะไรขนาดนั้น โรคตาของฉวี่ซื่อกำเริบล่วงหน้าตั้งหลายเดือนเลยงั้นรึ?

เกรงว่าคงจะอดรนทนไม่ไหวแล้ว อยากเห็นนางต้องทนทุกข์ทรมานแทบแย่แล้วล่ะสิ!

ด้วยเหตุนี้ นางถึงได้ฝืนเก็บงำความรังเกียจที่มีต่อตัวนางเอาไว้ ยอมให้นางมาเสนอหน้าให้เห็นอยู่ทุกวี่วัน ก็เพื่อจะให้หลี่เค่อชวนวางแผนชั่วร้ายแผนนี้ขึ้นมา!

หลี่ชิงลั่วจิกฝ่ามือตัวเอง ฝืนระงับอารมณ์ พยายามทำให้ตัวเองมีสติเข้าไว้

บังเอิญว่าสาวใช้ที่ชื่อฉิงอีเดินออกมาจากข้างในพอดี พอเห็นนางรอยยิ้มที่สดใสอย่างหาได้ยากก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง "คุณหนูรองมาแล้วหรือเจ้าคะ!"

หลี่ชิงลั่วยกม่านขึ้นเดินเข้าไปในเรือน ทักทายฉวี่ซื่อด้วยความเคารพว่า "ลั่วเอ๋อร์คารวะท่านแม่ คุณชายใหญ่"

หลี่เค่อชวนปรายตามองลงมาที่นาง ในดวงตาเต็มไปด้วยความเฉยชาและรังเกียจเดียดฉันท์

“คำพูดที่หมอเจียงพูดเมื่อครู่นี้ เจ้าอยู่นอกเรือนคงจะได้ยินชัดเจนแล้วสินะ?”

หลี่ชิงลั่วแกล้งทำเป็นโง่ "ไม่ได้ยินเจ้าค่ะ ด้วยความที่ท่านย่าเคยสอนข้าว่า การแอบฟังเป็นเรื่องที่หน้าไม่อาย ดังนั้นพอรู้ว่าที่เรือนของท่านแม่มีหมอมาตรวจชีพจรให้ จึงถอยออกไปสามหลา ทำให้ไม่ได้ยินว่าคนในเรือนพูดเรื่องอะไรกัน"

“สุขภาพของท่านแม่ยังสบายดีหรือไม่?”

นางเงยหน้าขึ้น มองมาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใย

หลี่เค่อชวนถึงกับชะงัก นางบอกว่านั่นเป็นเรื่องที่หน้าไม่อาย แต่เขาดันไปถามนางว่านางได้ยินหรือไม่ นี่นางจงใจชี้หน้าด่าว่าเขามันหน้าไม่อายอย่างนั้นรึ!?

แต่ดันติดที่นางหยิบยกคำสอนของท่านย่าขึ้นมาพูด ทำให้หลี่เค่อชวนหาเรื่องมาโต้แย้งไม่ได้ สุดท้ายก็ทำได้แค่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแน่น

นับว่าเขาประเมินนางต่ำเกินไปแล้วจริง ๆ

นับตั้งแต่ที่นางไปวัดชิงซง เขาประมือกับนางทีไร ยังไม่เคยเจอเรื่องดีเลยซักครั้ง!

แถมยังทำให้ท่านย่าโกรธซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยังถึงขั้นโกรธจนลงมือทุบตีเขาเลยด้วย

พอตอนนี้มาคิดดูอีกที ทั้งหมดก็เป็นเพราะการตั้งตนเป็นศัตรูของนางทั้งนั้น!

ช่างเป็นผู้หญิงที่ชั่วร้าย ทำให้คนอื่นคลื่นไส้ขยะแขยงซะจริง!

มีหรือที่จะเหมือนจูเอ๋อร์ผู้แสนบริสุทธิ์ดุจแสงจันทร์ นิสัยเรียบง่ายไร้ซึ่งเล่ห์เหลี่ยมใด ๆ

ฉวี่ซื่อใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดตาแล้วถอนหายใจซ้ำ ๆ “นี่เจ้าหวังให้ข้าเจอเรื่องดี ๆ หรือว่าเรื่องร้ายกันแน่ล่ะ? เจ้าควรจะรู้ไว้ด้วยนะ ว่าเป็นเพราะเจ้ากลับมา บ้านนี้มันถึงได้เกิดเรื่องอัปมงคลทั้งหมดนี้ขึ้น”

“ก่อนหน้านี้ก็เป็นจูเอ๋อร์ของข้า มาตอนนี้เป็นเพราะการตายของจูเอ๋อร์ ทำให้อีกครึ่งชีวิตของข้าถูกพรากไปอีก”

ดูเหมือนฉวี่ซื่อจะพูดต่อไปไม่ไหวแล้ว หลี่เค่อชวนจึงพูดต่อด้วยสีหน้าดำทะมึนว่า “ท่านแม่เสียใจกับเรื่องของจูเอ๋อร์มาก ร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน จนป่วยเป็นโรคตา เจ้าคงจะรู้สินะ ว่าทั้งหมดนี้มันเป็นความผิดของใคร?”

หลี่ชิงลั่วไม่ตอบรับประโยคนั้น แต่กลับร้องออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบเข้าไปตรวจสอบ “ท่านแม่! ทำไมท่านถึงไม่ใส่ใจสุขภาพตัวเองเช่นนี้ จะทำยังไงดีล่ะ? ข้าย่อมอยากให้ท่านแม่หายดีเป็นธรรมดา ท่านแม่รู้หรือไม่ ว่าข้าสวดมนต์อยู่ในห้องทั้งวันทั้งคืนเลย ประการแรกก็เพื่อจะสวดภาวนาให้พี่จูเอ๋อร์ไปสู่สุขคติ ประการที่สองก็เพื่อจะภาวนาให้ท่านแม่คลายทุกข์ได้โดยเร็ว”

"คิดไม่ถึงเลยว่าท่านแม่จะคิดถึงพี่จูเอ๋อร์มากขนาดนี้! ข้าเจ็บปวดใจเหลือเกินแล้วจริง ๆ ถ้าวิญญาณของพี่จูเอ๋อร์ที่อยู่ในปรโลกได้รับรู้ ก็คงจะเสียใจที่ท่านแม่เป็นแบบนี้เหมือนกัน"

หลี่เค่อชวนได้ยินดังนั้นไฟโทสะก็ปะทุขึ้นมาโดยพลัน ยกขาข้างหนึ่งขึ้นได้ก็เตะใส่หลี่ชิงลั่วทันที

"หุบปาก! เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาพูดถึงจูเอ๋อร์?"

เชวี่ยเอ๋อร์ที่อยู่ข้างหลังพุ่งเข้ามาทันที ขวางการโจมตีนั้นไว้อย่างแน่นหนา

"คุณหนู!"

หลี่ชิงลั่วรีบพยุงเชวี่ยเอ๋อร์ มือทั้งสองข้างคว้าตัวนางเอาไว้แน่น จนกระทั่งเชวี่ยเอ๋อร์ส่ายหน้าว่าไม่เป็นไร หลี่ชิงลั่วค่อยถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

นางเงยหน้าขึ้น มองหลี่เค่อชวนด้วยสายตานิ่ง ๆ

เห็น ๆ อยู่ว่านางไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาคู่นั้นกลับเหมือนบอกทุกอย่างออกมาหมดแล้ว

สายตาคู่นั้นบอกว่าเขาเป็นคนรุนแรงหยาบคาย เป็นแค่คนบ้าคนหนึ่ง เป็นสัตว์ร้ายที่ไม่ควรเกิดมาเป็นคน

แต่นางกลับไม่ได้พูดอะไรซักคำ ทั้งหมดเป็นแค่การตีความของหลี่เค่อชวนเอง ในใจของเขาเริ่มรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างอธิบายไม่ถูก

แม้แต่ฉวี่ซื่อยังผุดลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจ ร้องตะโกนออกไปว่า "ชวนเอ๋อร์!"

เชวี่ยเอ๋อร์พูดเสียงเบา ๆ ว่า "ใคร ๆ ต่างก็พูดว่าคุณชายใหญ่ของจวนแม่ทัพ เป็นสุภาพบุรุษที่เปิดเผยซื่อตรง แต่กลับคิดไม่ถึงว่า แท้จริงจะเป็นอันธพาลที่ลงไม้ลงมือกับน้องสาวตัวเองได้อย่างหน้าตาเฉย!"

หลี่เค่อชวนถูกหลี่ชิงลั่วจ้องมองจนรู้สึกอึดอัดไปหมด มาตอนนี้ยังถูกสาวใช้คนหนึ่งชี้หน้าตำหนิในความผิดอีก ไฟโทสะเก่ายังไม่ทันจางหาย ก็เหมือนจะระเบิดไฟโทสะรอบใหม่ขึ้นมาในชั่วพริบตา

"นางขี้ข้าชั้นต่ำนี่เสนอหน้ามาจากไหน เจ้าอยากโดนตีตายรึ?"

เชวี่ยเอ๋อร์ก็ไม่กลัวเหมือนกัน แต่ช่วยประคองหลี่ชิงลั่วให้ลุกขึ้นยืนตรง ๆ “คุณชายใหญ่ บ่าวคือเชวี่ยเอ๋อร์ที่ติดตามรับใช้อยู่ข้างกายท่านฮูหยินเฒ่า ตอนนี้มีหน้าที่ดูแลคุณหนูรอง”

"ถ้าคุณชายใหญ่มีเรื่องอะไรที่ไม่พอใจบ่าว คิดอยากจะตีบ่าวให้ตาย ก็สามารถไปบอกท่านฮูหยินเฒ่าต่อหน้าได้เลย ท่านฮูหยินเฒ่าย่อมสั่งลงโทษบ่าวเอง"

หลี่เค่อชวนโกรธจนถึงกับหัวเราะออกมา "เยี่ยมมาก! มีท่านย่าถือหางให้ เจ้าก็ทำตัวอวดดีแบบนี้ได้แล้วสินะ?"

"หลี่ชิงลั่ว ในเมื่อมาถึงขนาดนี้แล้ว ข้าก็จะไม่พูดจาอ้อมค้อมกับเจ้าอีกต่อไป โรคทางตาของท่านแม่ต้องอาศัยเลือดเนื้อของญาติสนิท ใช้เนื้อบดเป็นยา ใช้เลือดเป็นกระสายเหนี่ยวนำ"

"นับตั้งแต่ที่เจ้าเกิดมา ก็ยังไม่เคยแสดงความกตัญญูต่อท่านแม่เลย การตายของจูเอ๋อร์เป็นความผิดของเจ้า โรคตาของท่านแม่ แน่นอนว่าสาเหตุก็เกิดมาจากเจ้าด้วยเหมือนกัน! ดังนั้น ไปเอามีดมา"

คนรับใช้เดินเข้ามาพร้อมกับมีดคมกริบเล่มหนึ่ง

เมื่อเชวี่ยเอ๋อร์เห็นดังนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที

หลี่ชิงลั่วกลับดึงนางไปหลบข้างหลัง แล้วมองไปที่ฉวี่ซื่อ ฉวี่ซื่อรีบหลบสายตาทันที ไม่กล้าสบตากับนางตรง ๆ

หลี่ชิงลั่วแอบหัวเราะเย้ยหยันในใจ แต่น้ำตากลับไหลอาบสองแก้ม

“ท่านแม่เป็นแบบนี้ ลั่วเอ๋อร์ย่อมเสียใจอย่างสุดซึ้ง ลูกรู้ตัวดี ว่าลูกไม่ได้ใส่ใจท่านแม่เท่าพี่จูเอ๋อร์ การที่ไม่เคยได้อยู่รับใช้ข้างกายท่านแม่ตั้งแต่ยังเล็ก ล้วนเป็นความผิดของลูกเอง”

"ดังนั้น หากเลือดเนื้อของลูกมันสามารถช่วยให้ท่านแม่หายดีได้ ลั่วเอ๋อร์ย่อมเต็มใจอยู่แล้ว ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตนี้ของลั่วเอ๋อร์ก็ไม่เป็นไร!"

พูดพลาง หลี่ชิงลั่วก็ถลกแขนเสื้อขึ้นมาจริง ๆ

แขนที่มีแต่หนังหุ้มกระดูกของนาง เต็มไปด้วยเส้นเลือดสีเขียวคล้ำ

ฉวี่ซื่อได้ยินสิ่งที่นางเพิ่งพูดไป จู่ ๆ ไม่รู้ว่ามีผีห่าซาตานอะไรมาดลใจทำให้หันหน้ากลับไปมอง พอได้เห็น หัวใจก็ถึงกับดิ่งวูบ

ทำไมนางถึงได้ผอมแห้งขนาดนี้?

ในตัวของนาง จะมีเนื้ออยู่สักกี่ชั่ง มีเลือดอยู่สักกี่ชาม?

ฉวี่ซื่อขมวดคิ้วเล็กน้อย พอเห็นว่าหลี่ชิงลั่วหยิบมีดขึ้นมา นางก็แค่กัดริมฝีปากเบา ๆ แต่กลับไม่มีเจตนาว่าต้องการจะหยุดอีกฝ่าย

เพราะฉวี่ซื่อก็คิดเหมือนกันว่า ตั้งแต่หลี่ชิงลั่วกลับมานางก็มีท่านฮูหยินเฒ่าคอยให้ท้าย ก็เลยดูเหมือนจะทำอะไรไร้กฎเกณฑ์และหยิ่งผยองไปหน่อยจริง ๆ นางต้องให้บทเรียนอีกฝ่ายเสียบ้าง!

ยิ่งไปกว่านั้นวิญญาณของจูเอ๋อร์บนสวรรค์ ก็ยังไม่ได้รับการปลอบโยนเลย

นางอยากให้จูเอ๋อร์รู้ว่า ต่อให้ลูกแท้ ๆ ของนางคนนี้จะกลับบ้านมา แต่คนที่ตนรักที่สุดก็ยังคงเป็นนางอยู่ดี

นางไม่มีทางรู้สึกสงสารอีกฝ่ายหรอก

ฉวี่ซื่อเบี่ยงสายตามองไปทางอื่น แต่จู่ ๆ หลี่ชิงลั่วกลับหยุดการเคลื่อนไหวขณะที่จะกรีดมือไปอย่างกะทันหัน

"ทำไม? ใจไม่แข็งพอ? หรือว่าไม่กล้าแล้ว?"

หลี่เค่อชวนหัวเราะเย้ยหยัน “หลี่ชิงลั่ว เจ้ามันเทียบกับจูเอ๋อร์ไม่ได้เลยแม้แต่น้อยนิด! เมื่อก่อนตอนที่ท่านแม่ไออยู่สามเดือน จูเอ๋อร์เป็นคนเคี่ยวยาด้วยตัวเองทั้งยังคอยดูแลท่านแม่ทุกวันจนอาการดีขึ้น ส่วนเจ้า แค่ขอเลือดเนื้อของเจ้ามาทำยานิดหน่อย เจ้าก็ไม่ยอมงั้นรึ?”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel