บทที่ 24
หลี่ชิงลั่วรู้ดี ว่าท่านย่าไม่อยากฟังนางพูดอะไรอีกแล้ว
แม้ว่าตอนนี้ ในใจของนางจะรู้สึกท้อแท้เหลือจะกล่าว แต่นางก็ไม่ได้แก้ตัวใด ๆ แค่โค้งคำนับเป็นการกล่าวลาฮูหยินเฒ่าเผย แล้วพาเชวี่ยเอ๋อร์กับชุ่ยเอ๋อร์เดินออกไป
หลังจากที่ทั้งสามออกไป ฮูหยินเฒ่าเผยก็ถอนหายใจ “แม่นมจางเจ้าบอกข้าหน่อยซิ นิสัยดื้อรั้นของนาง ช่างเหมือนกับข้าในอดีตเลยไม่ใช่รึ? อารมณ์ร้อนขนาดนี้ สุดท้ายคนที่ต้องเจอความลำบากก็คือตัวนางเองนี่แหล่ะ!”
"ที่ข้าทำแบบนี้ ก็เพื่อจะบังคับนาง ต่อให้นางเกลียดข้ารำคาญข้า แต่หากวันข้างหน้านางเอาชนะใจพ่อแม่ของตัวเองได้ แลกกับมีอนาคตที่ดี มีครอบครัวที่พึ่งพาได้ แม้นางจะเกลียดข้าก็คงไม่เสียหายหรอกจริงไหม?"
แม่นมจางเช็ดน้ำตาที่เอ่อคลอเต็มสองเบ้าตา แล้วพูดว่า“ท่านฮูหยินเฒ่าเจ้าคะ ท่านอย่าคิดแบบนี้เลย คุณหนูจะต้องเข้าใจความลำบากของท่านแน่ นางจะโกรธท่านได้ยังไงกันเจ้าคะ?”
“ท่านทำไปก็เพื่อตัวนางทั้งสิ้น ใต้หล้าแห่งนี้ คงไม่มีใครที่จะคิดและทำเพื่อนางขนาดนี้แล้ว”
ฮูหยินเฒ่าเผยหวนนึกถึงเรื่องที่นางรักใคร่ห่วงใยลูกชายมากขนาดนั้น แต่สุดท้ายกลับต้องเจ็บปวดเมื่อถูกเขาปฏิบัติอย่างเย็นชา
ในโลกใบนี้ มีพ่อแม่คนไหนบ้างที่จะไม่รักลูกของตัวเอง?
มีแต่ลูกเท่านั้นแหล่ะที่จะมองไม่เห็นความรักของพ่อแม่!
หลี่ชิงลั่วกลับมาถึงห้อง นั่งนิ่ง ๆ อยู่นาน
ชุ่ยเอ๋อร์คุกเข่าอยู่กับพื้นพลางร้องไห้อ้อนวอนให้นางยอมอภัยให้ “คุณหนู เป็นเพราะท่านฮูหยินเฒ่าไม่ยอมให้บ่าวบอกท่าน ไม่อย่างนั้นจะลงโทษคุณหนูให้รุนแรงยิ่งกว่านี้เจ้าค่ะ”
หลี่ชิงลั่วรู้ว่าชุ่ยเอ๋อร์เป็นคนซื่อสัตย์ จึงไม่ตำหนินาง
แค่พูดว่า "ท่านย่าไม่สั่งให้คนมาดักจับข้าอยู่ข้าง ๆ ช่องสุนัขลอดนั่น ก็ถือว่าให้เกียรติข้าอย่างมากแล้วล่ะ วันนี้เจ้าก็ถูกทำให้ตกใจเหมือนกัน รีบลงไปพักผ่อนเถอะ"
หลังจากที่ชุ่ยเอ๋อร์ออกไปทั้งน้ำตา หลี่ชิงลั่วก็หันไปมองเชวี่ยเอ๋อร์
"เชวี่ยเอ๋อร์ ต้องมาติดตามเจ้านายอย่างข้า ทำให้เจ้าน้อยเนื้อต่ำใจแล้วจริง ๆ"
เชวี่ยเอ๋อร์โบกมืออย่างรวดเร็ว คุกเข่าลงคารวะหลี่ชิงลั่วอย่างเป็นทางการ
"ต่อจากนี้ไป เชวี่ยเอ๋อร์ก็เป็นคนของคุณหนูแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูวางใจได้ เรื่องอะไรที่ไม่ควรพูด เชวี่ยเอ๋อร์ก็จะไม่พูดมั่วซั่วเด็ดขาด"
เชวี่ยเอ๋อร์พูดเช่นนี้ เป็นการแสดงความจริงใจต่อหลี่ชิงลั่ว
แต่วันนี้หลี่ชิงลั่วเหนื่อยมากแล้ว ยิ่งไม่อยากไว้ใจใครที่ไหนอีกแล้ว
หลังจากส่งเชวี่ยเอ๋อร์ออกไปแล้ว หลี่ชิงลั่วก็เช็ดหน้าลวก ๆ แล้วเอนหลังนอนลงบนเตียง
วันนี้ท่านย่าโกรธมาก ทั้งยังแสดงท่าทีชัดเจน ว่าต้องการให้หลี่ชิงลั่วทำตัวสนิทสนม เคารพกตัญญูต่อพ่อแม่ที่โหดร้ายไร้หัวใจของนางคู่นั้น
แต่สุดท้ายแล้ว นางก็ไม่ได้เปิดโปงเรื่องที่ตนหนีออกจากจวนแม่ทัพไปทางช่องสุนัขลอดให้คนในจวนรู้ นี่แสดงให้เห็นได้ชัดว่าท่านมีใจคิดจะช่วยปิดบังเรื่องนี้ให้นาง ซึ่งเห็นได้ว่าท่านย่าไม่ได้โหดร้ายจนพร้อมจะตัดเยื่อใยไม่คิดจะสนใจนางแล้ว
แน่นอนว่าท่านย่ามีเจตนาดี แต่ติดที่เชื่อใจลูกชายกับลูกสะใภ้ของตัวเองมากเกินไป
นางไม่เข้าใจว่าหัวใจของพวกเขา มันไม่มีวันอบอุ่นขึ้นมาได้
ไม่งั้นชาติที่แล้ว นางหลี่ชิงลั่วก็คงไม่มีจุดจบที่อนาถแบบนั้นหรอก
ต่อให้เป็นลูกสาวแท้ ๆ แล้วยังไงล่ะ?
แม้ว่าตนจะทำทุกอย่างเพื่อเอาใจพวกเขาอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่ก็ยังเทียบกับหลี่ชิงจูที่อยู่ในใจของพวกเขาไม่ได้แม้แต่ปลายก้อยเลยด้วยซ้ำ
ดังนั้น การเปิดโปงความจริงเรื่องที่หลี่ชิงจูแกล้งตายให้คนทั้งตระกูลหลี่รู้ ก็ยังไม่เพียงพอ
นางต้องเปิดโปงความจริงเรื่องที่หลี่ชิงจูแกล้งตาย ให้คนในเมืองจินหลิงทั้งเมืองได้รู้ด้วย
หลี่ชิงจู ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงหมดความชอบธรรม!
ตอนนี้หลี่ชิงลั่วรู้ตัวดี ว่านางยังเป็นแค่เศษขยะที่ใครก็บดขยี้ได้ดังใจ แค่อิสระทางความคิดว่าอยากออกจากจวนบ้างก็ยังไม่มีเลย นับประสาอะไรกับเรื่องอื่นล่ะ
นางไม่อาจสูญเสียการสนับสนุนจากท่านย่าได้
ดังนั้น ในเมื่อท่านย่าอยากเห็นนางแสดงความกตัญญู งั้นนางก็จะแสดงให้ท่านย่าได้เห็น
วันรุ่งขึ้น
หลี่ชิงลั่วย้ายไปที่เรือนหงเฟิงตั้งแต่เช้าตรู่
นางไม่มีอะไรติดตัวมากมายนัก นอกจากห่อสัมภาระเล็ก ๆ หนึ่งห่อ กับเงินที่นางแอบซ่อนไว้ใต้ดินจำนวนหนึ่งร้อยตำลึง ที่นางเพิ่งไปขุดขึ้นมาเมื่อเช้าเท่านั้น
เรือนหงเฟิงมีลักษณะตามที่ชื่อบ่งบอกไว้ ที่นี่มีต้นเฟิง (เมเปิล) สีแดงหลายต้นปลูกอยู่
ภายในเรือนทั้งรกร้างและทรุดโทรม กรอบประตูแค่แตะเบา ๆ ก็หลุดร่วง กระทั่งใยแมงมุมในเรือนก็ยังไม่มีการปัดกวาดทำความสะอาดใด ๆ
แม่นมเติ้งที่มาส่งพวกนางเห็นแล้วถึงกับอดเปลี่ยนสีหน้าไม่ได้ “นี่น่ะหรือที่ฮุหยินบอกว่าได้รับการซ่อมแซมและทำความสะอาดแล้ว? จะแหกตากันเกินไปแล้วนะ! ข้าจะไปรายงานท่านฮูหยินเฒ่าเดี๋ยวนี้เลย!”
หลี่ชิงลั่วคว้าแขนแม่นมเติ้งที่กำลังโกรธไว้แน่น แล้วพูดว่า "แม่นม อย่าทำให้ท่านย่าต้องเป็นกังวลดีกว่า ข้าว่าก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย ไม่สู้ทำความสะอาดเอง ก็ย้ายเข้าไปอยู่ได้แล้วล่ะ"
แม่นมเติ้งตบ ๆ ที่มือของหลี่ชิงลั่วด้วยความสงสารเห็นใจ “คุณหนู ท่านฮูหยินเฒ่าบอกให้ท่านย้ายออกมาอยู่ที่นี่ แต่ท่านก็ไม่ควรได้รับการปฏิบัติเช่นนี้นะเจ้าคะ!”
แถมเชวี่ยเอ๋อร์ก็เป็นหลานแท้ ๆ ของแม่นมเติ้ง นางมีหรือจะยอมให้หลานสาวต้องเผชิญความลำบากไปด้วยได้
ดังนั้น หลังจากที่แม่นมเติ้งออกมาแล้ว ก็รีบไปเรียกคนรับใช้กลุ่มหนึ่งมา แล้วสั่งให้ทำความสะอาดเรือนทันที
ถึงขั้นตั้งเงื่อนไขว่าภายในสามวัน พวกเขาจะต้องซ่อมแซมและปรับปรุงส่วนต่าง ๆ ของเรือนที่มันผุพังให้เสร็จด้วย ไม่อย่างนั้นจะไปรายงานท่านฮูหยินเฒ่า ให้พวกเขาถูกลงโทษกันโดยถ้วนหน้า
พวกคนรับใช้ต่างก็ไม่พอใจ จึงไปฟ้องฉวี่ซื่อ ฉวี่ซื่อก็ทำได้แค่กุมหน้าผากพลางถอนหายใจ พูดว่า “ช่างเถอะ ๆ นังเด็กมารหัวขนนั่นเป็นตัวหายนะที่เกาะกินชีวิตข้าแท้ ๆ มีท่านฮูหยินเฒ่าคอยให้ท้ายมันอยู่แบบนั้น แม่อย่างข้ายังจะทำอะไรนังเด็กนั่นได้อีกล่ะ?”
"ให้พวกเจ้าไปทำพวกเจ้าก็ไปทำเถอะ อย่ามารบกวนข้า!"
ต่อจากนั้นก็กุมอก ขอบตาแดงก่ำ หันไปพูดกับคนสนิทว่า "จูเอ๋อร์ของข้าตอนที่ยังมีชีวิตอยู่รู้จักเอาใจใส่ข้าเป็นที่สุด ตั้งแต่เล็กจนโตก็ไม่เคยมารบกวนข้าด้วยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้เลยสักครั้ง!"
"แต่ศพจูเอ๋อร์ของข้ายังไม่ทันเย็นเลยด้วยซ้ำ ก็ต้องให้ข้ามานั่งกังวลนั่นนี่แทนนังเด็กมารหัวขนนั่นอีก ข้าจะไปมีอารมณ์ทำอะไรพวกนั้นเสียที่ไหนกันล่ะ?"
“ถ้าไม่ใช่เพราะแม่สามีบังคับให้ข้าจัดหาที่อยู่ให้นาง ข้าก็แทบอดใจไม่ไหวอยากจะโยนนางทิ้งไปไกล ๆ ให้พ้นหูพ้นตาจะได้ไม่ต้องเห็นหน้ามันอีก”
ระหว่างที่ฉวี่ซื่อกำลังระบายความคับข้องใจ หลี่เค่อชวนก็เดินเข้ามาพอดี
“ท่านแม่ ลูกมีวิธีจัดการนางให้ไม่มาเกะกะสายตา แต่ติดที่ท่านแม่จะทนได้หรือไม่?”
ฉวี่ซื่อได้ยินก็ยืดตัวขึ้นนั่งหลังตรงขึ้นมาทันที
"ชวนเอ๋อร์ ทำไมถึงมาที่นี่ได้ล่ะ?"
"ในใจของแม่รู้สึกอัดอั้นมากจริง ๆว่าแต่ลูกคิดจะทำอะไร? อย่าทำเรื่องที่มันเลยเถิดเชียวนะ!"
หลี่เค่อชวนแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา ดวงตาผุดประกายโหดเหี้ยม "แค่ตอนนี้ไม่ถึงกับเอาชีวิตนางก็พอแล้วนี่ ท่านแม่ ความเจ็บปวดของจูเอ๋อร์ก็แค่หนึ่งในหมื่นที่นางได้เจอ ถึงเวลาที่นางควรจะได้ลิ้มรสมันบ้างแล้ว"
ฉวี่ซื่อรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย “แต่ถึงยังไงนางก็มีย่าของเจ้าคอยปกป้องอยู่นะ”
หลี่เค่อชวนแค่นเสียงพูดอย่างเย็นชา “เรื่องนี้ แม้แต่ย่าก็ไม่มีสิทธิ์ออกความเห็น ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเถอะ”
เรือนหงเฟิงกำลังซ่อมแซมแบบข้ามวันข้ามคืน หลี่ชิงลั่วก็เริ่มไปน้อมทักทายฉวี่ซื่อทุกวัน
มีบางครั้ง นางยังลงมือทำอาหารให้ฉวี่ซื่อกินด้วยตัวเองด้วย ส่วนฉวี่ซื่อก็ทำตามที่นางคาดการณ์ไว้ คือบอกให้นางวางอาหารไว้ แล้วรีบกลับออกไปให้พ้นหูพ้นตาซะ
แต่ไม่ทันที่หลี่ชิงลั่วจะออกพ้นเรือน อาหารพวกนั้นก็ถูกเททิ้งลงในถังน้ำเก่า ๆ ใต้ทางเดินเรียบร้อยแล้ว
เชวี่ยเอ๋อร์โกรธจนกระทืบเท้าเร่าๆ แต่หลี่ชิงลั่วกลับปลอบใจนางว่า "ไม่เป็นไรหรอก คงเป็นเพราะว่าข้าทำอาหารไม่ถูกปากท่านแม่เท่ากับพี่จูเอ๋อร์น่ะ"
แต่ในชาตินี้ ฉวี่ซื่อยังมีความอดทนอดกลั้นพอ ไม่ได้พูดประโยคนั้นกับหลี่ชิงลั่วออกไปว่า "ถ้าเจ้าไม่มีธุระอะไรก็ไม่ต้องเสนอหน้ามาให้ข้าเห็น ข้ามองเจ้าทีไร ก็เอาแต่คิดถึงจูเอ๋อร์ผู้น่าสงสารของข้า เห็นเจ้าแล้วมันแสลงนัยน์ตาสิ้นดี!"
เห็นได้ชัดว่าความรังเกียจที่นางมีต่อหลี่ชิงลั่วมันมากจนปกปิดเอาไว้ไม่อยู่แล้ว ทั้งหมดปรากฏอยู่เต็มใบหน้า
แต่เพียงไม่นาน หลี่ชิงลั่วก็เข้าใจซักทีว่าทำไมนางถึงใจแข็งและอดทนได้มากขนาดนี้
นางบังเอิญได้พบกับหมอบริเวณนอกเรือนชุนจ้ายของฉวี่ซื่อ เป็นไปตามคาด พอวันต่อมานางก็ได้รู้ว่า เหตุเพราะฉวี่ซื่อร้องไห้จากความเศร้าโศกเสียใจมากเกินไป จึงทำให้เกิดโรคทางสายตา
หลี่ชิงลั่วถูกเรียกตัวมายังเรือนชุนจ้าย ยังไม่ทันเข้าไปในเรือนก็ได้ยินเสียงหนึ่งพูดขึ้นว่า "โรคทางตาของฮูหยินครั้งนี้ จำเป็นต้องใช้เนื้อของลูกหลานที่มีสายเลือดเดียวกันมาบดใส่ยา แล้วใช้เลือดมาผสมเป็นกระสายยาเป็นเป็นตัวเหนี่ยวนำ ยาขนานนี้มันถึงจะได้ผล!"
