บท
ตั้งค่า

บทที่ 23

หลี่ชิงลั่วที่เผชิญกับความทุกข์ทรมานครั้งนั้น ต้องสูญเสียพลังชีวิตที่มีไปเกือบครึ่ง

ต่อให้นางสุขภาพแข็งแรงขนาดไหน เหตุการณ์นั้นก็ทำลายร่างกายของนางจนเกินเยียวยา

หลังจากนั้น แม้ว่านางจะไม่ต้องท่องพระสูตรต่อเนื่องสี่สิบเก้าวันแล้ว แต่หลี่เค่อชวนกลับจ้องมองนางด้วยสายตาเย็นชาแล้วพูดว่า "ชีวิตที่ต่ำต้อยไร้ค่าของเจ้า ยากจะฆ่าให้ตายซะจริง ๆ"

ตอนนั้นเองที่นางค่อยตระหนักได้ว่า พี่ชายแท้ ๆ ของนาง อยากให้นางตายจริง ๆ

เขาต้องการให้นางถูกฝังร่วมไปกับหลี่ชิงจู น้องสาวสุดที่รักเพียงหนึ่งเดียวในสายตาของเขา

แต่น่าเสียดาย ที่ผ่านไปนานมากหลี่ชิงลั่วก็ยังไม่ตาย

ส่วนหลี่ชิงจูนั่น ไม่ต้องพูดหรอกว่าวิญญาณของนางไม่สงบ แท้จริงแล้ววิญญาณของนางไม่เคยหลุดออกจากร่างเลยด้วยซ้ำ นางปั่นหัวทุกคนจนหัวหมุน ส่วนหลี่ชิงลั่วถึงกับถูกนางปั่นหัวจนต้องตายไปอย่างไร้ค่า

แต่ที่น่ารังเกียจที่สุดคือ พวกคนตระกูลหลี่กลับยินดีที่ได้เผชิญความลำบาก แถมไม่คิดว่าพฤติกรรมที่หลี่ชิงจูทำลงไปมีตรงไหนที่ผิดเลยซักนิด!

ช่างน่าขบขันสิ้นดี

ในชาตินี้ ในใจของหลี่ชิงลั่วจึงไม่มีความรู้สึกผิดใด ๆ ต่อการตายของหลี่ชิงจูอีกต่อไป แถมยังไม่มีความรู้สึกคาดหวังอะไรต่อญาติร่วมสายเลือดของนางพวกนั้นด้วย

ดังนั้น ท่าทีเย็นชาของฉวี่ซื่อที่มีต่อนางตอนนี้ จึงไม่ได้ทำให้นางรู้สึกผิดหวังอะไร

ฉวี่ซื่อแค่เหลือบตามองนางแวบเดียว แล้วเบี่ยงหน้าหนีไปทางอื่น

"ท่านแม่ หลายวันมานี้ลูกสะใภ้ยุ่งอยู่กับงานศพของจูเอ๋อร์ เลยไม่มีเวลาจัดการที่หลับที่นอนให้ลั่วเอ๋อร์ ทำให้นางมารบกวนความสงบสุขของท่านแม่ด้วย"

"บังเอิญว่าวันนี้ลูกสะใภ้มีเวลาว่างพอดี ก็เลยจะย้ายนางไปอยู่ที่เรือนหงเฟิงนะเจ้าคะ"

ฮูหยินเฒ่าเผยได้ยินก็ขมวดคิ้วน้อย ๆ “เรือนหงเฟิง? ที่นั่นไม่มีใครอาศัยอยู่มาสิบกว่าปีแล้วไม่ใช่รึ?”

หลี่ชิงลั่วเงยหน้าขึ้นมองไปทางฉวี่ซื่อ

ในชาติก่อน ที่ที่นางอยู่เป็นแค่เรือนทรุดโทรมเล็ก ๆ หลังหนึ่งที่ไม่มีแม้แต่ชื่อด้วยซ้ำ ขนาดของมันมีอยู่ราว ๆ แค่หนึ่งในห้าของเรือนจิ้งฉือเท่านั้น

ชาตินี้อุตส่าห์ได้ไปอยู่เรือนที่มีชื่อเสียงเรียงนามอย่างเรือนหงเฟิง สำหรับหลี่ชิงลั่วถือเป็นเรื่องที่เหนือคาดมาก

แม้ว่าในชาติก่อนนางก็รู้ดี ว่าที่เรือนหงเฟิงไม่เพียงทรุดโทรมเท่านั้นแถมยังมีผีสิงอีกด้วย แต่หลี่ชิงลั่วเดิมทีก็เป็นคนที่เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ทำไมนางจะต้องกลัวผีด้วยล่ะ?

ไม่ว่าฉวี่ซื่อในใจจะคิดอะไรอยู่ ในใจของหลี่ชิงลั่วก็เตรียมพร้อมที่จะรับมือเอาไว้หมดแล้ว

สีหน้าของฉวี่ซื่อฉายแววลุกลี้ลุกลน "ก่อนที่ลั่วเอ๋อร์จะกลับมา ลูกสะใภ้ก็สั่งให้คนไปซ่อมแซมกับทำความสะอาดไว้เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ"

ฮูหยินเฒ่าเผยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็พยักหน้า “เจ้าเป็นแม่แท้ ๆ ของนาง ยังไงก็ไม่ควรปฏิบัติกับนางอย่างไม่เป็นธรรม ถ้าเช่นนั้นก็จัดการไปตามนี้เถอะ”

พอฉวี่ซื่อได้ยินว่าฮูหยินเฒ่าเผยเห็นด้วย ก็เหมือนจะมีท่าทีโล่งอก

นางรีบลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว “ท่านแม่ ถ้าอย่างนั้นลูกสะใภ้ขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”

ฉวี่ซื่อมาน้อมทักทายฮูหยินเฒ่าเผย ตอนที่นางออกไป กระทั่งจะชายตามองหลี่ชิงลั่วสักแวบก็ยังไม่มีเลย

แต่หลี่ชิงลั่วไม่อาจไม่คุกเข่าครึ่งตัวเพื่อส่งฉวี่ซื่อขณะเดินจากไป

ฮูหยินเฒ่าเผยส่ายหัว ยังไม่ทันที่หลี่ชิงลั่วจะยืนขึ้น จู่ ๆ นางก็กระแทกฝ่ามือลงบนโต๊ะข้าง ๆ อย่างแรง

"ลั่วเอ๋อร์ เจ้ารู้ความผิดหรือไม่!?"

หัวใจของหลี่ชิงลั่วถึงกับเต้นผิดจังหวะ รีบหันไปหาฮูหยินเฒ่าเผยทันที "ท่านย่า ไม่ทราบว่าลั่วเอ๋อร์ทำอะไรผิดไป จนทำให้ท่านย่าโกรธหรือเจ้าคะ?"

ฮูหยินเฒ่าเผยแค่นเสียงเย็นชา "ช่องสุนัขลอดนั่น ดูจะลอดสะดวกดีนะ!?"

หัวใจของหลี่ชิงลั่วพลันหนักอึ้ง รีบคุกเข่าทั้งสองข้างลงบนพื้นทันที "ลั่วเอ๋อร์รู้ความผิดแล้วเจ้าค่ะ"

ฮูหยินเฒ่าเผย: ยอมรับความผิดเร็วจริงนะ!

แต่เมื่อเห็นสีหน้าไม่สะทกสะท้านของนาง ความโกรธของฮูหยินเฒ่าเผยกลับไม่ได้จางหายไปเลย

นางทุบกำปั้นลงบนโต๊ะต่อไป แล้วถามด้วยความโกรธเคืองที่หลานไม่ได้ดั่งใจว่า “ทำไมเจ้าถึงได้ทำเรื่องนอกคอกแบบนี้!? ถ้าไม่ใช่เพราะแม่นมจางสังเกตเห็นความผิดปกติ เข้าไปดูในห้องจนจับชุ่ยเอ๋อร์ได้แบบคาหนังคาเขา แล้วข้าค่อยฉุกคิดขึ้นมาได้ว่านี่คงจะเป็นความคิดพิเรนทร์อะไรของเจ้าอีกแน่ ๆ ข้าก็คงจับนางถลกหนังทั้งเป็นไปแล้ว”

หลี่ชิงลั่ว "ท่านย่า ที่จริงแล้วเรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับชุยเอ๋อร์เลยเจ้าค่ะ เป็นเพราะข้าบังคับให้นางทำ ถ้าท่านย่าจะลงโทษ ก็ลงโทษหลานคนเดียวเถอะเจ้าค่ะ"

ชุ่ยเอ๋อร์คว่ำหน้าหมอบอยู่บนพื้นด้านหลังหลี่ชิงลั่ว ร้องไห้อ้อนวอนไม่หยุด "ท่านฮูหยินเฒ่าเจ้าขา ทั้งหมดเป็นความผิดของชุ่ยเอ๋อร์ ขอท่านโปรดอย่าโทษคุณหนูเลย ลงโทษชุ่ยเอ๋อร์เถอะเจ้าค่ะ!"

ฮูหยินเฒ่าเผยแค่นเสียงเย็นชา "พวกเจ้าสองคนนายบ่าวช่างรักใคร่กันลึกซึ้งเสียจริงนะ ข้างกายเจ้าไม่มีใครให้เรียกใช้ ถ้าข้าลงโทษนาง จะไม่กลายเป็นคนชั่วช้าไปจริง ๆ หรอกรึ?"

"แต่ข้างกายของเจ้ามีแค่ชุ่ยเอ๋อร์คนเดียว ถ้าเกิดเจ้าคิดอะไรแผลง ๆ ที่มันใหญ่โตกว่านี้ ก็คงจะกลายเป็นพวกไร้กฎเกณฑ์ไปแน่ ๆ ! เชวี่ยเอ๋อร์!"

สิ้นเสียงตะโกน นอกห้องก็มีสาวใช้ที่อายุราว ๆ สิบสามสิบสี่คนหนึ่งเดินเข้ามา

สาวใช้คนนี้ชื่อเชวี่ยเอ๋อร์ รูปร่างบอบบางหน้าตาพริ้มเพราราวกับดอกสุ่ยเซียนก็ไม่ปาน (ดอกนาร์ซิสซัส)

เชวี่ยเอ๋อร์เป็นหลานสาวแท้ ๆ ของแม่นมเติ้ง ฮูหยินเฒ่าเผยมอบนางให้กับหลี่ชิงลั่วโดยตรง

"นับจากนี้ไป เชวี่ยเอ๋อร์จะคอยติดตามเจ้า ถ้าเจ้าพูดอะไรหรือทำอะไรที่ไม่เหมาะสม นางก็จะมารายงานข้าทันที จะได้ให้เจ้าหัดระวังปากระวังคำไว้ให้ดี!"

ในใจของหลี่ชิงลั่วได้แต่ทอดถอนใจน้อย ๆ แต่ก็ทำได้แค่ตอบกลับไปว่า "เจ้าค่ะ ท่านย่า"

ฮูหยินเฒ่าเผย "ทีนี้เจ้าก็ควรเล่าให้ข้าฟังโดยละเอียดได้แล้ว ว่าเจ้าทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจคิดหาทางหนีออกไปจากจวนแม่ทัพ เป็นเพราะคิดจะทำอะไรกันแน่?"

หลี่ชิงลั่วเงยหน้าขึ้นมองฮูหยินเฒ่าเผย

นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจบอกความจริงออกไป “ขอพูดแบบไม่ปิดบังท่านย่า ลั่วเอ๋อร์อยากออกไปหาเงินเก็บไว้สักหน่อยเจ้าค่ะ กล่องไข่มุกมีรอยตำหนิที่คุณชายใหญ่ให้ข้ามาเมื่อคราวก่อน ลั่วเอ๋อร์ก็เอาไปปล่อยแล้วด้วย”

"เจ้า! นี่เจ้าทำเพื่อเงินอย่างนั้นรึ?"

ฮูหยินเฒ่าเผยสีหน้าฉงนงงงัน "ถ้าเจ้าขาดเงิน แค่มาบอกย่าก็ได้นี่ ย่ามีหรือจะไม่ให้เจ้า? เรื่องนี้ว่าตามกันจริงเป็นเพราะย่าไม่ทันคิดให้ถ้วนถี่ ส่วนแม่ของเจ้าก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลยสักนิดเหมือนกัน แต่ว่านะลั่วเอ๋อร์ จะยังไงเจ้าก็เป็นผู้หญิง การออกไปเสี่ยงแบบนี้ รู้หรือไม่ว่ามันอันตรายขนาดไหน?"

หลี่ชิงลั่ว "ท่านย่า ลั่วเอ๋อร์แต่งตัวเป็นผู้ชายออกไป ไม่มีใครสังเกตเห็นหรอกเจ้าค่ะ"

หลี่ชิงลั่วไม่ได้เจาะหู ผิวพรรณดำคล้ำ ขนคิ้วก็ยุ่งเหยิงไม่เคยกันไม่เคยหวี ถ้านางแต่งตัวเป็นผู้ชาย ว่ากันตามจริงก็คงไม่มีใครนึกสงสัยง่าย ๆ แน่

แต่ฮูหยินเผยยังคงโกรธจนอกแทบระเบิดแล้ว

"มันใช่ปัญหาเรื่องที่ใครจะสังเกตเห็นเจ้าซะที่ไหนกันเล่า? ที่ย่าจะพูดก็คือ เจ้าไม่ควรทำเรื่องแบบนี้ต่างหาก!"

"ทันทีที่ถูกคนอื่นรู้ความจริงเข้า ชื่อเสียงของเจ้าในจินหลิง ก็จะพังพินาศหมดไม่มีเหลือ!"

หลี่ชิงลั่วก้มหน้าลง "ท่านย่า ลั่วเอ๋อร์ไม่สนใจชื่อเสียงหรอกเจ้าค่ะ"

มีทั้งหลี่เค่อชวนกับจวงเว่ยคอยแทรกแซง ชื่อเสียงของนางในเมืองจินหลิงก็ไม่ได้ดีเด่นอะไรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

ฮูหยินเฒ่าเผย "เจ้า! หรือข้าให้ท้ายเจ้ามากเกินไปแล้วสินะ? ถึงทำให้เจ้ามาพูดจาไม่รู้ดีรู้ชั่วแบบนี้กับข้าได้!?"

หลี่ชิงลั่วยังคงนิ่งเงียบไม่พูดอะไร แต่ทั้งแม่นมเติ้งและแม่นมจางที่อยู่ข้าง ๆ ต่างก็ร้อนใจกันแทบตายแล้ว

"คุณหนูเจ้าคะ ท่านฮูหยินเฒ่าท่านก็แค่เป็นห่วงคุณหนูเท่านั้นเอง รีบยอมรับความผิดกับท่านฮูหยินเฒ่าเถอะนะเจ้าคะ ฮูหยินท่านไม่มีวันคิดร้ายกับคุณหนูหรอกเจ้าค่ะ"

หลี่ชิงลั่วเชื่อคำแนะนำ อีกทั้งตัวนางก็ไม่อยากทำให้ท่านย่าโกรธต่อไปแล้วด้วย จึงพูดอย่างเชื่อฟังว่า “ท่านย่า ลั่วเอ๋อร์รู้ความผิดแล้วจริง ๆ เจ้าค่ะ”

ฮูหยินเฒ่าเผยโกรธจนลมหายใจติดขัด “ไหนเจ้าลองบอกข้ามาก่อนซิ ว่าผู้หญิงเราในโลกใบนี้ ต้องพึ่งอะไรเพื่อความอยู่รอด?”

หลี่ชิงลั่วตอบอย่างจริงใจว่า “อยู่บ้านเชื่อฟังบิดา หากไม่มีบิดาให้เชื่อฟังพี่ชาย หลังแต่งงานออกไปให้เชื่อฟังสามี หากสามีตายให้เชื่อฟังลูกชาย แต่ลั่วเอ๋อร์กลับคิดว่า ต่อให้เป็นผู้หญิง ก็ยิ่งควรพึ่งพาตัวเองถึงจะดีที่สุด”

"ในโลกใบนี้ จะบิดา พี่ชาย สามี หรือลูก ล้วนอยู่เหนือการควบคุมของเรา ไม่ว่าจะจิตใจ ร่างกาย หรือตัวตน ภูเขาก็มีวันถล่มได้ แผ่นดินก็มีวันพินาศได้เช่นกัน มีเพียงตัวของเราเท่านั้น ที่จะไม่มีวันทอดทิ้งตัวเราเอง!"

นางคุกเข่าเหยียดหลังตรง แม้ถ้อยคำจะนุ่มนวลและอ่อนโยน แต่ทุกถ้อยทุกคำกลับลึกซึ้ง ก้องกังวาน และทรงพลัง กระทบโดนกลางใจคนฟัง

ฮูหยินเฒ่าเผยจ้องมองนางอยู่นาน

“ลั่วเอ๋อร์ ข้าสืบหาประวัติของเจ้าจนหาเจ้าพบในที่สุด ทั้งยังสัญญาว่าจะลงจากภูเขากลับมาตระกูลหลี่เพื่อปกป้องเจ้า แต่ข้าไม่เคยมีเจตนาจะให้พวกเจ้าที่เป็นครอบครัวเดียวกันต้องกลายเป็นศัตรูกัน ทำให้ญาติพี่น้องของเจ้าเหินห่างกับเจ้า! ย่าเป็นคนที่เคยผ่านโลกนี้มาก่อน มีหรือที่ย่าจะไม่เข้าใจ ว่าการไม่มีญาติพี่น้องสายเลือดเดียวกันอยู่เคียงข้างมันมีความรู้สึกยังไง?”

"ตอนนี้ เจ้าเชื่อจากก้นบึ้งของหัวใจแล้วว่า เจ้าพึ่งพาพ่อแม่ของตัวเองไม่ได้ พี่ชายของเจ้าคนนั้นถือซะว่าช่างมันเถอะ ไม่ต้องพูดถึงหลี่เค่อชวนก็ได้ แต่พ่อแม่ของเจ้า เกลียดแค้นชิงชังเจ้าตรงไหนรึ?"

“พวกเขาแค่ยังไม่เคยมองเจ้าให้เต็มตาก็เท่านั้น แค่ไม่เคยได้ใกล้ชิดกับเจ้า เจ้าจะถือว่าเป็นเพราะการตายของหลี่ชิงจู ทำให้พวกเขามาหาเรื่องระบายความโกรธใส่เจ้าแค่นี้ ก็พาลโกรธพวกเขาแล้วอย่างนั้นรึ?”

“เจ้ารู้สึกว่าพวกเขาพึ่งพาอะไรไม่ได้ ดังนั้นเลยคิดจะหาทางหนีไปหางานอะไรทำที่มันได้เงินใช่หรือไม่?”

"แล้วเจ้าไม่คิดบ้างเลยรึ? ว่าตอนนี้พวกเขาเพิ่งจะเสียหลี่ชิงจูไป ก็เลยยังยอมรับเจ้าไม่ได้ในทันที แต่ถึงยังไงเจ้าก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพวกเขาทั้งสอง! ขอแค่เจ้าใช้โอกาสนี้เข้าไปปลอบโยนพวกเขา ไปแสดงความกตัญญูกตเวทีแบบที่ลูก ๆ ควรทำ มีหรือที่พวกเขาจะยังไม่ยอมรับเจ้า ไม่เห็นเจ้าในสายตา?"

"ต่อจากนี้ไป ข้าจะไม่ปกป้องเจ้ามากขนาดนี้อีกต่อไปแล้ว!"

"ทุกเดือน เรือนจิ้งฉือของข้าจะให้เงินเดือนเจ้าส่วนหนึ่ง ส่วนฝั่งแม่ของเจ้า ข้าก็จะบอกนางให้มอบเงินตามที่เห็นสมควรแก่เจ้าด้วย"

"ส่วนช่องสุนัขลอดนั่นข้าจะสั่งให้คนไปกลบมันซะ เจ้าก็อย่าแม้แต่คิดจะแอบหนีออกไปข้างนอก!"

"ออกไปได้แล้ว พรุ่งนี้เจ้าก็ย้ายไปที่เรือนหงเฟิงซะ"

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel