บทที่ 16
ไม่ว่าคนผู้นี้เป็นผู้ใด ก็จำเป็นต้องลากเขาออกมาก่อน
เมื่อชาติก่อน หลังจากหลี่ชิงลั่วกำลังจะตาย ได้ยินหลี่ชิงจูพูดกับปากตนเองว่า ตอนนั้นที่เพลิงลุกไหม้ขึ้นมา นางก็เสียใจอยู่บ้างแล้ว
เดิมอยากวิ่งออกไป กลับคิดไม่ถึงสำลักควันจนหมดสติอยู่ตรงตีนกำแพงล้อมรอบ
รอเมื่อนางฟื้นขึ้น ถึงพบว่าทั้งตระกูลหลี่ล้วนเชื่อกันว่าตนเองตายแล้ว นางรู้สึกผิดอยู่ในใจ ดังนั้นจึงมุดโพรงออกมาจากในจวน เดิมคิดอยากจะหายไปจากโลกอันสับสน กลับเพราะอาการบาดเจ็บบนตัว อ๋องอวิ๋นจึงช่วยชีวิตเอาไว้โดยบังเอิญ
หลี่ชิงลั่วหัวเราะเยาะ
คำพูดพวกนี้หลอกคนตระกูลหลี่เหล่านี้สักหน่อยก็พอแล้ว
ขอเพียงเป็นคนที่มีสมอง ผู้ใดจะเชื่อกัน?
ปัจจุบันนี้มีพยานบุคคลอย่างท่านย่าผู้นี้ ต่อไปหลี่ชิงจูอยากโผล่ออกมาใช้ข้ออ้างอันนี้อีก ก็รอโดนฉีกหน้าไว้เถิด
แต่ว่า ชาตินี้หลี่ชิงลั่วจะไม่นั่งเฉยๆ รอความตายอีก
นางจะต้องเปิดโปงความจริงที่หลี่ชิงจูแกล้งตายให้ได้ก่อนก้าวหนึ่ง
ท้องฟ้ามืดลง วันนี้หลี่ชิงลั่วพักอยู่ในเรือนเล็กของท่านย่าแล้ว
ไม่เหมือนกับเมื่อชาติก่อนที่ถูกทิ้งไว้ในห้องโกโรโกโสอันห่างไกลและเย็นชื้น ในชาตินี้ คืนนี้ที่นางกลับมาถึงจวนแม่ทัพ ในที่สุดกินข้าวอิ่มมื้อหนึ่งแล้ว ได้ห่มผ้าห่มอันอ่อนนุ่มอย่างไร้กังวล และนอนหลับอย่างสบาย
วันรุ่งขึ้น หลี่ชิงลั่วตื่นขึ้นมาท่ามกลางเสียงเอะอะโวยวาย
การตายของหลี่ชิงจู ถึงแม้คนตระกูลหลี่โศกเศร้าเสียใจไม่ยอมรับโดยเด็ดขาด แต่ก็ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริง และจัดเตรียมงานศพในคืนนั้นแล้ว
ถึงแม้แต่ละคนล้วนเจ็บปวดรวดร้าวใจ แต่ยังคงรีบจัดงานศพขึ้นมาทันที
ดังนั้น วันนี้ในตระกูลแขวนผ้าสีขาวไปทุกแห่งหน รวมทั้งคนรับใช้ทั้งหมด ต่างเปลี่ยนเป็นชุดไว้ทุกข์ ผูกผ้าคาดเอวสีขาวกันแล้ว
หลี่ชิงลั่วก็ได้รับชุดไว้ทุกข์มาชุดหนึ่งเช่นกัน
ชุ่ยเอ๋อร์เดินเข้ามาจากด้านนอก พูดกับหลี่ชิงลั่วด้วยสีหน้าลำบากใจ “คุณหนูเจ้าคะ คุณชายใหญ่ เขามาแล้วเจ้าค่ะ กำลังรออยู่ในลานด้านหน้า ให้ท่านรีบออกไปเจ้าค่ะ”
หลี่ชิงลั่ว “ข้ารู้แล้ว เจ้าไปรอข้าที่ข้างนอกก่อน”
ชุ่ยเอ๋อร์ไปเฝ้าอยู่ด้านนอกประตู หลี่ชิงลั่วถึงลุกขึ้นมา
นางย่อมจะไม่สวมชุดไว้ทุกข์ที่ตระกูลหลี่ส่งมาให้ชุดนั้นเป็นธรรมดา
ที่ตระกูลหลี่เอามาให้ คือชุดไว้ทุกข์ผ้าป่านสีขาวบริสุทธิ์ชุดหนึ่ง หลี่ชิงจูนางมีสิทธิ์อันใดให้ตนเองมาสวมชุดไว้ทุกข์เพื่อนาง
ชาติก่อน นางก็ไว้ทุกข์ให้หลี่ชิงจูแล้ว
คุกเข่าอยู่หน้าโลงศพ เป็นเวลาเจ็ดวันเต็มๆ นอกจากดื่มน้ำได้นิดหน่อยเพื่อประทังชีวิต ไม่ได้แตะต้องข้าวสักเม็ด
ส่วนบิดามารดาแท้ๆ ของนางไม่เพียงไม่ได้รู้สึกว่าเรื่องนี้มีตรงใดผิดปกติ ยิ่งไม่ได้สงสารนางแม้แต่นิดเดียว
ปัจจุบันนี้พวกเขาแต่ละคนเพราะว่าการตายของหลี่ชิงจู ราวกับสูญเสียจิตวิญญาณไป หลี่เค่อชวนยิ่งได้รับการโจมตีอย่างหนัก ซูบผอมจนแทบจะเหลือเพียงกระดูก
ต่อให้หลี่ชิงจูแสดงละครหลอกพวกเขา ต่อมาตายแล้วฟื้นคืนชีพขึ้นกะทันหัน พวกเขาก็มีเพียงความดีใจที่สูญเสียไปแล้วได้กลับคืนมา ไม่เคยตำหนิหลี่ชิงจูแม้แต่น้อย
เหอะ ชาตินี้หลี่ชิงลั่วจะไม่คาดหวังอะไรอีกแล้ว
แต่อยากเอานางมาทรมานต่อไป เพื่อรักษาสมดุลความเจ็บปวดที่สูญเสียหลี่ชิงจูไปนั้น พวกเขาฝันไปเถิด
ไม่ต้องพูดถึงว่าหลี่ชิงจูนางไม่ได้ตาย ต่อให้ตายจริงแล้ว ก็เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด
หลี่ชิงลั่วเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าของตนเองอย่างคล่องแคล่ว
เสื้อผ้าของนางเรียบง่ายมาก เนื้อผ้าธรรมดา สีสันเรียบร้อย ดังนั้นต่อให้สวมเสื้อผ้าของตนเอง ถึงอยู่ในช่วงไว้ทุกข์เดิมทีไม่อาจถูกตำหนิเรื่องอะไรได้
หลี่ชิงลั่วกำลังเตรียมออกไป ก็ได้ยินชุ่ยเอ๋อร์ตะโกนอย่างร้อนใจที่ด้านนอกประตู “คุณชายใหญ่ คุณหนูของพวกเรายังแต่งตัวอยู่ คุณชายใหญ่”
“อ๊า!”
ชุ่ยเอ๋อร์ร้องโหยหวนทีหนึ่ง หลี่ชิงลั่วรีบเปิดประตูออกมาทันที
หลี่เค่อชวนกำลังยกเท้าขึ้นสูง ถ้าไม่ใช่ว่าหลี่ชิงลั่วเปิดประตูออกมาเอง คิดว่าเขาคงถีบประตูออกแล้ว
ชุ่ยเอ๋อร์กลิ้งอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าซีดเซียว มองเห็นหลี่ชิงลั่วออกมา ในสายตาผุดความกังวลขึ้น
หลี่ชิงลั่วพยักหน้าให้นางนิดหนึ่ง “ข้าไม่เป็นไร เจ้าออกไปเถิด”
ชุ่ยเอ๋อร์ลุกขึ้นมา เดิมอยากไปเรียกคนมา กลับถูกคนของหลี่เค่อชวนขวางไว้
“ถ้าเจ้าอยากให้สาวใช้ชั้นต่ำคนนี้ไปรายงานท่านย่า ข้าแนะนำเจ้าว่า วันนี้อย่าได้เปลืองแรงเปล่าเลย”
“วันนี้ ท่านย่าไม่อยู่ในจวน!”
“หลิวเฉาเอ๋อร์ วันนี้จะไม่มีผู้ใด หนุนหลังเจ้าอีกแล้ว!”
ในสายตาหลี่เค่อชวนเผยความโหดร้าย ยกเท้าเดินเข้ามาในห้องของหลี่ชิงลั่วทีละก้าว
หลี่ชิงลั่วขมวดคิ้วแน่น
มิน่าเขากล้ามาก่อเรื่องวุ่นแต่เช้า ยังมาทำที่เรือนจิ้งฉือแห่งนี้ด้วย ที่แท้อาศัยตอนที่ท่านย่าไม่อยู่
ถ้าหลี่ชิงลั่วบอกว่าไม่กลัว ก็คงเป็นไปไม่ได้
ระหว่างชายหญิงเรี่ยวแรงต่างกันมาก หลี่เค่อชวนเป็นคนที่ฝึกการต่อสู้อีก เขาใช้แค่มือเดียวก็บีบนางตายได้
มิหนำซ้ำเพราะว่าตนเอง เขาจึงถูกหักหน้าอยู่ต่อหน้าท่านย่าไปหลายหน คิดว่าตอนนี้กลัวเพียงว่า เขาคงเกลียดนางยิ่งเสียกว่าในชาติก่อน
เวลานี้อยากจะปิดประตู คงไม่ทันแล้วแน่ๆ
หลี่ชิงลั่วได้เพียงวิ่งไปด้านนอกทางประตูอย่างว่องไว
แต่เท้านางเพิ่งออกมาจากประตูได้ข้างเดียว ก็ถูกหลี่เค่อชวนบีบคอเอาไว้แน่น จากนั้นออกแรงเหวี่ยงใส่บนบานประตู
เสียงดังสนั่นดัง “ปึง” ทีหนึ่ง ศีรษะของหลี่ชิงลั่วฟาดบนประตูอย่างหนักอึ้ง ความทรงจำที่เจ็บปวดซึ่งถูกทรมานในชาติก่อนพวกนั้น ผุดขึ้นมาในสมองมากมายในวินาทีนี้
นางขมวดคิ้วแน่นอย่างเจ็บปวด ริมฝีปากกำลังสั่นเทา กลับอดกลั้นไม่ร้องโอดโอยสักนิด
หลี่เค่อชวนก้มหน้า บีบคอของนางเอาไว้แน่น ทำให้นางหายใจไม่ออก พลางจ้องนางไว้ด้วยสายตารังเกียจยิ่งนักแล้วพูดว่า “ข้าให้เจ้าสวมชุดไว้ทุกข์ผ้าป่าน เหตุใดเจ้าไม่สวม?”
“เจ้ามีอะไรไม่พอใจต่อจูเอ๋อร์กันแน่?”
“นางตายไปแล้ว เจ้ายังอยากเอาอย่างไรอีก?”
“แค่ไว้ทุกข์ให้นาง คุกเข่าเผากระดาษสวดมนต์ให้นางเท่านั้นเอง เป็นสิ่งที่เจ้าสมควรทำไม่ใช่หรือ?”
“จูเอ๋อร์ตายไปแล้ว เจ้ากลับยังมีชีวิตอยู่ดี! เจ้าอยากดื่มด่ำเกียรติยศและความมั่งคั่งของจวนแม่ทัพ มีสุขภาพแข็งแรงสุขสงบแทนนาง ช่วงชิงการปกป้องทะนุถนอมที่พวกเรามีต่อนางไป อย่าฝันไปเลย!”
“ในภพชาตินี้ เจ้าไม่คู่ควร!”
“เจ้าควรเป็นหลิวเฉาเอ๋อร์ เจ้าไม่ควรกลับมา!”
“เป็นเจ้าที่ทำให้นางตายไป ถ้าไม่ใช่ว่าเจ้าอยากกลับมา เหตุใดนางถึงหวาดกลัวจะสูญเสียพวกเราไปเยี่ยงนั้น? เป็นเพราะเจ้า”
นึกถึงการตายอันน่าเวทนาของน้องสาว ความปรารถนาอยากฆ่าในแววตาลึกของหลี่เค่อชวนผุดขึ้นมา เหมือนกับสัตว์ป่าดุร้ายที่อยากกลืนกิน ส่วนในวินาทีนี้หลี่ชิงลั่วก็คือเหยื่อตัวหนึ่งที่อยู่ข้างปากเขา
ตอนที่ความคิดชั่วร้ายของเขาผุดขึ้น อยากจะบีบหลี่ชิงลั่วให้ตายทั้งเป็น การกระทำของเขากลับแข็งทื่อฉับพลัน
หลี่เค่อชวนตกตะลึงแล้ว
เขาก้มหน้ามองบริเวณท้องของตนเอง คาดไม่ถึงถูกกรรไกรเล่มหนึ่งจ่อไว้
