บทที่ 3 ทั้งเปลี่ยว ทั้งลึก
พรึ่บ!
ไฟหน้ารถดับวูบ พวงมาลัยหนักอึ้ง เครื่องยนต์สะดุด ก่อนจะเงียบสนิท
“เฮ้ย! เกิดอะไรขึ้นเนี่ย!” น้ำค้างอุทานด้วยเสียงตกใจ หัวใจเต้นแรง มือรีบเหยียบเบรกจนรถหยุดนิ่งกลางทางโคลน เธอมองหน้าปัด น้ำมันยังเหลือเกินครึ่ง ทั้งที่เพิ่งเติมไปเมื่อไม่กี่วันก่อน แล้วมันจะดับได้ยังไงกัน
“ลุงถึก… ให้ถึงบ้านหน่อยไม่ได้เหรอ” เธอบ่นพึมพำกับรถคู่ใจ เสียงสั่นเล็กน้อยด้วยทั้งหงุดหงิดและหวาดหวั่น สายฝนเทลงมาแรงขึ้นจนเสียงแทบกลบทุกอย่าง กลิ่นไหม้อ่อนๆ ลอยมากับไอร้อน น้ำค้างชะงัก ก่อนจะมองไปยังฝากระโปรงรถ เห็นควันสีขาวลอยคลุ้งออกมาท่ามกลางฝนที่กระหน่ำไม่หยุด หัวใจเธอหล่นวูบ น้ำค้างตัดสินใจคว้ากระเป๋าสตางค์ออกมาจากเบาะข้าง ปลดกุญแจรถอย่างรวดเร็ว ความคิดเดียวที่ผุดขึ้นมาในหัวคือ ถ้ามันระเบิดขึ้นมาล่ะ…
เธอเปิดประตูลงจากรถ ลมเย็นจัดพัดเอาสายฝนฟาดใส่ร่างทันที เสื้อผ้าเปียกชุ่มแนบลำตัวภายในไม่กี่วินาที เธอรีบเดินอ้อมไปเปิดฝากระโปรงรถ ควันยังคงพวยพุ่งออกมาไม่ขาดสาย
น้ำค้างหยิบไม้ท่อนหนึ่งจากข้างทางมาใช้ยันฝากระโปรงไว้ มือสั่นเล็กน้อยขณะทำ ทุกอย่างเงียบงัน มีเพียงเสียงฝน เสียงลมหวิวผ่านต้นไม้สูง และเสียงหัวใจของเธอที่เต้นไม่เป็นจังหวะ
ถนนเส้นนี้…ทั้งเปลี่ยว ทั้งลึก สองข้างทางเป็นป่าดงพงไพร มืดครึ้มจนแทบมองไม่เห็นอะไรนอกจากเงาดำของต้นไม้ ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีบ้านคน ไม่มีรถคันอื่นผ่านมาแน่นอน
น้ำค้างยืนอยู่ตรงนั้น หลับตาแน่น สูดลมหายใจลึกเพื่อเรียกสติ ดูท่าวันนี้คงต้องทิ้งรถไว้ที่นี่ แล้วพรุ่งนี้ค่อยโทรเรียกอู่มาลากไปซ่อม
แต่ปัญหาคือ… จากตรงนี้ไปถึงบ้าน เกือบสี่กิโลเมตร ต้องเดินฝ่าสายฝน บนถนนดินเลนลื่นๆ กลางป่าในยามใกล้ค่ำ ถ้าไม่ไป ก็ต้องยืนตากฝนอยู่ที่นี่ทั้งคืน
