บท
ตั้งค่า

บทที่ 2 คืนฝนพรำ

แสงแดดรำไรยามบ่ายสาดลอดผ่านม่านหมอกบางๆ บนเทือกเขาตอนเหนือของประเทศไทย อากาศเย็นชื้นยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นดินหลังฝนที่ตกหนักตลอดทั้งคืน ละอองหมอกลอยอ้อยอิ่งตามไหล่เขา สะท้อนกับทิวต้นไม้เขียวชอุ่มที่ทอดยาวสุดสายตา แม้แดดจะเริ่มเผยตัว แต่ความหนาวเย็นจากมวลอากาศยังคงแทรกซึมเข้ามาให้รู้สึกได้ทุกครั้งที่สายลมพัดผ่าน

หยาดน้ำฝนยังเกาะพราวอยู่บนใบผักกาดขาวและดอกกะหล่ำสีขาวนวล ผู้คนในหมู่บ้านต่างก้มหน้าก้มตาเก็บผลผลิตอย่างชำนาญ มือหยาบกร้านจากการทำงานหนักขยับไปตามแปลงผักอย่างคล่องแคล่ว เสียงพูดคุยเบา ๆ ปะปนกับเสียงลมและเสียงนกป่าที่บินวนอยู่เหนือยอดไม้

การเก็บผักยามบ่ายเพื่อเตรียมส่งตลาดในช่วงเที่ยงคืน คือกิจวัตรประจำวันที่สืบทอดกันมานานของชาวบ้านที่นี่ แม้ฟ้าจะครึ้มและดูเหมือนฝนจะตั้งเค้ามาอีกครั้ง แต่ทุกคนก็ยังคงทำหน้าที่ของตนอย่างไม่หวั่นไหว เพราะผืนดินและภูเขาแห่งนี้ คือชีวิต คือความหวัง และคือบ้านของพวกเขา

“น้ำค้าง ไม่เห็นต้องลงมาเก็บผักด้วยตัวเองเลย” หญิงวัยกลางคนนามว่า ‘ฝน ‘เอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง มองเธอด้วยความเอ็นดู

“น้ำค้างให้ลูกน้องหยุดช่วงปีใหม่สิบวันกลับไปหาครอบครัว แต่ว่าผักพวกนี้สามารถเก็บได้วันนี้ เลยต้องมาเก็บด้วยตัวเอง” น้ำค้างเอ่ยเสียงหวานๆ

“ให้อาช่วยนะ” ชายวัยกลางคนใบหน้าใจดีเอ่ยบอกน้ำค้างพร้อมยกกระบุงขึ้นหลังรถ เช่นเดียวกับน้ำค้างที่ยกกระบุงขึ้นหลังรถ

“ขอบคุณค่ะ สมชาย” เธอเอ่ยบอกกับลุง ‘สามชาย’ ด้วยรอยยิ้ม

“น้ำค้าง ป้ากลับก่อนนะ ฝนใกล้ตกแล้ว” หญิงวัยกลางคนร่างท้วมนามว่า ‘นิด’ เอ่ยขึ้น พลางชำเลืองมองท้องฟ้าที่เริ่มหม่นคล้ำ เมฆสีเทาทับซ้อนกันต่ำจนเหมือนจะเอื้อมมือคว้าได้ น้ำค้างเงยหน้าจากแปลงผัก ก่อนจะยิ้มบางๆ ให้หญิงผู้เอ่ยเตือน

“ค่ะ กลับดี ๆ นะคะ” เสียงของน้ำค้างนุ่ม ท่ามกลางเสียงลมเย็นที่พัดเอากลิ่นดินชื้นหลังฝนลอยมาแตะจมูก

“กลับดี ๆ นะ หลานสาว” หญิงอีกคนหนึ่งชื่อ’ สาย’ เอ่ยขึ้น น้ำเสียงอบอุ่นเป็นกันเอง นางเป็นเพื่อนสนิทของพ่อเธอ ตั้งแต่ครั้งที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ และยังคอยดูแลเธอไม่ต่างจากลูกหลาน

“เช่นกันค่ะ” น้ำค้างตอบรับ พลางก้มลงเก็บหัวผักกาดขาวที่เรียงตัวแน่นเต็มแปลง ดินเย็นชื้นติดปลายนิ้ว แต่เธอกลับคุ้นเคยกับสัมผัสนั้นดี

เธอยกกระบุงไม้ไผ่ใบใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยผักสด น้ำหนักหลายสิบกิโลกรัมขึ้นพาดบ่าด้วยท่าทางคล่องแคล่ว ก่อนจะเดินไปวางไว้ท้ายรถกระบะเก่า ๆ ที่จอดอยู่ริมไหล่เขา เสียงไม้กระทบเหล็กดัง กึก เบา ๆ

“เก่งจัง ยกกระบุงหนัก ๆ แบบนี้ทุกวัน ลุงเองยังยกแทบไม่ไหว” ชายวัยกลางคนชื่อ’ ยศ ‘เอ่ยขึ้นพร้อมหัวเราะในลำคอ ดวงตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู น้ำค้างยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย

“มันชินน่ะค่ะ” คำตอบสั้นๆ ของน้ำค้าง แต่เต็มไปด้วยความอดทนที่สั่งสมมานานหลายปี เธอไม่หยุดมือ ยังคงยกกระบุงอีกใบขึ้นรถอย่างมั่นคง แม้เหงื่อจะเริ่มซึมตามกรอบหน้า

“น้ำค้าง เจอกันที่ตลาดคืนนี้นะ” สายเอ่ยบอก ขณะคว้าผ้าคลุมศีรษะเตรียมหลบฝน

“ค่ะ” น้ำค้างตอบรับ พลางพยักหน้าให้ทุกคน

ไม่นานนัก ลุงๆ ป้าๆ ก็ทยอยเดินลงจากไหล่เขา เสียงพูดคุยค่อยๆ เลือนหายไป เหลือเพียงเสียงลม เสียงใบไม้ไหว และหยาดฝนเม็ดแรกที่ตกกระทบผืนดิน น้ำค้างยืนอยู่ลำพัง จัดกระบุงให้เข้าที่เป็นครั้งสุดท้าย เธอยกใบสุดท้ายขึ้นวางท้ายรถอย่างระมัดระวัง ก่อนจะปิดฝากระบะด้วยแรงมือแน่น เสียง ปึง ดังสะท้อนในความเงียบ หญิงสาวเงยหน้ามองท้องฟ้าอีกครั้ง ลมหอบเอาความเย็นปะทะผิวกาย เสื้อผ้าบางเริ่มแนบตัวเล็กน้อยจากไอฝนที่โปรยลงมา

น้ำค้างเปิดประตูขึ้นรถ เสียงฝนเริ่มซัดกระหน่ำใส่หลังคากระบะดัง ปึง ปึง ไม่ต่างจากการเร่งเร้า เธอบิดกุญแจ สตาร์ตเครื่องยนต์ เสียงเครื่องเก่าดังครางเบา ๆ ก่อนจะติดขึ้นมาอย่างเชื่องช้า เธอค่อยๆ ขับรถออกจากไหล่เขา ถนนดินเลนผสมลูกรังชื้นแฉะจนล้อหมุนฟรีเป็นช่วง ๆ พวงมาลัยสั่นทุกครั้งที่ล้อรถจมลงในร่องน้ำฝน ไฟหน้ารถส่องทะลุม่านฝนได้เพียงระยะสั้น ๆ เท่านั้น

ระยะทางจากตรงนี้ไปถึงบ้านเกือบห้ากิโลเมตร ปกติใช้เวลาไม่นาน แต่ในสภาพอากาศแบบนี้ ทุกเมตรเหมือนยืดยาวออกไปไม่สิ้นสุด

ทันใดนั้น…

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel