ตอนที่ 9 : กำแพงที่เริ่มสั่นคลอน
ตอนที่
[9]
กำแพงที่เริ่มสั่นคลอน
หลังจากที่ซู่ชิงหลันช่วยปลอบใจและอยู่เป็นเพื่อนกู้ฮูหยินจนอีกฝ่ายอารมณ์ดีขึ้นแล้ว นางก็กลับมาที่เรือนของตนเอง แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่ากู้หนานอวิ๋นกลับมาที่เรือนเร็วกว่าปกติ เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับโต๊ะทำงานของนาง ในมือถือตำราพิชัยสงครามเล่มหนึ่ง แต่สายตาของเขากลับไม่ได้อยู่ที่ตำราเลยแม้แต่น้อย
“ท่านพี่มีอะไรหรือเจ้าคะ?” ซู่ชิงหลันถามขึ้นทำลายความเงียบลง
กู้หนานอวิ๋นเงยหน้าขึ้นจากตำรา สบตากับนางตรง ๆ “เรื่องวันนี้...ขอบใจเจ้ามาก”
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเอ่ยคำขอบคุณนางตรง ๆ นั่นทำเอาซู่ชิงหลันรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะยิ้มยียวน
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ถือว่าเป็นการไถ่โทษที่ข้าเผลอ ‘ป้องกันตัว’ แรงไปหน่อยเมื่อคืนเข้าหอก็แล้วกัน”
กู้หนานอวิ๋นเลิกคิ้วเล็กน้อย รอยยิ้มร้ายกาจปรากฏขึ้นที่มุมปาก
“ทำร้ายข้า หาใช่จะจบง่าย ๆ เพียงนั้น แต่วันนี้...ข้าจะยังไม่เอาโทษเจ้าก็แล้วกัน”
กล่าวเพียงเท่านั้นเขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ซู่ชิงหลันส่ายศีรษะเบา ๆ ในความปากแข็งปากหนักของอีกฝ่าย
ให้ตายเถอะคนอะไร ปากหนักชะมัด!
หลังจากวันแห่งการกวาดล้างครั้งใหญ่ผ่านไป จวนหนานโหวก็กลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อยอีกครั้ง แต่เป็นความสงบเรียบร้อยที่แฝงไว้ด้วยระเบียบวินัยและความยำเกรงยิ่งกว่าเดิม อำนาจของฮูหยินน้อยอย่างซู่ชิงหลันในฐานะนายหญิงของบ้านได้รับการยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์ ไม่มีบ่าวไพร่คนไหนกล้าดูแคลนหรือนินทาลับหลังนางอีกต่อไป
เวลาผ่านไปสองวันกู้หนานอวิ๋นกำลังนั่งตรวจฎีกาการทหารอยู่ในห้องหนังสือของเขาตามลำพัง ทันใดนั้นเงาร่างของเสวี่ยเหรินก็ปรากฏขึ้นที่หน้าประตูอย่างเงียบเชียบ
“ท่านแม่ทัพ”
“เข้ามา” กู้หนานอวิ๋นกล่าวโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร
“ได้เรื่องแล้วรึ?”
“ขอรับ” เสวี่ยเหรินเดินเข้ามารายงานด้วยสีหน้าที่ค่อนข้างจะสลดใจ
“ข้าไปสืบเรื่องของฮูหยินน้อยจากชาวบ้านในหมู่บ้านที่ครอบครัวตระกูลซู่อาศัยอยู่มาแล้วขอรับ”
กู้หนานอวิ๋นวางพู่กันลง เงยหน้าขึ้นมองลูกน้องคนสนิท “ว่ามา”
เสวี่ยเหรินสูดหายใจลึก ๆ ก่อนจะเริ่มรายงาน “ชาวบ้านต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า...ชีวิตของฮูหยินน้อยก่อนที่จะถูกนำมาขายนั้น...ลำบากยิ่งกว่าบ่าวไพร่ในจวนเสียอีกขอรับ”
คิ้วเข้มของกู้หนานอวิ๋นขมวดเข้าหากันทันที
“ชาวบ้านเล่าว่าฮูหยินน้อยถูกรับเลี้ยงมาในตอนอายุสามขวบ แต่อายุได้เพียงห้าขวบ นางก็ต้องออกไปรับจ้างทำงานในไร่ของคนอื่นเพื่อหาเงินแล้วขอรับ พออายุเจ็ดขวบก็ต้องไปรับจ้างซักผ้าที่ริมแม่น้ำ พอสิบขวบ...นางทำงานในวันเดียวมากกว่าสามอย่าง ทั้งช่วยงานในโรงเตี๊ยม แบกของที่ท่าเรือ ไปจนถึงเก็บฟืนบนภูเขางานทุกอย่างที่ได้เงิน นางล้วนทำทั้งหมดขอรับ!”
ยิ่งฟัง สีหน้าของกู้หนานอวิ๋นก็ยิ่งดำคล้ำลงเรื่อย ๆ
“เงินทุกอีแปะที่นางหามาได้ ถูกนำไปให้ครอบครัวซู่ทั้งหมด พวกเขาทั้งสามคนพ่อแม่ลูกใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย อยู่ดีกินดีได้ก็เพราะแรงงานของฮูหยินน้อยเพียงผู้เดียว ชาวบ้านต่างก็พากันเวทนา แต่นางก็ไม่เคยปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว จนกระทั่งวันที่นางป่วยหนัก แต่ก็ยังถูกลากตัวมาขายที่เมืองหลวง...”
ปัง!
กู้หนานอวิ๋นทุบโต๊ะอย่างแรงจนแท่นฝนหมึกกระเด็น! ดวงตาของเขาแดงก่ำไปด้วยเพลิงโทสะ
“นั่นมันเรียกว่าพ่อแม่ได้หรือ!?” เขากัดฟันกรอด
“ใช้งานเด็กคนหนึ่งได้ถึงเพียงนั้นเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน แล้วยังกล้าขายทิ้งยามที่นางป่วยไข้ ตระกูลซู่...ช่างไร้ความเป็นคนสิ้นดี!”
เสวี่ยเหรินยืนตัวลีบ ไม่กล้าเอ่ยคำใดต่อ เขาไม่เคยเห็นท่านแม่ทัพโกรธเกรี้ยวเพราะเรื่องของผู้อื่นถึงเพียงนี้มาก่อน
กู้หนานอวิ๋นลุกขึ้นเดินไปมาในห้องอย่างพยายามระงับอารมณ์ ในที่สุดเขาก็เข้าใจ...
เข้าใจแล้วว่าเหตุใดนางจึงมีแววตาที่ไม่ยอมแพ้คนเช่นนั้น
เหตุใดนางจึงดูแข็งแกร่งและเด็ดเดี่ยวเกินสตรีทั่วไป นั่นก็เพราะชีวิตได้บีบคั้นให้นางต้องเป็นเช่นนั้น
จู่ ๆ กู้หนานอวิ๋นก็รับรู้ถึงความผิดปกติของกำแพงน้ำแข็งที่เขาเคยสร้างขึ้นเพื่อกั้นนางเอาไว้ ดูเหมือนว่าบัดนี้มันได้พังทลายลงมาบางส่วนแล้ว...
ความรู้สึกที่เข้ามาเพิ่มเติมนั้นคือความสงสารและความเห็นใจในชะตากรรมอันน่ารันทดของนาง
ไม่แปลกใจเลยที่นางทำอาหารได้อร่อยเพียงนั้น
เขานึกถึงรสชาติอาหารฝีมือนาง
โรงเตี๊ยมก็เป็นอีกที่หนึ่งที่นางเคยไปทำงาน...
แต่กระนั้นความสงสัยก็ยังคงค้างคาอยู่ในใจ งานที่นางทำล้วนแต่เป็นงานใช้แรงงาน แต่ความสามารถในการอ่านเขียน การคำนวณบัญชีที่ซับซ้อน การวางแผนสอบสวน...สิ่งเหล่านี้มันมาจากไหน?
หญิงชาวบ้านที่เติบโตมาเช่นนั้นจะมีความรู้สูงส่งเทียบเท่าบัณฑิตได้อย่างไร? ความลับของนางดูเหมือนจะยังซ่อนอยู่อีกมากนัก
“ไปได้แล้ว” เขาสั่งเสวี่ยเหรินเสียงเรียบ แต่ก็ยังแฝงไว้ด้วยโทสะที่ยังไม่จางหาย
คืนนั้นกู้หนานอวิ๋นกลับไปที่เรือนเร็วกว่าทุกวัน เขาเห็นซู่ชิงหลันกำลังนั่งจัดระเบียบสมุดบัญชีเล่มใหม่อยู่บนโต๊ะทำงานของเขาด้วยความตั้งอกตั้งใจ ภาพนั้นทำให้หัวใจของเขารู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาอย่างประหลาด
เขาเดินเข้ามาในห้องของตนเอง แต่กลับไม่ได้นั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเหมือนทุกที เขากลับเดินอ้อมไปหยุดยืนอยู่ด้านหลังนาง
ซู่ชิงหลันที่กำลังจดจ่ออยู่กับตัวเลขรู้สึกถึงเงาที่ทาบทับลงมาจึงเงยหน้าขึ้นอย่างแปลกใจ “ท่านพี่มีอะไรหรือเจ้าคะ?”
เป็นอะไรของเขาจู่ ๆ ก็มาทำท่าทางแปลก ๆ
เขาไม่ตอบแต่กลับยื่นมือออกมาหยิบพู่กันไปจากมือนาง “พอแล้ว” เขากล่าวเสียงนุ่มลงกว่าทุกครั้ง
“ไปพักผ่อนเถิด ที่เหลือพรุ่งนี้ค่อยทำต่อ”
ซู่ชิงหลันมองเขาอย่างงุนงง นี่เขาเป็นอะไรไป? ทำไมวันนี้ถึงได้ดูแปลก ๆ?
“แต่ข้ายังทำไม่เสร็จ...”
“ข้าสั่ง” เขากล่าวสั้น ๆ แต่หนักแน่น
ซู่ชิงหลันจำต้องวางมืออย่างเสียไม่ได้ นางลุกขึ้นยืนเตรียมจะไปอาบน้ำ แต่กู้หนานอวิ๋นกลับเดินไปขวางทางไว้ที่หน้าประตูห้องอาบน้ำ
กู้หนานอวิ๋นกระแอมออกมาเบา ๆ เพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยบางอย่างที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ก่อนจะกล่าวอย่างเป็นทางการ
“ต่อไปนี้...เรื่องการบริหารจัดการภายในจวนทั้งหมด ข้ามอบให้เจ้าดูแล เจ้ามีอำนาจเต็มที่ในการตัดสินใจทุกอย่าง ไม่ต้องมาถามข้าก่อน”
ซู่ชิงหลันเบิกตากว้างขึ้นอย่างไม่เชื่อหู แต่แล้วก็ต้องเผยรอยยิ้มกว้าง
นี่คือการยอมรับในความสามารถและมอบอำนาจให้นางอย่างแท้จริง!
“ขอบคุณท่านพี่ที่ไว้วางใจเจ้าค่ะ” ซู่ชิงหลันยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจ
“แล้วก็...” เขาเว้นช่วงไปเล็กน้อย
“เรื่องที่เจ้าไปรู้มาว่าพวกเขาไปเที่ยวหอคณิกา เจ้าทำได้อย่างไร?” เขาหมายถึงเรื่องของพ่อบ้านเฉิน ที่อีกฝ่ายมาบอกเรื่องราวคร่าว ๆ ให้เขาฟังก่อนที่จะจัดการพวกคิดคดนั่น
“ก็...ไม่ยากนี่เจ้าคะ” นางยิ้มเจ้าเล่ห์
“คนที่ใช้เงินเกินตัว มักจะมีเรื่องให้ใช้จ่ายอยู่ไม่กี่อย่าง หนึ่งคือติดการพนัน สองคือติดสตรี ข้าแค่ให้บ่าวที่ไว้ใจได้ลองไปสืบดูตามบ่อนกับหอนางโลม ไม่นานก็ได้เรื่องมา อีกอย่างข้าพอจะดูคนออก”
กู้หนานอวิ๋นถึงกับพูดไม่ออกอีกครั้ง นางคิดการได้รอบคอบและลงมือรวดเร็วจนน่าทึ่ง สตรีเช่นนี้หากเป็นบุรุษคงได้เป็นกุนซือใหญ่ในกองทัพเป็นแน่ แต่แล้วต่อมาสายตาของเขากลับปรากฏความเจ้าเล่ห์ ขยับเข้าไปใกล้ซู่ชิงหลันอีกก้าว
“แล้วเจ้าว่า...ข้าเป็นคนเช่นไร” เขาถามขึ้นลอย ๆ
ซู่ชิงหลันชะงักเล็กน้อยที่เขาเข้ามาอย่างกะทันหัน ก่อนจะผลักอกเขาเบา ๆ ให้ถอยไป “คนกวนประสาท!!”
กู้หนานอวิ๋นได้ยินเช่นนั้นก็ไม่โกรธซ้ำยังเอาลิ้นดุนกระพุ้งแก้มอย่างพอใจในคำตอบ ก่อนจะประกาศกร้าว
“คืนนี้ข้าจะนอนที่นี่”
“หา!!” ซู่ชิงหลันเบิกตากว้างขึ้น
“นอนทำไม นอนได้อย่างไร นี่ห้องข้า!”
“นี่จวนของข้า ข้าจะนอนที่ใดก็ได้” กู้หนานอวิ๋นเอ่ยขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ ก่อนที่เขาจะกล่าวต่อ “หลีกไป ข้าจะไปอาบน้ำ”
“ไม่ได้! ข้าไม่อนุญาต นี่คือห้องของข้า!”
“แต่นี่คือห้องของข้ามาก่อน” เขากอดอก สีหน้ายียวนขั้นสุด
ซู่ชิงหลันถึงกับพูดไม่ออก ก่อนจะพูดอย่างตะกุกตะกัก “ตะ...แต่ตอนนี้ข้าเป็นฮูหยินของท่าน ห้องนี้ก็เหมือนห้องของข้าครึ่งหนึ่ง!”
ทั้งสองเริ่มทำสงครามประสาทใส่กันอีกครั้งราวกับเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน แต่ในใจของกู้หนานอวิ๋นนั้น เขารู้ดีว่าการกระทำของเขาในวันนี้มันไม่ได้เกิดจากความอยากแกล้งเพียงอย่างเดียว
แต่เขาแค่อยากจะเห็น...เห็นรอยยิ้มและแววตาสู้คนของนางให้นานขึ้นอีกหน่อยเท่านั้นเอง
ไม่ไกลจากเรือนพักออกไปนั้น คือกู้ฮูหยินและหลี่หมัวมัวที่กำลังแอบมองดูอยู่ด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม
“หลี่หมัวมัวเจ้าว่าข้าจะได้อุ้มหลานเร็ว ๆ นี้แน่หรือ? ทำไมพวกเขายัง...” กู้ฮูหยินกล่าวไม่ทันจบก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
สงครามระหว่างแม่ทัพกู้กับฮูหยินน้อยดูท่าจะยังอีกยาวไกลนัก...
