ตอนที่ 8 : วิธีง้างปากฉบับฮูหยินน้อย
ตอนที่
[8]
วิธีง้างปากฉบับฮูหยินน้อย
บรรยากาศในห้องโถงกลางกดดันจนแทบหายใจไม่ออก พ่อบ้านเฉินและพรรคพวกนั่งคุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่เบื้องหน้าฮูหยินน้อยคนใหม่ที่รู้ทันไปเสียทุกเรื่อง
“ขะ...ข้าไม่รู้เรื่อง!” ทว่าพ่อบ้านเฉินก็เลือกที่จะปากแข็ง
“ฮูหยินน้อยเพิ่งจะเข้ามาอยู่ในจวนได้ไม่กี่วัน จะมากล่าวหาบ่าวเก่าแก่อย่างข้าลอย ๆ ได้อย่างไร!”
“กล่าวหาลอย ๆ งั้นหรือ?” ซู่ชิงหลันแค่นหัวเราะเบา ๆ
“ดี! ในเมื่อเจ้าอยากได้หลักฐาน ข้าก็จะจัดให้!”
ซู่ชิงหลันหันไปพยักหน้าให้เสวี่ยเหริน เสวี่ยเหรินจึงเดินไปกระซิบกับทหารนายหนึ่ง ไม่นานนักทหารนายนั้นก็ลากร่างของชายวัยกลางคนท่าทางสั่นกลัวคนหนึ่งเข้ามาในห้องโถง
“คนผู้นี้คือเถ้าแก่ร้านผ้าไหมที่เจ้าไปติดต่อซื้อขายด้วยเป็นประจำใช่หรือไม่?” ซู่ชิงหลันถาม
พ่อบ้านเฉินหน้าถอดสี “ใช่...แล้วอย่างไร?”
“เมื่อคืนข้าให้คนไปเชิญเขามาพูดคุยเล็กน้อย…” ซู่ชิงหลันยิ้มเย็น เอียงศีรษะเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ
“ตอนแรกเขาก็ปากแข็งเหมือนเจ้าไม่มีผิด แต่พอข้าลองเอาสมุดบัญชีของร้านเขากับสมุดบัญชีของจวนเรามาวางเทียบกันให้ดูทีละรายการ ชี้ให้เห็นถึงยอดสั่งซื้อที่ไม่ตรงกันในแต่ละเดือน พร้อมกับบอกเขาว่าโทษฐานของการร่วมมือกับคนของจวนแม่ทัพทุจริตนั้นมีสถานใด...เขาก็ยอมคายความจริงออกมาทั้งหมด”
ในจังหวะนั้นเอง กู้ฮูหยินที่ได้ยินเสียงเอะอะก็เดินเข้ามาในห้องโถงพร้อมกับหลี่หมัวมัว เมื่อนางเห็นภาพเหตุการณ์ทั้งหมดก็ถึงกับขมวดคิ้ว
“อวิ๋นเออร์ นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
กู้หนานอวิ๋นลุกขึ้นไปประคองมารดาให้นั่งลงข้าง ๆ ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ “ท่านแม่นั่งดูเงียบ ๆ เถิดขอรับ วันนี้ลูกสะใภ้ของท่านกำลังจะจัดการเรื่องในบ้านให้เราพวกเราดู”
พ่อบ้านเฉินเมื่อเห็นกู้ฮูหยินมาก็เหมือนจะเห็นแสงสว่างรำไร เขารีบคุกเข่าคลานเข้าไปหา “ฮูหยิน! ได้โปรดให้ความเป็นธรรมแก่บ่าวด้วย! บ่าวรับใช้ตระกูลกู้มาทั้งชีวิต ไม่เคยคิดคดทรยศ! ท่านเป็นคนรับข้าเข้ามาทำงานด้วยตัวเอง ท่านย่อมรู้ดีว่าข้าเป็นคนเช่นไร”
คำพูดนั้นแทงใจกู้ฮูหยินอย่างจัง นางนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย ความรู้สึกผิดหวังฉายชัดขึ้นในแววตา “เฉินก่วนเจียข้าไว้ใจเจ้ามาตลอด...เจ้าคงไม่ทำให้ข้าผิดหวังใช่หรือไม่?”
ซู่ชิงหลันเห็นท่าทีลังเลของแม่สามีก็รู้ว่าปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ นางตบโต๊ะเบา ๆ เพื่อเรียกความสนใจกลับมา
“พ่อบ้านเฉิน การอ้างถึงบุญคุณเก่า ๆ ไม่ได้ช่วยให้ความผิดของเจ้าลดน้อยลงหรอกนะ ข้าจะให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ยอมรับสารภาพมาเสียดี ๆ ว่าเจ้าเอาเงินไปทำอะไรบ้าง...” นางกล่าวเสียงเฉียบขาด
ซู่ชิงหลันเว้นช่วงเล็กน้อยแล้วหันไปทางเสวี่ยเหรินอีกครั้ง “ตามกฎของกองทัพ คนที่ยักยอกเสบียงทหารมีโทษสถานใดหรือ”
เสวี่ยเหรินตอบกลับทันทีด้วยน้ำเสียงทรงพลัง “ตัดศีรษะประจานขอรับ!”
คำพูดนั้นทำให้ร่างของพ่อบ้านเฉินและพรรคพวกกระตุกเฮือก! เหล่าบ่าวไพร่คนอื่น ๆ ที่แอบมุงดูอยู่ไกล ๆ ต่างก็พากันสูดหายใจอย่างหนาวเหน็บ
“พวกเจ้าก็เช่นกัน” ซู่ชิงหลันหันไปทางลูกสมุนที่เหลือ
“ใครก็ตามที่ยอมสารภาพและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ก่อน ข้าจะกันตัวไว้เป็นพยาน แต่คนที่ปากแข็งจนถึงที่สุด...ก็เตรียมตัวไปพบยมบาลได้เลย”
นี่คือฟางเส้นสุดท้าย!
ในที่สุดหนึ่งในพรรคพวกของพ่อบ้านเฉินก็ทนแรงกดดันไม่ไหว
“ขะ...ข้าพูด! ข้าจะพูดเองขอรับฮูหยินน้อย!” เขาร้องเสียงสั่น
“พวกเราเอาเงินไปใช้จ่ายที่หอคณิกาขอรับ พ่อบ้านเฉินเป็นคนพาไป!!”
“ใช่ขอรับ! พ่อบ้านเฉินยังแอบเลี้ยงดูแม่นางจิงฮวาแห่งหอเยว่หยุนไว้อีกด้วย! เขาซื้อบ้านให้นางหลังหนึ่งนอกเมือง!”
จากนั้นข้อมูลไหลทะลักออกมาจากปากไม่หยุด พ่อบ้านเฉินถึงกับหน้าซีดเป็นกระดาษ หมดสิ้นหนทางที่จะดิ้นรนต่อไป
กู้ฮูหยินที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดถึงกับยกมือกุมอกด้วยความผิดหวังระคนเสียใจ นางส่ายหน้าช้า ๆ “ข้า...ข้าตาบอดไปแล้วจริง ๆ ที่ไว้ใจคนเช่นเจ้ามาตลอดหลายสิบปี ให้เจ้าดูแลทุกอย่างในจวน แต่เจ้ากลับเนรคุณ!”
เหล่าบ่าวไพร่ที่มุงดูอยู่ต่างก็พากันซุบซิบด้วยความตกตะลึง และในขณะเดียวกัน สายตาที่พวกเขามองไปยังฮูหยินน้อยคนใหม่ก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากเดิมที่เคยคิดว่านางเป็นแค่หญิงชาวบ้านผู้โชคดี บัดนี้กลับกลายเป็นความนับถือและยำเกรงอย่างแท้จริง
กู้ฮูหยินมองลูกสะใภ้ของตนเองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเช่นกัน ก่อนจะหันไปมองบุตรชายที่มุมปากกำลังยกยิ้มอย่างพึงพอใจ ในใจก็คิดอย่างภาคภูมิใจ
ตาของข้าช่างเฉียบคมเสียจริง! สมแล้วที่เป็นว่าที่มารดาของหลานข้า
เมื่อหลักฐานมัดตัวจนดิ้นไม่หลุด พ่อบ้านเฉินก็ยอมรับสารภาพแต่โดยดี ซู่ชิงหลันยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหันไปทางกู้หนานอวิ๋น “ท่านพี่ เรื่องที่เหลือคงต้องแล้วแต่ท่านจะพิจารณาแล้วเจ้าค่ะ”
การกระทำของนางเป็นการให้เกียรติสามีอย่างสูงสุด กู้หนานอวิ๋นพยักหน้าอย่างพึงพอใจยิ่งนัก
“เสวี่ยเหริน! นำตัวคนพวกนี้ไปโบยคนละห้าสิบไม้ ยึดทรัพย์สินทั้งหมดที่ได้มาโดยมิชอบคืนมาให้หมด แล้วส่งตัวไปเป็นทหารรับใช้ที่ชายแดนที่กันดารที่สุด!”
“ขอรับ!”
โทษทัณฑ์ที่เด็ดขาดแต่ก็ยังไว้ชีวิตทำให้ทุกคนเห็นถึงความยุติธรรมของนายเหนือหัวและฮูหยินน้อยได้อย่างชัดเจน เหตุการณ์ในวันนี้ได้แสดงถึงความสามารถและอำนาจของซู่ชิงหลันในฐานะนายหญิงของจวนหลังบ้านได้อย่างสมบูรณ์แบบและไร้ข้อกังขา
หลังจากทุกคนแยกย้ายกันไปแล้ว กู้หนานอวิ๋นยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ในหัวของเขาเต็มไปด้วยภาพของซู่ชิงหลันที่บัญชาการทุกอย่างด้วยความเฉียบขาดและชาญฉลาด ความสามารถในการจัดการบัญชี การวางแผนสอบสวน การใช้จิตวิทยาง้างปากคน...
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งที่สตรีชาวบ้านธรรมดาที่ถูกเลี้ยงดูมาในครอบครัวยากจนจะสามารถทำได้
ตอนแรกเขาได้ยินจากมารดาเพียงว่าไปซื้อนางมาจากโรงค้าทาส และนางเป็นลูกบุญธรรมของครอบครัวชาวนาที่ถูกนำมาขาย เขาไม่ได้ใส่ใจจะสืบสาวเรื่องราวก่อนหน้านั้นให้มากความ เพราะคิดว่ามันไม่สำคัญ แต่ตอนนี้เขาเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้ว
สตรีผู้นี้เป็นใครกันแน่?
ความสงสัยและความสนใจในตัวภรรยาที่ไม่ธรรมดาคนนี้ได้ก่อตัวขึ้นในใจของเขาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
คล้อยหลังร่างของซู่ชิงหลันที่เดินตามกู้ฮูหยินออกไปเพื่อปลอบใจท่าน กู้หนานอวิ๋นก็หันไปส่งสัญญาณให้เสวี่ยเหรินที่กำลังจะเดินตามออกไปเช่นกัน
“เสวี่ยเหริน”
“ขอรับท่านแม่ทัพ” รองแม่ทัพหนุ่มรีบเดินกลับเข้ามาทำความเคารพ
“ข้ามีเรื่องให้เจ้าไปทำอย่างลับ ๆ” กู้หนานอวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เสวี่ยเหรินมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็รีบก้มหน้ารอรับคำสั่ง
“ท่านแม่ทัพโปรดสั่งมาได้เลยขอรับ”
กู้หนานอวิ๋นยืนขึ้น เดินไปกอดอกมองออกไปนอกห้องโถง ดวงตาคมกริบหรี่ลงอย่างใช้ความคิด ก่อนจะเอ่ยปากสั่งด้วยน้ำเสียงที่แฝงความใคร่รู้เอาไว้
“ไปสืบมา...ว่าก่อนที่ฮูหยินน้อยจะถูกนำมาขายที่โรงค้าทาส ชีวิตก่อนหน้านั้นของนางเป็นอย่างไร”
