ตอนที่ 4 ปฏิวัติลุคใหม่... กับหัวใจที่แกว่งไกวในช็อปวิศวะ
รอยแดงเถือกที่ฝ่าเท้าเมื่อวานแปรสภาพเป็นตุ่มน้ำใสเต่งตึง ชิลลี่นั่งขัดสมาธิมองเท้าตัวเองบนเตียงนอนด้วยสายตาละห้อย ความแสบร้อนยังคงเล่นงานทุกครั้งที่ขยับตัว ยัยตัวแสบถอนหายใจเฮือกใหญ่ จำเป็นต้องพับเก็บรองเท้าส้นเข็มสีแดงลูกรักเข้าตู้ไปก่อน วันนี้คณะวิศวะมีเรียนวิชาปฏิบัติการพื้นฐาน หรือที่เด็กในคณะตะโกนเรียกกันติด ปากว่า ‘ลงช็อป’ การใส่กระโปรงทรงเอรัดติ้วกับรองเท้าส้นสูงไปยืนตะไบเหล็กหรือ ไสไม้คงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก แถมฝ่าเท้าที่ระบมขนาดนี้ก็ประท้วงอย่างหนักว่าต้องการการพักผ่อน
ชิลลี่ลุกขึ้นเดินกะเผลกไปเปิดตู้เสื้อผ้า เธอตัดสินใจปฏิวัติการแต่งตัวใหม่เพื่อความอยู่รอด มือบางคว้ากระโปรงพลีทสีดำอัดจีบแน่นความยาวพอดีกรอมเข่ามาสวมทับเสื้อนักศึกษาพอดีตัว แม้จะไม่ได้รัดรูปอวดทรวดทรงองค์เอวชัดเจนเหมือนเมื่อวาน แต่การปลดกระดุมเสื้อเม็ดบนออกสองเม็ดจนเห็นไหปลาร้าเนียน ก็ยังคงซ่อนความเซ็กซี่ขี้เล่นเอาไว้ได้อย่างลงตัว ส่วนรองเท้า... ในเมื่อใส่ส้นสูงไม่ได้ คนอย่างชิลลี่ก็ไม่ยอมดรอป เธอเลือกหยิบรองเท้าผ้าใบแบรนด์หรูระดับไฮเอนด์รุ่นลิมิเต็ดอิดิชันสีขาวสะอาดตามาสวมทับถุงเท้าข้อสั้น ลุควันนี้ดูเป็นนักศึกษาใสๆ มากขึ้น แต่ราคาของแบรนด์เนมทั้งตัวก็ยังตะโกนคำว่า ‘ตัวมารดา’ ออกมาดังๆ อยู่ดี
บรรยากาศในโรงฝึกงานเต็มไปด้วยกลิ่นน้ำมันเครื่อง ฝุ่นโลหะ และเสียงเครื่องจักรดังกระหึ่ม ชิลลี่เดินกะเผลกนิดๆ เข้ามาในช็อป เพื่อนร่วมรุ่นหลายคนหันมามองตาค้าง แทบไม่เชื่อสายตาว่ายัยพริกขี้หนูสุดแซ่บที่กล้าต่อกรกับเฮดว้ากเมื่อวาน จะเปลี่ยนลุคมาเป็นสาวหวานปนเท่ได้น่ามองขนาดนี้
"เชี่ย... โคตรน่ารักเลยว่ะ" เสียงซุบซิบจากกลุ่มเฟรชชี่ผู้ชายดังขึ้น ชิลลี่เพียงแค่ปลายตามองแล้วยิ้มมุมปากเบาๆ ความมั่นใจยังคงเต็มเปี่ยม
"มองอะไรกัน! งานตรงหน้าเสร็จแล้วหรือไง!" เสียงทุ้มดุดันตวาดลั่นจนเฟรชชี่ทั้งช็อปสะดุ้งโหยง พี่หินในชุดเสื้อช็อปเปื้อนคราบน้ำมันนิดๆ ยืนขมวดคิ้วมุ่นอยู่หน้าเครื่องกลึง ใบหน้าหล่อจัดที่มักจะเรียบตึงเสมอ วันนี้กลับมีเสน่ห์ดุดันแบบเถื่อนๆ เพิ่มขึ้นไปอีก
สายตาคมกริบของเฮดว้ากปีสามตวัดมองกราดไปทั่ว ก่อนจะหยุดชะงักลงที่ร่างบางซึ่งเพิ่งเดินเข้ามาใหม่ หินกวาดตามองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า กระโปรงพลีทพลิ้วไหวกับรองเท้าผ้าใบแบรนด์หรูทำให้เธอเด็กลงและดูน่าทะนุถนอมผิดตา แต่ความรั้นในดวงตากลมโตคู่นั้นยังคงเปล่งประกายท้าทายไม่เปลี่ยน ชายหนุ่มลอบกลืนน้ำลายลงคอ มุมปากหนากระตุกขึ้นเล็กน้อยแทบมองไม่เห็น ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้กลับมาขรึมจัดตามเดิม
"นึกว่าจะดื้อใส่ส้นสูงมาลงช็อปเสียอีก" เขาทักขึ้นลอยๆ น้ำเสียงราบเรียบ ตอนที่เดินตรวจงานมาหยุดอยู่หลังโต๊ะปฏิบัติการของเธอ
ชิลลี่กำลังพยายามยืนทรงตัวเพื่อจับตะไบเหล็ก เธอหันขวับมามองหน้าคนตัวโต
"หนูแยกแยะเป็นค่ะพี่หิน เรียนช็อปก็ต้องแต่งตัวให้ทะมัดทะแมงสิคะ ใครจะบ้าใส่ส้นสูงมาทำงานช่าง"
"แล้วไอ้ท่าทางเดินกะเผลก ทรงตัวไม่รอดเหมือนลูกเป็ดหัดเดินนั่น ทะมัดทะแมงแล้วใช่ไหม?”
เขาเลิกคิ้วถาม สายตาหลุบมองไปที่ข้อเท้าเล็กซึ่งมีรอยตุ่มน้ำพองใสโผล่พ้นขอบรองเท้าผ้าใบออกมาให้เห็น ร่องรอยนั้นทำให้ความรู้สึกวูบโหวงแปลกๆ
แล่นผ่านอกข้างซ้ายของคนตัวโต แต่ความฟอร์มจัดทำให้เขาเลือกที่จะใช้คำพูดถากถางแทนความห่วงใย
"ก็เพราะใครล่ะคะที่สั่งให้หนูกระโดดตบเท้าเปล่าบนลานเกียร์ร้อนๆ!" เธอเถียงกลับเสียงขุ่น เชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้
"แต่พี่หินไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ต่อให้หนูต้องยืนขาเดียว หนูก็ตะไบเหล็กชิ้นนี้ส่งอาจารย์ทันแน่นอน"
"เก่งให้ได้ตลอดรอดฝั่งแล้วกัน" หินขยับก้าวเข้ามาใกล้จนชิลลี่ต้องถอยหลังไปชนขอบโต๊ะทำงานเหล็ก แขนแกร่งสองข้างท้าวลงกับขอบโต๊ะ
กักตัวเธอไว้ตรงกลางอีกแล้ว... ท่าทางคุกคามที่คุ้นเคยทำเอาหัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ
"หลบไปเลยค่ะ หนูจะทำงาน!" ชิลลี่พยายามใช้มือดันแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามภายใต้เสื้อช็อป แต่เขากลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่นิ้วเดียว
"ตะไบเหล็กผิดท่า จับด้ามหลวมแบบนั้น ชาตินี้ก็ไม่เสร็จ" เสียงแหบพร่ากระซิบชิดใบหู ร่างสูงโปร่งขยับเข้ามาซ้อนทับด้านหลังจนแผ่นหลังบางเบียดชิดกับอกแกร่งอีกครั้ง หินสอดมือใหญ่ที่หยาบกร้านจากการทำงานช่างเข้ามาซ้อนทับบนมือเล็กของเธอ บังคับให้เธอกำด้ามตะไบให้แน่นขึ้น
"พะ..พี่หิน" ชิลลี่เสียงสั่น ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อความร้อนจากร่างกายของเขาแผ่ซ่านทะลุเนื้อผ้าเข้ามา กลิ่นน้ำมันเครื่องผสมกับกลิ่นน้ำหอมบุรุษที่เยือกเย็นแต่ดุดัน ทำเอาสติของยัยตัวแสบเริ่มกระเจิดกระเจิงอีกแล้ว
"ยืนแยกเท้าออกไปอีก ทิ้งน้ำหนักไปที่ขาซ้าย ขาขวาจะได้ไม่ต้องรับน้ำหนักเยอะ... ตุ่มน้ำจะได้ไม่แตก"
เขาสั่งเสียงเรียบ แต่ประโยคท้ายกลับแผ่วเบาคล้ายคนพึมพำกับตัวเอง มือหนาออกแรงชักนำมือเล็กให้ขยับตะไบไปข้างหน้า
ถูไปบนท่อนเหล็กเป็นจังหวะสม่ำเสมอ การขยับตัวตามแรงของเขาทำให้เรือนร่างของทั้งสองเสียดสีกันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
