บทที่ 3: สัญชาตญาณดิบในความมืด
บทที่ 3: สัญชาตญาณดิบในความมืด
"บ้าที่สุด! รับสายสิ... รับสายสิโว้ย!"
พราวพิลาสสบถอย่างหัวเสีย นิ้วเรียวกดปุ่มโทรออกย้ำๆ บนหน้าจอสมาร์ทโฟนที่สว่างวาบเป็นแสงเดียวในความมืด แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม... 'ไม่มีสัญญาณ' สัญลักษณ์กากบาทที่มุมจอเหมือนกำลังเยาะเย้ยความพยายามอันสูญเปล่าของเธอ
เธอเดินวนไปมารอบห้องโถงกว้างราวกับหนูติดจั่น พยายามชูโทรศัพท์ขึ้นฟ้าบ้าง เดินไปติดกระจกบ้าง เผื่อจะจับสัญญาณได้สักขีด แต่ความหนาทึบของกระจกนิรภัยและพายุฝนด้านนอกก็ตัดขาดการสื่อสารทุกช่องทางอย่างสิ้นเชิง
"เลิกเดินไปเดินมาสักทีได้ไหม... ผมเวียนหัว"
เสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นจากความมืดทำเอาพราวสะดุ้งโหยง เธอหันขวับไปมองต้นเสียง แสงฟ้าแลบจากภายนอกส่องให้เห็นร่างสูงใหญ่ของ อัคคี ที่นั่งไขว่ห้างเอกเขนกอยู่บนโซฟาหนังตัวปัญหาที่เธอเพิ่งวิจารณ์ไปหยกๆ เขาถอดสูทตัวนอกออกพาดไว้ที่พนักพิง เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ปลดกระดุมเม็ดบนออกสองเม็ด เผยให้เห็นแผงอกแกร่งรำไรและท่าทางที่ไม่ทุกข์ร้อนใดๆ
"คุณนั่งเฉยอยู่ได้ยังไงคะ!" พราวแว้ดใส่ ความอดทนเริ่มขาดผึง "เราติดอยู่นะคะ! ไฟดับ ลิฟต์ค้าง ประตูล็อก... แล้วถ้าเกิดไฟไหม้หรือตึกถล่มขึ้นมาจะทำยังไง?"
"ตึกผมสร้างด้วยมาตรฐานวิศวกรรมระดับโลก โครงสร้างรับแรงสั่นสะเทือนได้ 8 ริกเตอร์ ระบบป้องกันอัคคีภัยทำงานแยกส่วน..." อัคคีตอบเสียงเรียบ พลางหยิบไฟแช็กซิปโป้ขึ้นมาจุด แกร๊ก... ฟุ่บ เปลวไฟสีส้มดวงเล็กสว่างขึ้น ขับเน้นใบหน้าคมคายให้ดูมีมิติและลึกลับยิ่งกว่าเดิม "เลิกโวยวายแล้วมานั่งนิ่งๆ เก็บอากาศหายใจไว้ดีกว่ามั้ง ระบบระบายอากาศมันหยุดทำงานไปแล้วนะ"
คำเตือนของเขาทำให้พราวเพิ่งสังเกตเห็นความผิดปกติ... อากาศในห้องเริ่มนิ่งสนิท ความเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศจางหายไปอย่างรวดเร็ว แทนที่ด้วยความอบอ้าวและความชื้นเหนอะหนะที่เริ่มคืบคลานเข้ามา
"แล้วเราจะทำยังไงกันดีคะ? รอจนกว่าเช้าเหรอ?" พราวถามเสียงอ่อนลง ความกลัวเริ่มเกาะกุมจิตใจ "พ่อฉัน... พ่อรอฉันอยู่ที่โรงพยาบาล"
"ก็คงต้องรอ" อัคคีตอบอย่างไม่ใส่ใจ "ทีม รปภ. ข้างล่างคงรู้แล้วว่าระบบล็อก แต่กว่าจะตามช่างมาแมนนวลระบบ หรือรอให้พายุสงบ... อย่างเร็วก็คง 3-4 ชั่วโมง"
"3-4 ชั่วโมง!" พราวอุทาน เข่าอ่อนจนต้องทรุดตัวลงนั่งบนอาร์มแชร์ฝั่งตรงข้ามเขา "นานขนาดนั้นฉันขาดใจตายพอดี"
"ไม่ตายหรอก..." อัคคีแสยะยิ้ม แสงไฟแช็กในมือเขาวูบไหวตามแรงลมหายใจ "แต่อาจจะ 'ร้อน' จนทนไม่ไหวมากกว่า"
เขาพูดถูก... อากาศเริ่มร้อนขึ้นจริงๆ เหงื่อเม็ดเล็กๆ เริ่มซึมออกมาตามไรผมและแผ่นหลังของพราว เสื้อสูทเข้ารูปที่เธอใส่มาเพื่อความภูมิฐานเริ่มกลายเป็นภาระ มันรัดรึงจนหายใจลำบาก
อัคคีมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาประเมินค่า แม้ในแสงสลัว เขาก็ยังเห็นว่าใบหน้าสวยหวานนั้นแดงก่ำเพราะความร้อนและอารมณ์ที่พุ่งพล่าน ริมฝีปากอิ่มสีสดเม้มแน่นอย่างดื้อรั้น... ช่างน่ารังแกชะมัด
"ร้อนก็ถอดสิคุณพราว" เขาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ "จะนั่งกอดอกเหงื่อแตกตายไปทำไม หรือกลัวผมเห็น?"
"ฉันไม่ถอด!" พราวสวนกลับทันควัน กอดอกแน่นกว่าเดิม "และกรุณาหยุดมองฉันด้วยสายตาแบบนั้นด้วยค่ะ มันเสียมารยาท"
"สายตาแบบไหน?" อัคคีดับไฟแช็ก พรึ่บ ปล่อยให้ห้องกลับสู่ความมืดสลัวอีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินย่างสามขุมเข้ามาหาเธอ "สายตาของลูกค้าที่กำลังพิจารณา 'สินค้า' ก่อนตัดสินใจซื้อน่ะเหรอ?"
"ฉันไม่ใช่สินค้า!" พราวผุดลุกขึ้นถอยหลังหนี แต่สะดุดขาโต๊ะกลางจนเซ อัคคีคว้าข้อมือเธอไว้แล้วกระชากเข้าหาตัว
"ระวังหน่อย... เดี๋ยวก็ได้เจ็บตัวจริงๆ หรอก"
ร่างกายของพราวปะทะเข้ากับแผงอกกว้างของเขาเต็มแรง ความร้อนจากร่างกายบุรุษเพศแผ่ซ่านทะลุเนื้อผ้าเข้ามาจนเธอรู้สึกวูบวาบ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมกลิ่นเหงื่อจางๆ ของเขามันรุนแรงและปั่นป่วนสติสตางค์ของเธออย่างประหลาด
"ป... ปล่อยนะคะ" พราวพยายามบิดข้อมือออก แต่แรงบีบของเขามั่นคงดั่งคีมเหล็ก
"เมื่อกี้คุณบอกว่าโซฟาตัวนั้นมัน 'ห่วย' ใช่ไหม?" อัคคีไม่ปล่อย แต่กลับดันร่างเธอให้ถอยหลังไปจนชิดกับขอบกระจกบานยักษ์ เบื้องหลังคือสายฝนที่สาดซัดโหมกระหน่ำ เบื้องหน้าคือกำแพงมนุษย์ที่อันตรายยิ่งกว่า
"ใช่ค่ะ! มันดูดความร้อน มันนั่งไม่สบาย และมันไม่เหมาะกับ..."
"งั้นมาพิสูจน์กัน"
"พิสูจน์อะไร?"
"พิสูจน์ว่ารสนิยมของผม... หรือทฤษฎีของคุณ ใครมันจะแน่กว่ากัน"
อัคคีโน้มหน้าลงมาใกล้ ลมหายใจอุ่นจัดเป่ารดแก้มใส "คุณบอกว่ามันนั่งไม่สบาย... งั้นถ้าลองใช้นอน หรือใช้ทำ 'กิจกรรม' อย่างอื่น... มันอาจจะดีก็ได้นะ"
พราวเบิกตากว้าง เข้าใจความหมายแฝงในคำพูดนั้นทันที เลือดในกายสูบฉีดแรงจนหน้ามืด
"ทุเรศ! คุณมัน... อื้อ!"
คำด่าของเธอถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่ออัคคีบดริมฝีปากลงมาปิดปากเธออย่างรวดเร็วและแม่นยำ
ไม่ใช่จูบที่อ่อนหวาน ไม่ใช่จูบที่เริ่มจากความรัก แต่มันคือการลงทัณฑ์... การประกาศศักดาของผู้ล่าที่ต้องการกำราบเหยื่อที่บังอาจมาลองดี
ริมฝีปากร้อนผ่าวของเขาบดขยี้ลงบนกลีบปากนุ่มอย่างเอาแต่ใจ ฟันคมขบเม้มริมฝีปากล่างของเธอจนพราวเจ็บจี๊ดและเผลอเผยอปากออก อัคคีไม่รอช้าที่จะสอดลิ้นร้อนเข้าไปฉกชิงความหวานล้ำภายในโพรงปาก ควานหาความนุ่มนวลอย่างตะกละตะกลาม
"อื้อ... อึก!"
พราวทุบกำปั้นลงบนอกเขา พยายามผลักไส แต่ร่างกายกลับทรยศ... ความวาบหวามที่แล่นพล่านจากปลายลิ้นไปสู่ท้องน้อยทำให้แข้งขาเธออ่อนแรงลงอย่างน่าใจหาย สมองที่เคยปราดเปรื่องเรื่องการงานขาวโพลนไปหมด เหลือเพียงความรู้สึกเสียวซ่านที่แปลกใหม่และน่าตกใจ
อัคคีถอนจูบออกมาช้าๆ เมื่อรู้สึกว่าคนในอ้อมแขนเริ่มขาดอากาศหายใจ เขามองใบหน้าหวานที่แดงซ่านและดวงตาฉ่ำปรือด้วยความพึงพอใจ
"ปากดี..." เขาพึมพำเสียงพร่า นิ้วหัวแม่มือไล้เช็ดคราบน้ำลายที่มุมปากเธอเบาๆ "จูบตอบซะขนาดนี้... ปากบอกว่าเกลียด แต่ร่างกายซื่อสัตย์ดีนี่"
"ฉัน... ฉันไม่ได้..." พราวหอบหายใจหนักหน่วง อยากจะเถียงแต่เสียงไม่ออก
"ยอมรับความจริงเถอะพราว" อัคคีก้มลงซุกไซ้ที่ซอกคอขาวผ่อง สูดดมกลิ่นแป้งเด็กที่เขาเริ่มจะติดใจ "ว่าคุณเองก็ต้องการทางออก... ไม่ใช่แค่ทางออกจากห้องนี้ แต่เป็นทางออกจากชีวิตพังๆ ของคุณด้วย"
มือหนาเลื่อนจากเอวบางขึ้นมาปลดกระดุมเสื้อสูทของเธอออกทีละเม็ดอย่างชำนาญ
"อย่านะ... อัคคี..." พราวร้องห้ามเสียงแผ่ว จับมือเขาไว้
"คุณต้องการเงินห้าสิบล้านไม่ใช่เหรอ?" เขาหยุดมือ เงยหน้าขึ้นสบตาเธอในความมืด ดวงตาคู่นั้นวาววับเหมือนปีศาจที่กำลังยื่นพันธสัญญาเลือดให้มนุษย์
"ทำให้ผมพอใจสิ... ทำให้ผมเห็นว่าคุณมีดีมากกว่าแค่ปากเก่ง แล้วผมจะเซ็นเช็คให้คุณเดี๋ยวนี้เลย"
ข้อเสนอที่น่ารังเกียจที่สุด แต่กลับเป็นข้อเสนอเดียวที่ช่วยชีวิตพ่อเธอได้ พราวนิ่งอึ้ง น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความสมเพชตัวเอง ศักดิ์ศรีที่เธอหวงแหนมาตลอดกำลังถูกเอามาตีราคาเหมือนผักปลา
"ฉันไม่ใช่โสเภณี..." เธอตอบเสียงสั่น
"ผมก็ไม่ได้ซื้อบริการ..." อัคคียิ้มมุมปาก "ผมกำลังจ้าง 'อินทีเรีย' มาทดสอบเฟอร์นิเจอร์ต่างหาก... ว่ามันทนทานต่อแรงกระแทกได้ดีแค่ไหน"
สิ้นคำพูดนั้น เขาก็รวบตัวเธออุ้มขึ้นแนบอก แล้วเดินตรงไปยังโซฟาตัวนั้นทันที
"มาดูกันซิว่า... ทฤษฎีของคุณจะถูก หรือความดื้อด้านของผมจะชนะ"
พราวหลับตาแน่น ปล่อยให้น้ำตาไหลริน ยอมจำนนต่อชะตากรรมและสัมผัสร้อนแรงที่กำลังจะแผดเผาเธอให้มอดไหม้ไปพร้อมกับศักดิ์ศรีในค่ำคืนนี้...
