บทที่ 2: กรงขังลอยฟ้าและวาจาเชือดเฉือน
บทที่ 2: กรงขังลอยฟ้าและวาจาเชือดเฉือน
เสียงมอเตอร์ของลิฟต์โดยสารสำหรับงานก่อสร้างคำรามกระหึ่ม แข่งกับเสียงลมพายุที่หวีดหวิวลอดผ่านตะแกรงเหล็กเข้ามาภายในตัวลิฟต์ ลิฟต์ตัวเก่าที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนและคราบปูนค่อยๆ ไไต่ระดับความสูงขึ้นไปทีละชั้น... ทีละชั้น... พาคนสองคนที่ยืนอยู่ภายในห่างไกลจากพื้นดินขึ้นไปเรื่อยๆ
พราวพิลาส ยืนตัวเกร็ง มือข้างหนึ่งกำราวเหล็กเย็นเฉียบแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ใบหน้าสวยซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อมองผ่านผนังตะแกรงโปร่งออกไปเห็นวิวทิวทัศน์เบื้องล่าง รถยนต์บนท้องถนนกลายเป็นเพียงจุดเล็กๆ และสายฝนที่สาดซัดเข้ามาทำให้ทัศนียภาพดูน่าหวาดหวั่นยิ่งขึ้น
เธอเป็นโรคกลัวความสูง... แต่ความกลัวที่จะไม่มีเงินรักษาพ่อมันน่ากลัวกว่า
"กลัว?"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามเรียบๆ ทำลายความเงียบระหว่างพวกเขา อัคคี ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงพิงผนังลิฟต์อีกฝั่งด้วยท่าทีผ่อนคลายราวกับยืนอยู่ในลิฟต์แก้วหรูหรา ไม่ใช่กรงเหล็กที่แกว่งไปมาตามแรงลมพายุแบบนี้ ดวงตาคมกริบภายใต้แว่นกันแดดจับจ้องอาการสั่นเทาของหญิงสาวอย่างนึกสนุก
"เปล่าค่ะ" พราวตอบเสียงแข็ง พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น "แค่... หนาวนิดหน่อย"
"โกหกไม่เก่งเลยนะคุณพราว" อัคคีถอดแว่นกันแดดออก เสียบมันไว้ที่กระเป๋าเสื้อเชิ้ต เผยให้เห็นนัยน์ตาสีดำสนิทที่ดูลึกล้ำและอ่านยาก "หน้าคุณซีดเหมือนไก่ต้ม ตัวสั่นเป็นลูกนกตกน้ำ... นี่น่ะเหรอสภาพของคนที่บอกว่าจะมาของานร้อยล้านจากผม?"
"สภาพร่างกายกับฝีมือการทำงานมันคนละเรื่องกันค่ะ" พราวหันมาสบตาเขาอย่างไม่ยอมแพ้ รวบรวมสติทั้งหมดที่มีเปิดแฟ้มผลงานในมือ "คุณบอกว่าให้เวลาดิฉันห้านาที งั้นดิฉันขอเริ่มเลยนะคะ"
เธอยื่นแบบร่าง 3D Perspective แผ่นแรกให้เขาดู ทั้งที่มือยังสั่นระริก
"คอนเซปต์ที่พราวดีไซน์นำเสนอสำหรับ The Riverfront คือ 'Flow of Life' ค่ะ เราดึงเอาเส้นสายของแม่น้ำเจ้าพระยามาใช้ในการออกแบบเฟอร์นิเจอร์และผนังตกแต่ง ลดทอนความแข็งกระด้างของโครงสร้างตึกด้วยวัสดุธรรมชาติอย่างไม้และหินอ่อน..."
อัคคีปรายตามองแบบในมือเธอเพียงแวบเดียว ก่อนจะแค่นหัวเราะ "ไม้? หินอ่อน? ธรรมดา... น่าเบื่อ เหมือนคอนโดดาษดื่นทั่วไปที่สร้างขายพวกเศรษฐีใหม่"
คำวิจารณ์ตรงไปตรงมาเหมือนตบหน้าฉาดใหญ่ พราวหน้าชาแต่กัดฟันพูดต่อ "แต่วัสดุพวกนี้ดูแลรักษาง่าย และให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือน 'บ้าน' นะคะ กลุ่มลูกค้าของคุณคือนักธุรกิจที่ต้องการพื้นที่พักผ่อน ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่แตะต้องไม่ได้"
"คุณกำลังจะสอนผมเรื่องกลุ่มลูกค้าของผมเหรอ?" อัคคีขยับตัวเข้ามาใกล้ รังสีอำมหิตแผ่ซ่านจนพราวต้องถอยหลังกรูดไปชิดมุมลิฟต์ "ผมขายความหรูหรา ขายความเหนือระดับ... ไม่ใช่ขายความอบอุ่นแบบโลกสวยที่คุณพยายามจะยัดเยียด"
เคร้ง!
จู่ๆ ลิฟต์ก็กระตุกอย่างแรงเมื่อปะทะเข้ากับลมกรรโชก พราวเผลอร้องว้ายและเซถลาไปข้างหน้า อัคคียื่นมือมาคว้าต้นแขนเธอไว้ได้ทันก่อนที่เธอจะล้มกระแทกพื้นเหล็กสากๆ
สัมผัสจากฝ่ามือใหญ่ที่บีบต้นแขนเธอแน่นนั้นร้อนผ่าวราวกับเหล็กนาบ กลิ่นกายหอมสะอาดผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ ของเขาลอยมาแตะจมูกในระยะประชิด พราวเงยหน้าขึ้นสบตาเขา หัวใจเต้นรัวแรงไม่ใช่เพราะความโรแมนติก แต่เพราะความตกใจและความประหม่าที่อยู่ใกล้ผู้ชายอันตรายคนนี้มากเกินไป
"ยืนให้มันมั่นคงหน่อย" อัคคีดุเสียงเข้ม แต่ไม่ได้ปล่อยมือ "ชีวิตคุณตอนนี้มันก็เหมือนการยืนในลิฟต์นี่แหละพราว... โซซัดโซเซ ไร้ที่ยึดเหนี่ยว แถมยังดันทุรังจะขึ้นที่สูงทั้งที่ขาอ่อนแรง"
เขาก้มลงกระซิบข้างหูเธอ แข่งกับเสียงลมหวีดหวิว "บริษัทคุณถังแตก พ่อคุณเข้าไอซียู หนี้สินท่วมหัว... คุณคิดจริงๆ เหรอว่าผมจะกล้าฝากโปรเจกต์หมื่นล้านไว้ในมือคนที่จัดการชีวิตตัวเองยังไม่ได้?"
พราวเบิกตากว้าง ความเจ็บปวดแล่นพล่านในอก เขาไม่ได้แค่รู้เรื่องบริษัท แต่เขารู้ลึกไปถึงเรื่องพ่อ!
"คุณสืบประวัติฉัน?"
"ผมไม่ทำธุรกิจกับคนแปลกหน้า" อัคคีผลักเธอออกเบาๆ เมื่อลิฟต์จอดสนิทที่ชั้น 50 ประตูตะแกรงเหล็กเลื่อนเปิดออก "และผมเกลียดพวก 'ขอทาน' ที่เอาความน่าสงสารมาแลกงาน"
พูดจบเขาก็เดินนำออกไป ทิ้งให้พราวยืนตัวชาอยู่ครู่หนึ่ง ความโกรธพุ่งขึ้นมาแทนที่ความกลัว น้ำตาแห่งความคับแค้นรื้นขึ้นที่ขอบตา
ขอทานงั้นเหรอ? ได้... จะทำให้ดูว่าขอทานคนนี้แหละที่จะทำให้คุณต้องกลืนน้ำลายตัวเอง!
พราวกระชับแฟ้มแน่น ก้าวเท้าฉับๆ ตามเขาออกไปในพื้นที่เพนต์เฮาส์
...
ชั้น 50: ห้องตัวอย่าง The Penthouse
พื้นที่กว้างขวางของห้องชุดหรูหราแบบ Duplex กินพื้นที่ทั้งชั้น ถูกกั้นด้วยกระจกนิรภัยบานยักษ์สูงจรดเพดาน (Floor-to-ceiling windows) ที่เปิดรับวิวแม่น้ำและเมืองหลวงได้แบบพาโนรามา แม้ภายในจะยังตกแต่งไม่เสร็จสมบูรณ์ มีเพียงงานระบบและเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวบางชิ้นที่นำมาวางเพื่อทดสอบสเปก แต่ความอลังการของมันก็ทำให้พราวเผลอกลั้นหายใจ
แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าความหรูหรา คือพายุฝนด้านนอกที่ดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณ ฟ้าแลบแปลบปลาบฉีกกระชากท้องฟ้าสีดำทมึน เสียงฟ้าร้องดังสะเทือนเลื่อนลั่นจนกระจกสั่นไหว
อัคคีเดินไปหยุดที่กลางห้องโถง ซึ่งมีชุดโซฟาหนังแท้สีน้ำตาลเข้มนำเข้าจากอิตาลีวางโดดเด่นอยู่
"ไหนลองบอกเหตุผลมาอีกข้อซิ..." เขาหันกลับมามองเธอ เลิกคิ้วท้าทาย "นอกจากเรื่องความอบอุ่นบ้าบอนั่น... ทำไมผมถึงต้องจ้างคุณ?"
พราวเดินเข้าไปเผชิญหน้าเขา วางแฟ้มผลงานลงบนโต๊ะกลางอย่างแรง
"เพราะฉันรู้ว่าคุณ 'พลาด' ตรงไหนไงคะ"
อัคคีหรี่ตาลง "น่าสนใจ... ไหนลองเห่าออกมาซิ"
พราวชี้ไปที่ชุดโซฟาหรูตัวนั้น "ชุดรับแขกชุดนี้... คุณเลือกเองใช่ไหมคะ? ดีไซน์โมเดิร์น หนังเกรดพรีเมียม ราคาหลักล้าน... แต่มัน 'ผิด' สำหรับห้องนี้ค่ะ"
"ผิดยังไง?"
"ทิศทางของแสงแดดตอนบ่ายจะส่องเข้ามากระทบโซฟาตัวนี้เต็มๆ หนังแท้สีเข้มจะดูดความร้อน ทำให้คนที่นั่งรู้สึกไม่สบายตัว แถมสีของมันยังกลืนไปกับพื้นไม้ปาร์เก้ ทำให้ห้องดูทึบและแคบลงกว่าความเป็นจริง" พราวร่ายยาวด้วยความมั่นใจในวิชาชีพ "ถ้าเป็นฉัน... ฉันจะเปลี่ยนเป็นโซฟาผ้ากำมะหยี่สีครีม หรือหนังสีอ่อน เพื่อเปิดสเปซให้ห้องดูกว้าง และรับกับวิวแม่น้ำ... ไม่ใช่เน้นแค่ของแพงแต่ใช้งานจริงไม่ได้เรื่องแบบนี้!"
อัคคีนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เขาจ้องหน้าพราวนิ่งจนเธอเริ่มใจเสียว่าพูดแรงเกินไปหรือเปล่า
"ปากเก่ง..." เขาพึมพำ ก่อนจะแสยะยิ้มที่ทำให้พราวขนลุก "วิจารณ์ได้เป็นฉากๆ ... แต่คุณรู้ไหมพราว ทฤษฎีในตำราของคุณมันใช้ไม่ได้กับรสนิยมของผม"
เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวเธออีกครั้ง "ผมชอบสีเข้ม... ผมชอบความดุดัน... และผมชอบของที่ 'ทนมือทนเท้า' มากกว่าของสวยๆ งามๆ แต่เปราะบาง"
สายตาของเขากวาดมองเรือนร่างของเธออย่างจาบจ้วง สื่อความหมายสองแง่สองง่ามชัดเจน "เหมือนคุณไง... สวย แต่ดูท่าทางจะเปราะบางเหลือเกิน แค่โดนลมพัดก็จะปลิวแล้ว"
"ฉันไม่ได้เปราะบาง!" พราวเถียงสู้ "และฉันก็..."
เปรี้ยง!!!
เสียงฟ้าผ่าลงมาอย่างรุนแรงที่ยอดตึกข้างเคียง แสงสว่างวาบทำให้ทั้งคู่ตาพร่ามัว ตามมาด้วยเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว
พรึ่บ!
ไฟสปอตไลท์ที่ใช้ส่องสว่างสำหรับการทำงานก่อสร้างดับวูบลงทันที ความมืดมิดเข้าปกคลุมพื้นที่เพนต์เฮาส์ เหลือเพียงแสงสลัวจากฟ้าแลบด้านนอก
"เฮ้ย!" อัคคีสบถ หันไปมองทางแผงควบคุมไฟ
"กะ... เกิดอะไรขึ้นคะ?" พราวถามเสียงสั่น ขยับตัวเข้าไปใกล้เขาโดยไม่รู้ตัว ความมืดทำให้ความกล้าเมื่อครู่หดหายไปจนหมด
ครืด... ปัง!
เสียงโลหะกระแทกกันดังสนั่นมาจากทางประตูทางเข้าหลักและประตูลิฟต์ก่อสร้าง ระบบนิรภัยอัตโนมัติทำงานทันทีที่กระแสไฟฟ้าขัดข้อง บานประตูเหล็กนิรภัยเลื่อนลงมาปิดล็อกทุกช่องทางเข้าออกเพื่อป้องกันเหตุร้ายในไซตงาน
"ชิบหาย..." อัคคีคำรามในลำคอ เขาหยิบวิทยุสื่อสารที่เหน็บเอวออกมา "ศูนย์ รปภ. ได้ยินไหม? ผมติดอยู่ที่ชั้น 50... ไฟดับ... ฮัลโหล!"
เสียงที่ตอบกลับมามีเพียงเสียงซ่าของคลื่นสัญญาณรบกวน ท่ามกลางพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรง การสื่อสารไร้สายกลายเป็นอัมพาต
อัคคีโยนวิทยุสื่อสารทิ้งลงบนโซฟาอย่างหัวเสีย ก่อนจะหันมามองหญิงสาวที่ยืนตัวสั่นเป็นลูกนกอยู่ในความมืด
"ยินดีด้วยคุณพราว..." น้ำเสียงของเขาเยือกเย็นและน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงฟ้าร้อง "ดูเหมือนสวรรค์จะลงโทษที่คุณปากดีวิจารณ์โซฟาของผม... คืนนี้เราคงต้องติดแหง็กอยู่ที่นี่ด้วยกันยาวๆ"
"ต... ติดอยู่ที่นี่?" พราวทวนคำ เสียงเครือ "กับคุณ... สองคน?"
"ใช่... สองคน" อัคคีขยับเข้ามาใกล้ แสงฟ้าแลบส่องให้เห็นรอยยิ้มร้ายกาจบนใบหน้าคม "ในห้องมืดๆ ที่ไม่มีทางหนี... ภาวนาให้ดีเถอะแม่คุณ ว่าผมจะใจดีพอที่จะไม่คิดบัญชีที่คุณด่าผมเมื่อกี้... หรือจะเปลี่ยนใจมา 'เก็บค่าผ่านทาง' แทน"
พราวถอยหลังจนชนขอบโซฟาตัวปัญหา หัวใจเต้นรัวเร็วด้วยความหวาดกลัว
พายุข้างนอกที่ว่าแรง... ยังน่ากลัวน้อยกว่าพายุอารมณ์ของผู้ชายตรงหน้าที่กำลังจ้องมองเธอราวกับเหยื่ออันโอชะ!
