บทที่ 1: ทางตันและเดิมพันครั้งสุดท้าย
บทที่ 1: ทางตันและเดิมพันครั้งสุดท้าย
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่ฉุนจมูกผสมกับความเย็นเยียบจากเครื่องปรับอากาศภายในโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกหดหู่ในหัวใจของ "พราวพิลาส" ให้ดิ่งลึกลงไปอีก หญิงสาวในชุดทำงานสีครีมที่ดูหมองลงกว่าปกติยืนเกาะขอบกระจกใสหน้าห้องไอซียู ดวงตาคู่สวยที่บวมช้ำจ้องมองร่างชายชราที่มีสายระโยงระยางเจาะตามร่างกายเพื่อพยุงชีพอย่างไม่วางตา
เสียงเครื่องวัดชีพจรที่ดัง ติ๊ด... ติ๊ด... เป็นจังหวะสม่ำเสมอ คือเสียงเดียวที่ยืนยันว่า "พ่อ" ของเธอยังอยู่ตรงนี้
"คุณพราวครับ"
เสียงทุ้มต่ำของนายแพทย์เจ้าของไข้ดังขึ้นจากด้านหลัง พราวรีบปาดน้ำตาที่ซึมออกมาอย่างลวกๆ ก่อนจะหันกลับไปยกมือไหว้พร้อมรอยยิ้มที่ฝืนทำอย่างยากเย็น
"สวัสดีค่ะคุณหมอ... อาการของคุณพ่อเป็นยังไงบ้างคะ วันนี้ท่านจะฟื้นไหม?"
คุณหมอวัยกลางคนถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเปิดแฟ้มประวัติคนไข้ดู "สัญญาณชีพโดยรวมคงที่ครับ แต่ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันในวัยนี้ค่อนข้างน่าเป็นห่วง หมอต้องขอบอกตามตรงว่าเราจำเป็นต้องผ่าตัดทำบายพาสหัวใจด่วนที่สุดภายในสัปดาห์นี้ ไม่อย่างนั้น..."
คุณหมอเว้นจังหวะไว้ แต่พราวเข้าใจความหมายนั้นดี เธอรู้สึกเหมือนพื้นโลกใต้เท้ากำลังยุบตัวลง "ค่าใช้จ่าย... ประมาณเท่าไหร่คะ?"
"ประเมินคร่าวๆ รวมค่าห้องพักฟื้น น่าจะอยู่ที่เจ็ดหลักครับ"
คำว่า 'เจ็ดหลัก' กระแทกเข้ากลางใจพราวราวกับค้อนปอนด์ เธอกลืนก้อนสะอื้นลงคอ มือที่กำสายกระเป๋าสะพายแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว
"พราว... พราวจะรีบจัดการให้เร็วที่สุดค่ะ ขอบคุณนะคะคุณหมอ"
เมื่อคล้อยหลังคุณหมอ พราวทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้พลาสติกแข็งๆ หน้าห้องไอซียู เธอหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเปิดแอปพลิเคชันธนาคาร ตัวเลขในบัญชีที่เหลืออยู่เพียงหลักหมื่นทำให้เธออยากจะกรีดร้องออกมาให้สุดเสียง
เงินเก็บทั้งหมดของเธอถูกนำไปหมุนเวียนในบริษัทเพื่อยื้อลมหายใจเฮือกสุดท้าย และจ่ายค่ารักษาพยาบาลของพ่อไปจนเกือบหมดแล้ว
ครืด... ครืด...
โทรศัพท์ในมือสั่นเตือน หน้าจอโชว์เบอร์แปลกที่ไม่ได้รับสาย พราวรู้ดีว่าเป็นเบอร์ของฝ่ายเร่งรัดหนี้สินของธนาคาร หรือไม่ก็เจ้าหนี้นอกระบบที่หุ้นส่วนตัวแสบไปกู้ไว้ในนามบริษัท เธอกดตัดสายทิ้ง ปิดเครื่อง แล้วลุกขึ้นยืนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
"พ่อคะ... พราวสัญญา พราวจะไม่ยอมแพ้ พราวจะหาเงินมารักษาพ่อ แล้วเอาบริษัทของเราคืนมาให้ได้"
...
10:30 น. ณ ออฟฟิศ พราวดีไซน์
บรรยากาศภายในตึกแถวสามคูหาที่เคยถูกดัดแปลงเป็นออฟฟิศดีไซน์สุดโมเดิร์น บัดนี้เงียบเหงาราวกับป่าช้า โต๊ะทำงานหลายตัวว่างเปล่า คอมพิวเตอร์ถูกถอดออกไปขายเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดมาจ่ายเงินเดือนพนักงานงวดสุดท้าย
"คุณพราวคะ..."
"ป้านิด" แม่บ้านกึ่งเสมียนวัยห้าสิบปี เดินถือซองจดหมายสีขาวปึกใหญ่เข้ามาหาด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก "นี่เป็น... ใบลาออกของทีมกราฟิกกับทีมช่างเขียนแบบชุดสุดท้ายค่ะ พวกเขาฝากมาขอโทษคุณพราว บอกว่า... พวกเขารอเงินเดือนที่ค้างมาสองเดือนไม่ไหวแล้วจริงๆ"
พราวรับซองจดหมายเหล่านั้นมาถือไว้ ความรู้สึกหนักอึ้งกดทับลงบนบ่า เธอไม่ได้โกรธพวกลูกน้องเลยสักนิด ทุกคนมีภาระ มีปากท้องต้องดูแล การที่พวกเขายอมอดทนอยู่ช่วยเธอมาได้ถึงขนาดนี้ก็นับว่ามีบุญคุณมากพอแล้ว
"ไม่เป็นไรค่ะป้า... พราวเข้าใจ เดี๋ยวพราวจะรีบเคลียร์เงินชดเชยให้พวกเขาทันทีที่ได้เงินงวดหน้านะคะ" พราวพูดเสียงแผ่ว ทั้งที่ยังมองไม่เห็นทางเลยว่า 'เงินงวดหน้า' จะมาจากไหน
"แล้ว... เรื่องจดหมายทวงหนี้จากธนาคาร..."
"วางไว้บนโต๊ะพราวเลยค่ะ" พราวตัดบท เดินเลี่ยงเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวที่เป็นห้องกระจกใส
ทันทีที่ปิดประตูห้อง พราวก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่ที่พ่อเคยนั่ง เธอมองไปรอบห้องที่เต็มไปด้วยรางวัลการออกแบบและความทรงจำ รูปถ่ายคู่กับพ่อในวันที่เปิดบริษัทใหม่ๆ ยังคงตั้งอยู่บนโต๊ะ รอยยิ้มของพ่อในรูปนั้นช่างดูมีความสุขและภาคภูมิใจ
‘พราวคือความภูมิใจของพ่อนะลูก จำไว้นะ ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไร การออกแบบที่ดีจะหาทางออกให้เราได้เสมอ’
คำสอนของพ่อก้องอยู่ในหัว แต่ตอนนี้... แม้แต่ดีไซเนอร์เกียรตินิยมอย่างเธอก็ยังมองไม่เห็น 'ทางออก' ของปัญหาชีวิตนี้เลย
"ไอ้หุ้นส่วนเฮงซวย! หนีไปเสวยสุขทิ้งหนี้ไว้ให้ฉันรับกรรมคนเดียว ขอให้แกตกนรกหมกไหม้!" พราวสบถออกมาด้วยความแค้นใจ หยิบแจกันดอกไม้แห้งบนโต๊ะขว้างใส่ผนังเพื่อระบายอารมณ์
เพล้ง!
เศษเซรามิกแตกกระจายเกลื่อนพื้น พร้อมกับประตูห้องทำงานที่ถูกผลักเข้ามาอย่างแรง
"ว้าย! เกิดอะไรขึ้นอีพราว! แกจะเผาออฟฟิศเรียกประกันหรือไง!"
ผู้มาใหม่คือ "มินตรา" สาวสวยเปรี้ยวจี๊ดในชุดเดรสสีสดใส เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของพราวที่เป็นนักข่าวสายเศรษฐกิจและสังคม ฝีปากกล้าพอกับฝีมือการหาข่าว
"มิน..." พราวหันไปมองเพื่อน น้ำตาที่กลั้นไว้พรั่งพรูออกมาอีกรอบ "ฉันไม่ไหวแล้วแก... ฉันจะบ้าตายอยู่แล้ว"
มินตารีบก้าวข้ามเศษแจกันเข้ามากอดเพื่อนรัก ลูบหลังลูบไหล่ปลอบโยน "โอ๋ๆ ใจเย็นนะแก ร้องออกมาให้หมด มีอะไรเล่ามา ฉันอยู่นี่แล้ว"
หลังจากใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงในการฟูมฟายและเล่าสถานการณ์ล่าสุดให้เพื่อนฟัง ทั้งเรื่องอาการป่วยของพ่อและเส้นตายของธนาคาร มินตราก็นั่งหน้าเครียด คิ้วขมวดเป็นปม
"ห้าสิบล้าน... ภายในเดือนนี้ ไม่งั้นทั้งบ้าน ทั้งบริษัทโดนยึด แถมไม่มีเงินค่าผ่าตัดพ่อ" มินตราทวนตัวเลข "นี่มันวิกฤตระดับชาติเลยนะแก"
"ฉันถึงบอกไงว่าฉันหมดหนทางแล้ว" พราวซับน้ำตาด้วยทิชชูจนจมูกแดง "ฉันคงต้องปล่อยบริษัทไป... แล้วไปหางานประจำทำ แต่กว่าจะเก็บเงินได้ พ่อฉันคง..."
"หยุด! อย่าเพิ่งดราม่า!" มินตราตบโต๊ะเสียงดัง ปัง! ก่อนจะควานหาไอแพดในกระเป๋าใบโตออกมาเปิดอย่างรวดเร็ว "แกยังมีความหวังอยู่นะพราว เมื่อเช้าฉันเพิ่งได้ข่าววงในมาจากแหล่งข่าวระดับสูง"
"ข่าวอะไร?"
"นี่ไง..." มินตรายื่นหน้าจอไอแพดให้ดู มันเป็นไฟล์เอกสาร PDF ที่เขียนหัวข้อว่า 'Terms of Reference (TOR) โครงการ The Riverfront - Techatat Group'
"โครงการคอนโดริมแม่น้ำของเตชะวัฒน์กรุ๊ป มูลค่าโครงการหมื่นล้าน" มินตราอธิบายเสียงตื่นเต้น "พวกเขากำลังมองหาบริษัทตกแต่งภายในที่จะมารับงานออกแบบห้องตัวอย่างและพื้นที่ส่วนกลางทั้งหมด งบประมาณส่วนตกแต่งอย่างเดียวก็ปาเข้าไปร้อยกว่าล้านแล้ว!"
"เตชะวัฒน์?" พราวทวนชื่อนั้นด้วยความรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ "บริษัทของ 'คุณอัคคี' น่ะเหรอ?"
"ใช่! อัคคี เตชะวัฒน์ ซาตานหน้าหล่อแห่งวงการอสังหาฯ นั่นแหละ" มินตราพยักหน้าหงึกๆ "ฉันรู้ว่าแกจะพูดอะไร เขาโหด เขาเขี้ยว ลากเลือด แต่แก... นี่มันคือขอนไม้ท่อนสุดท้ายกลางมหาสมุทรแล้วนะ ถ้าแกได้งานนี้ แค่เงินมัดจำงวดแรกก็พอจ่ายค่าผ่าตัดพ่อกับใช้หนี้แบงก์บางส่วนได้แล้ว!"
พราวมองเอกสารในมือเพื่อนด้วยสายตาลังเล เธอเคยได้ยินกิตติศัพท์ของอัคคีมามาก เขาคือคนที่มองผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง ไม่เคยปรานีใคร และที่สำคัญ... เขาเกลียดบริษัทเล็กๆ ที่ไม่มีแบ็กอัพ
"แต่บริษัทฉันสภาพนี้... เขาจะแลเหรอแก? เครดิตเราเสียไปหมดแล้วเพราะเรื่องโกงนั่น"
"นั่นมันเรื่องภายใน คนนอกยังไม่รู้ลึกขนาดนั้น" มินตราแย้ง "อีกอย่าง ฝีมือแกน่ะของจริง รางวัลเต็มตู้ขนาดนี้ แกต้องใช้จุดแข็งนี้ไปขายงานเขา! ฉันสืบมาแล้วว่าอัคคีเป็นคนตัดสินใจเลือกผู้รับเหมาเองทุกเจ้า เขาไม่สนเส้นสาย เขาสนแค่ผลงาน... กับความพอใจส่วนตัว"
"ความพอใจส่วนตัว?"
"ใช่... เขาชอบคนที่กล้าชน และทำงานเนี้ยบกริบเหมือนเขา" มินตราจ้องตาพราวเขม็ง "แกต้องเข้าไปเสนอหน้าให้เขาเห็น ต้องทำให้เขาดูพอร์ตงานของแกให้ได้ ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนก็ตาม!"
"แต่นัดเขาไม่ใช่เรื่องง่ายนะมิน เลขาเขาดุยิ่งกว่าหมาเฝ้าบ้าน ฉันเคยส่งอีเมลไปขอเข้าพบสามรอบแล้ว เงียบกริบ"
"ใครบอกให้แกส่งอีเมล?" มินตราแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ "ด้านได้อายอดค่ะเพื่อนสาว วันนี้บ่ายสอง อัคคีมีคิวไปตรวจไซตงานก่อสร้างที่ริมแม่น้ำคนเดียว... ไม่มีเลขา ไม่มีบอดี้การ์ดคุมเข้มเหมือนอยู่ที่ตึก"
"แกจะให้ฉัน..."
"ไปดักรอเขา! บุกเข้าไปประชิดตัวแล้วยัดเยียดพอร์ตงานใส่มือเขาซะ!" มินตรายัดไอแพดใส่มือพราว "ไปแต่งหน้า ทาปากแดงๆ ใส่ชุดที่ดูแพงที่สุด มั่นใจที่สุด แล้วไปกระชากวิญญาณเขามาเซ็นสัญญาให้ได้!"
พราวมองหน้าเพื่อนสลับกับรูปพ่อบนโต๊ะทำงาน ความกลัวยังคงเกาะกินหัวใจ แต่อีกด้านหนึ่ง... ความหวังอันริบหรี่ก็เริ่มลุกโชนขึ้นมา
ถ้าไม่สู้ก็ตาย... ถ้าสู้ก็อาจจะรอด
พราวสูดลมหายใจเข้าลึก ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แววตาที่เคยเศร้าหมองเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว
"ตกลง... ฉันจะไป"
...
13:45 น. ณ โครงการก่อสร้าง The Riverfront
ท้องฟ้ามืดครึ้มไปด้วยเมฆฝนก้อนใหญ่ที่กำลังก่อตัว ลมกรรโชกแรงจนป้ายโฆษณาไวนิลริมทางสะบัดเสียงดังพึ่บพั่บ
รถยนต์ญี่ปุ่นคันเก่าของพราวเลี้ยวเข้ามาจอดที่ด้านหน้าโครงการก่อสร้างขนาดมหึมา โครงสร้างตึกระฟ้าที่ยังสร้างไม่เสร็จตั้งตระหง่านท้าทายสายตา หญิงสาวก้าวลงจากรถในชุดสูทกางเกงเข้ารูปสีเบอร์กันดีที่ขับผิวขาวผ่องให้ดูโดดเด่น รองเท้าส้นเข็มสูงปรี๊ดย่ำลงบนพื้นคอนกรีตอย่างมั่นคง
เธอกระชับแฟ้มผลงานในมือแน่น หัวใจเต้นรัวเร็วราวกับกลองรบ
"คุณครับ! ห้ามบุคคลภายนอกเข้านะครับ!"
เสียง รปภ. ตะโกนห้าม พราวหันไปส่งยิ้มหวานหยดย้อยที่ซ้อมมาหน้ากระจก "ดิฉันนัดคุยงานกับคุณอัคคีไว้ค่ะ เป็นอินทีเรียที่จะมาดูหน้างานด่วน"
"เอ่อ... แต่วันนี้ท่านประธานไม่ได้แจ้งไว้นะครับว่าจะมีแขก" รปภ. ลังเลเมื่อเห็นบุคลิกที่ดูดีมีระดับของพราว
"ท่านคงลืมบอกมั้งคะ เรื่องด่วนน่ะค่ะ ถ้าช้ากว่านี้โครงการจะเสียหายนะคะ พี่จะรับผิดชอบไหวเหรอ?" พราวแกล้งขึ้นเสียงเล็กน้อย ตีหน้าขรึมใส่
ในขณะที่ รปภ. กำลังอึกอัก รถสปอร์ตหรูสีดำมันวาวคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดเทียบท่า ท่ามกลางสายตาของทุกคน ประตูรถฝั่งคนขับเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนและกางเกงสแล็คสีดำ
เพียงแค่เขาก้าวลงมา บรรยากาศรอบข้างก็เหมือนจะถูกกดทับด้วยรังสีบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวเขา ใบหน้าคมคายหล่อเหลาแต่เรียบตึงไร้อารมณ์ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นกันแดดสีชาตวัดมองมาทางพราวแวบหนึ่ง ก่อนจะเมินผ่านไปราวกับเธอเป็นธาตุอากาศ
"อัคคี เตชะวัฒน์" ตัวจริงเสียงจริง
เขากำลังเดินตรงไปยังลิฟต์ก่อสร้างเพื่อขึ้นไปตรวจงานด้านบน
พราวรู้ทันทีว่านี่คือโอกาสเดียวของเธอ... โอกาสที่จะเปลี่ยนชีวิต หรือไม่ก็จบเห่กันตรงนี้
"คุณอัคคีคะ!"
พราวตะโกนเรียกพร้อมกับวิ่งฝ่าแนว รปภ. เข้าไปหาเขาอย่างไม่คิดชีวิต รองเท้าส้นสูงเจ้ากรรมดันไปสะดุดกับก้อนหินบนพื้นขรุขระ ร่างบางถลาหน้าคว่ำลงไปหาแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่ม
"ว้าย!"
อัคคีหันขวับกลับมาตามสัญชาตญาณ ท่อนแขนแกร่งรับร่างของหญิงสาวแปลกหน้าไว้ได้ทันท่วงที กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ปะทะจมูกเขา แทนที่จะเป็นกลิ่นฝุ่นปูน
พราวเงยหน้าขึ้น สบเข้ากับดวงตาคมดุที่มองลงมาอย่างตำหนิ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่เหลือเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนของเขาเป่ารดหน้าผากเธอ
"คิดจะเล่นมุกเดินชนแล้วล้มเพื่อให้ผมสนใจงั้นเหรอ?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มหยันที่มุมปาก "มุกตื้นๆ แบบนี้... ผมเจอมาเป็นร้อยครั้งแล้ว คุณผู้หญิง"
พราวรีบดีดตัวผละออกจากอ้อมแขนเขาทันที จัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เข้าที่ แม้หน้าจะแตกยับเยินแต่เธอก็เชิดหน้าสู้
"ดิฉันไม่ได้ตั้งใจจะล้มค่ะ! และดิฉันไม่ได้มาอ่อยคุณ แต่ดิฉันเอาอนาคตของโครงการนี้มาเสนอ!" เธอยื่นแฟ้มผลงานไปตรงหน้าเขา "พราวพิลาส จาก พราวดีไซน์ ค่ะ ขอเวลาคุณแค่ห้านาที!"
อัคคีปรายตามองแฟ้มในมือเธอสลับกับใบหน้าสวยที่แดงก่ำด้วยความโกรธและความอาย
"พราวดีไซน์?" เขาเลิกคิ้ว "บริษัทที่กำลังจะล้มละลายเพราะโดนโกงน่ะเหรอ?"
พราวชาวาบไปทั้งตัว... เขารู้!
"คุณมีเวลาห้านาที..." อัคคีพูดต่อพลางเหลือบมองนาฬิกาเรือนหรูบนข้อมือ ก่อนจะหันหลังเดินเข้าลิฟต์ก่อสร้าง "ถ้าอยากเสนอหน้า ก็ตามขึ้นมา... แต่บอกไว้ก่อนนะว่าข้างบนนั้น 'สูง' และ 'เสียว' มาก... ถ้าใจไม่ถึง ก็ไสหัวกลับไปซะ"
ประตูลิฟต์เปิดออกรอ... มันคือคำท้าทายที่ไร้ความปรานี
พราวกำหมัดแน่น มองแผ่นหลังกว้างที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งจองหอง
เอาวะ... เป็นไงเป็นกัน!
หญิงสาวก้าวเท้าฉับๆ ตามเขาเข้าไปในลิฟต์ ประตูเหล็กปิดลงเสียงดังสนั่น ขังคนทั้งคู่ไว้ในพื้นที่แคบๆ ท่ามกลางพายุฝนที่เริ่มเทลงมาอย่างบ้าคลั่ง... และเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดที่จะเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล.
