บทนำ: พายุโหมกระหน่ำกับชะตาที่สวนทาง
บทนำ: พายุโหมกระหน่ำกับชะตาที่สวนทาง
กรุงเทพมหานคร, เวลา 22:15 น.
สายฝนห่าใหญ่โหมกระหน่ำลงมาจากฟากฟ้าสีทึบทึมราวกับความพิโรธของทวยเทพ เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วผืนฟ้ามหานครที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้า บดบังแสงสีศิวิไลซ์เบื้องล่างจนพร่ามัว
บนชั้นสูงสุดของ 'เตชะวัฒน์ ทาวเวอร์' อาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มูลค่ามหาศาล
ร่างสูงสง่าของบุรุษผู้หนึ่งยืนทอดสายตามองผ่านกระจกนิรภัยบานยักษ์ลงไปยังเบื้องล่าง ความสูงระดับเสียดฟ้าทำให้รถยนต์ที่วิ่งขวักไขว่บนท้องถนนดูเล็กจ้อยไม่ต่างจากฝูงมดปลวก และมนุษย์ที่เดินกางร่มฝ่าสายฝนก็เป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่ไร้ความหมาย
"อัคคี เตชะวัฒน์"
ชายหนุ่มเจ้าของนัยน์ตาสีรัตติกาลอันทรงอำนาจ ยกแก้ววิสกี้ชั้นดีในมือขึ้นจิบ รสชาติขมปร่าบาดคอผสมผสานกับกลิ่นควันไม้โอ๊กช่วยบรรเทาความตึงเครียดจากการประชุมบอร์ดบริหารที่กินเวลายาวนานกว่าหกชั่วโมงได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
"ท่านครับ เอกสารสรุปการประมูลที่ดินแปลงริมแม่น้ำ... ทางฝ่ายคู่แข่งยอมถอนตัวแล้วครับ"
เสียงรายงานจากเลขาฯ คนสนิทที่ยืนอยู่เบื้องหลังทำให้อัคคีเพียงแค่กระตุกมุมปากเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ
"ดี... ส่งกระเช้าดอกไม้ไปขอบคุณพวกมันด้วย แล้วบอกว่าครั้งหน้าอย่าริอ่านมาแข่งกับไฟ ถ้าไม่อยากมอดไหม้จนไม่เหลือซาก"
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยอำนาจเด็ดขาดที่ทำให้คนฟังขนลุกชัน อัคคีหันหลังกลับมาวางแก้วเหล้าลงบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ที่ทำจากไม้สักทอง บนโต๊ะนั้นเต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารกองพะเนิน หนึ่งในนั้นคือแฟ้มรายชื่อบริษัทตกแต่งภายในที่เสนอตัวเข้ามาดูแลเมกะโปรเจกต์คอนโดมิเนียมสุดหรูแห่งใหม่ของเขา
มือหนาหยิบแฟ้มซองหนึ่งขึ้นมาอย่างส่งเดช ก่อนจะโยนมันลงถังขยะข้างโต๊ะโดยไม่แม้แต่จะเปิดอ่าน
"ไร้สาระ... พวกปลิงที่จ้องจะสูบเลือดสูบเนื้อ ขยะพวกนี้มีดีแค่ราคาคุย แต่ฝีมือห่วยแตก"
สำหรับอัคคี โลกใบนี้มีคนอยู่แค่สองประเภท คือ 'ผู้ล่า' และ 'ผู้ถูกล่า' เขาเกิดมาเพื่อเป็นราชสีห์ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุด ส่วนคนอื่นเป็นเพียงบันไดให้เขาเหยียบย่ำ หรือไม่ก็เป็นแค่เครื่องมือที่ใช้แล้วทิ้ง
เขาไม่เคยรู้เลยว่า... ในกองเอกสารที่เขาเพิ่งปัดทิ้งไปนั้น มีชื่อของใครบางคนที่จะกลายมาเป็น 'พายุ' ที่รุนแรงกว่าพายุฝนด้านนอก และจะพัดถล่มกำแพงน้ำแข็งในหัวใจเขาจนพังทลาย
...
ในขณะเดียวกัน ณ อีกมุมหนึ่งของเมือง...
ภายในตึกแถวสภาพเก่าทรุดโทรมย่านชานเมือง เสียงน้ำฝนที่รั่วซึมจากฝ้าเพดานหยดลงใส่ถังพลาสติกดัง ติ๋ง... ติ๋ง... ประสานกับเสียงถอนหายใจที่หนักหน่วงราวกับแบกโลกทั้งใบเอาไว้
"พราวพิลาส" หรือ "พราว"
หญิงสาวในชุดทำงานที่ยับย่น นั่งกุมขมับอยู่ท่ามกลางกองบิลแจ้งหนี้และเอกสารทวงถามการชำระเงินที่วางเกลื่อนกลาดเต็มโต๊ะทำงานเก่าๆ ใบหน้าสวยหวานที่เคยสดใส บัดนี้หมองคล้ำและเต็มไปด้วยความวิตกกังวล ดวงตากลมโตคู่สวยบวมช้ำจากการร้องไห้เงียบๆ มาตลอดทั้งคืน
"คุณพราวคะ... ทางซัพพลายเออร์โทรมาแจ้งว่า ถ้าเราไม่โอนค่ามัดจำวัสดุภายในพรุ่งนี้เช้า เขาจะไม่ส่งของให้ค่ะ"
เสียงของพนักงานบัญชีคนเก่าแก่ที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่คน เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเกรงใจและสงสารจับใจ
พราวกลืนก้อนสะอื้นลงคอ พยายามปรับน้ำเสียงให้ดูเข้มแข็งที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งที่มือใต้โต๊ะกำลังกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ
"บอกเขาว่าขอเวลาอีกสองวัน... พราวสัญญาว่าจะหาเงินมาให้ทัน พราวจะไม่ยอมให้งานนี้ล่มเด็ดขาด"
"แต่ว่า... เงินในบัญชีบริษัทเรา..."
"พราวจะจัดการเองค่ะป้า!" หญิงสาวโพล่งขึ้นมาเสียงดัง ก่อนจะรีบผ่อนลมหายใจลงเมื่อเห็นสีหน้าตกใจของอีกฝ่าย "ขอโทษค่ะป้า... พราวแค่เครียดไปหน่อย ป้ากลับไปพักผ่อนเถอะค่ะ ฝนตกหนักแล้ว เดี๋ยวพราวปิดออฟฟิศเอง"
เมื่อลับหลังพนักงาน หญิงสาวก็ฟุบหน้าลงกับฝ่ามือ ไหล่บางสั่นไหวอย่างรุนแรง
'พราวดีไซน์' บริษัทที่พ่อของเธอสร้างมากับมือด้วยความรักและความภาคภูมิใจ กำลังจะล้มละลายเพราะถูกหุ้นส่วนโกงจนหมดเนื้อหมดตัว พ่อของเธอล้มป่วยด้วยโรคหัวใจจนต้องเข้าห้องไอซียู ทิ้งหนี้สินกว่าห้าสิบล้านบาทไว้บนบ่าเล็กๆ ของลูกสาวเพียงคนเดียว
"ทำยังไงดี..." พราวพึมพำกับความมืดมิด เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงปร้างด้านนอกเหมือนกำลังตอกย้ำความสิ้นหวัง "พระเจ้า... ถ้าท่านยังมีจริง ขอโอกาสให้ลูกสักครั้ง... แค่ครั้งเดียว"
สายตาของเธอเหลือบไปเห็นซองเอกสารสีน้ำตาลซองหนึ่งที่วางอยู่ใต้กองบิลทวงหนี้ มันคือเอกสารเชิญเข้าร่วมประมูลงานตกแต่งภายในโครงการ 'The Riverfront' ของเครือเตชะวัฒน์ กรุ๊ป
โครงการยักษ์ใหญ่ที่มีมูลค่าสัญญาจ้างสูงพอที่จะปลดหนี้ทั้งหมดและกอบกู้บริษัทของพ่อกลับคืนมาได้ แต่การจะเข้าถึงตัวเจ้าของโครงการอย่าง 'อัคคี เตชะวัฒน์' นั้น ยากยิ่งกว่าการปีนขึ้นยอดเขาเอเวอเรสต์ด้วยมือเปล่า
ข่าวลือหนาหูว่าเขาโหด เหี้ยม และเกลียดความผิดพลาดเข้าไส้ ดีไซเนอร์ฝีมือดีหลายคนต้องเดินร้องไห้ออกมาจากห้องทำงานของเขา
พราวหยิบซองเอกสารนั้นขึ้นมากอดไว้แนบอก ดวงตาที่เคยสิ้นหวังเริ่มประกายแสงแห่งความมุ่งมั่นขึ้นมาทีละน้อย
"คนอย่างพราว... ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว"
เธอลุกขึ้นยืน ปาดน้ำตาออกจากแก้ม แล้วมองออกไปนอกหน้าต่างที่สายฝนยังคงโหมกระหน่ำ
"ต่อให้ต้องบุกเข้าไปในถ้ำเสือ หรือต้องยอมแลกด้วยศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มี... ฉันก็จะเอางานนี้มาให้ได้ คอยดูเถอะ คุณอัคคี!"
...
สายฝนในค่ำคืนนี้ เป็นเพียงปฐมบทของการเผชิญหน้า ระหว่าง 'ไฟ' ที่พร้อมเผาผลาญทุกอย่างที่ขวางหน้า กับ 'น้ำมัน' ที่พร้อมจะราดรดลงไปให้โชติช่วง
เมื่อคนหนึ่งมองหา 'ชัยชนะ' และอีกคนมองหา 'ทางรอด'
พันธนาการร้ายที่ผูกมัดด้วยหนี้สินและความแค้น จึงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น... ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า!
