บทที่ 2 หยกขาวที่แตกเป็นเสี่ยง 1
บทที่ 2 หยกขาวที่แตกเป็นเสี่ยง 1
ฝนแรกของปีเคลื่อนผ่านนครหลวงในยามจื่ออย่างไม่ปรานี ทิ้งหยาดน้ำพราวไว้บนกระเบื้องสีดำของจวนสกุลเยี่ยราวหยาดน้ำตาที่ไม่มีผู้ใดเช็ดให้ กระทั่งรุ่งสาง เมฆหม่นยังคงกดต่ำเหนือกำแพงสูงดุจจะทับลงมา อากาศชื้นเย็นแทรกซึมเข้าตามรอยประตูศาลบรรพชนซึ่งปิดสนิท ราวจะกักขังทั้งความหนาวและความอยุติธรรมไว้ด้วยกัน
เยี่ยชิงหรานคุกเข่านิ่งอยู่เบื้องหน้าป้ายวิญญาณมาตลอดทั้งคืนโดยไม่ไหวติง
หลังตรงของนางยังตั้งมั่นดุจเสาหิน หากหัวเข่าทั้งสองกลับปวดร้าวราวถูกเข็มนับหมื่นทิ่มแทงไม่ขาดระยะ รอยนิ้วมือบนแก้มจางเป็นสีม่วงคล้ำ และบาดแผลกลางฝ่ามือก็ยังไม่มีแม้ผู้เดียวคิดจะใส่ยาให้
ด้านนอกประตู เหลียนจือนั่งกอดเข่าพิงเสาอย่างสิ้นหนทาง นางแอบนำเบาะรองเข่ามาให้ถึงสองครั้ง ทว่าถูกหญิงรับใช้ที่เฝ้าประตูยึดไปเสียทั้งสองครั้ง
"คุณหนูใหญ่เจ้าคะ" เสียงกระซิบแผ่วเบาลอดผ่านช่องประตู "คุณหนูรองฟื้นแล้ว หมอบอกว่าเพียงตกใจและจับไข้ ไม่ได้เป็นอันตรายเจ้าค่ะ"
ชิงหรานหลุบตาลงมองธูปสามดอกซึ่งเหลือเพียงแสงริบหรี่ใกล้มอด
นางรู้สึกโล่งใจหรือไม่
ย่อมรู้สึก
ต่อให้เกลียดชังเพียงใด นางก็ไม่เคยต้องการให้อวี๋หนิงสิ้นใจอยู่ในสระ ทว่าความโล่งใจนั้นกลับเจือด้วยความขมฝาด เพราะแม้น้องสาวจะปลอดภัยแล้ว ก็ยังไม่มีผู้ใดคิดจะมาเปิดประตูปล่อยนางออกไปสักคน
กระทั่งยามเฉิน ประตูศาลบรรพชนจึงถูกผลักออก ฟางซื่อก้าวเข้ามาพร้อมซุนหมัวมัว ใบหน้าฮูหยินเยี่ยอิดโรยเพราะเฝ้าบุตรสาวคนรองมาตลอดคืน ทว่าสายตาที่ทอดมายังบุตรสาวคนโตกลับเย็นชายิ่งกว่าน้ำแข็งกลางหิมะ
"หนิงเอ๋อร์ฟื้นแล้ว"
"ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ"
"นางจำเหตุการณ์ได้ไม่ชัด บอกเพียงว่าพลาดตกลงไปเองและขอไม่ให้ลงโทษเจ้า" ฟางซื่อถอนหายใจ "น้องออกหน้าให้ถึงเพียงนี้ เจ้ายังไม่คิดจะไปขอโทษอีกหรือ"
ชิงหรานเงยหน้าขึ้นช้า ๆ "นางตกลงไปเอง เหตุใดข้าต้องขอโทษ"
"หากเจ้าไม่พูดจารุนแรง นางจะถอยจนพลาดได้อย่างไร"
"เช่นนั้นต่อไปหากลมพัดแรง ข้าคงต้องขอโทษแทนฟ้าด้วยกระมัง"
"เจ้า!" ฟางซื่อยกมือขึ้นสุดแขน หากเมื่อเห็นรอยช้ำเดิมบนแก้มบุตรสาว มือข้างนั้นก็ชะงักกลางอากาศ ก่อนลดลงข้างกายอย่างไร้เรี่ยวแรง "ชิงหราน เหตุใดเจ้าจึงดื้อรั้นนัก เพียงก้มศีรษะให้น้องสักครั้ง เรื่องทั้งหมดก็จบแล้ว"
ชิงหรานมองมารดานิ่ง
เรื่องทั้งหมดจะจบจริงหรือ
ตลอดยี่สิบสามปี นางก้มศีรษะมานับครั้งไม่ถ้วน ทว่าเมื่อเหตุหนึ่งผ่านไป อีกเหตุย่อมตามมาเสมอ สิ่งที่คนเหล่านี้ต้องการไม่ใช่คำขอโทษ หากเป็นการให้นางยอมรับว่าตนผิด ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร
"ข้าไม่ได้ทำ"
สี่คำเท่านั้น
สีหน้าของฟางซื่อพลันแข็งกระด้าง "เช่นนั้นก็คุกเข่าต่อไป!"
นางสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป ซุนหมัวมัวซึ่งตามอยู่ด้านหลังปรายตามองชิงหรานครั้งหนึ่ง มุมปากบิดเบี้ยวคล้ายยิ้มเยาะอยู่ลึก ๆ ก่อนประตูจะปิดลงอีกครา
ทว่าในยามอู่ เยี่ยเหล่าฟูเหรินกลับส่งคนมาปล่อยชิงหราน ไม่ใช่เพราะเชื่อว่านางบริสุทธิ์ หากเพราะอีกสามวันจะถึงวันเซ่นไหว้บรรพชนประจำเดือน จวนต้องเตรียมห้องบูชาและของมงคล ไม่มีผู้ใดคัดอักษรบทสวดได้งามเท่านาง
ชิงหรานออกจากศาลบรรพชนโดยไม่อาศัยมือใครประคอง ทุกก้าวที่ย่าง หัวเข่าราวกับจะแตกเป็นเสี่ยง ทว่านางกัดฟันไม่ยอมให้ผู้ใดเห็นความอ่อนแอ
เหลียนจือรีบเข้ามารับ "คุณหนู พวกเรากลับเรือนก่อนเถิดเจ้าค่ะ บ่าวเตรียมยาไว้แล้ว"
"ไปหอเซ่นไหว้"
"ท่านยังจะไปอีกหรือเจ้าคะ"
"หากบทสวดไม่เสร็จ ผู้ใดจะรับโทษแทนข้าเล่า"
หอเซ่นไหว้อยู่ทางตะวันออกของจวน ภายในประดิษฐานของล้ำค่าที่ใช้เฉพาะวันสำคัญ หนึ่งในนั้นคือคทาหรูอี้หยกขาวซึ่งฮ่องเต้องค์ก่อนพระราชทานแก่บรรพบุรุษสกุลเยี่ย หยกทั้งชิ้นขาวดุจน้ำนม แกะสลักเป็นเมฆมงคลเก้าชั้นซ้อนกันประณีต นับเป็นเกียรติยศที่คนสกุลเยี่ยหวงแหนยิ่งกว่าทองคำทั้งเรือน
เมื่อชิงหรานไปถึง พ่อบ้านกำลังตรวจนับสิ่งของ นางนั่งคัดบทสวดอยู่หลังฉากกั้นจนถึงเย็น ระหว่างนั้นอวี๋หนิงซึ่งควรพักรักษาตัวกลับเดินเข้ามาพร้อมซุนหมัวมัวและปี้เถา
ใบหน้าของน้องสาวยังซีดเซียว นางสวมเสื้อคลุมสีขาว ร่างบอบบางดูราวกับอาจปลิวไปตามลม
"พี่หญิง" อวี๋หนิงหยุดอยู่ข้างโต๊ะ "ท่านยังเจ็บเข่าอยู่หรือไม่เจ้าคะ"
ปลายพู่กันของชิงหรานไม่หยุด "หากเจ้ามาดูว่าข้ายังมีชีวิตหรือไม่ เวลานี้ก็เห็นแล้ว"
"ข้าเป็นห่วงท่านจริง ๆ"
"เก็บความห่วงใยไว้ดูแลตนเองเถิด คราวหน้าเห็นพื้นลื่นก็อย่าถอยหลัง"
นิ้วของอวี๋หนิงพลันกำชายแขนเสื้อ ซุนหมัวมัวรีบเอ่ย
"คุณหนูใหญ่ คุณหนูรองเพิ่งฟื้นก็รีบมาขอเหล่าฟูเหรินให้ปล่อยท่าน เหตุใดท่านยังกล่าววาจาใจร้ายเช่นนี้เจ้าคะ"
"ในเมื่อเจ้ารู้ว่าตนเป็นบ่าว ก็ควรรู้ด้วยว่าข้ากำลังพูดกับนายของเจ้า" ชิงหรานชายตาไปหา "สกุลเยี่ยไม่มีธรรมเนียมให้บ่าวสอดปากกระมัง"
ซุนหมัวมัวหน้าแดงสลับขาว รีบค้อมกาย "บ่าวล่วงเกินแล้วเจ้าค่ะ"
อวี๋หนิงดึงแขนพี่เลี้ยงไว้ "เป็นข้าที่ไม่ดีเอง พี่หญิงอย่าโกรธหมัวมัวเลยเจ้าค่ะ ข้าเพียงอยากมาขอโทษ หากเมื่อวานข้าไม่ชวนท่านไปที่สระ เรื่องคงไม่เกิด"
ครั้นกล่าวจบ นางก็วางกล่องยาทรงกลมลงบนโต๊ะ ก่อนพาคนจากไป
ชิงหรานไม่ได้เปิดกล่องนั้น กระทั่งคัดบทสวดเสร็จจึงลุกขึ้น ทว่าเข่าที่บวมช้ำทำให้ร่างโงนเงน มือของนางปัดถูกที่ฝนหมึกจนกลิ้งตกจากโต๊ะ
เหลียนจือรีบก้มเก็บ "คุณหนูพักสักครู่เถิดเจ้าค่ะ"
"กลับเรือน"
สองนายบ่าวออกจากหอเซ่นไหว้เป็นกลุ่มสุดท้าย โดยไม่รู้ว่าหลังเสาต้นใหญ่ เงาร่างหนึ่งค่อย ๆ ก้าวออกมา
