บทที่ 1 คนที่ยืนอยู่นอกวง 2
บทที่ 1 คนที่ยืนอยู่นอกวง 2
สองพี่น้องเดินไปตามทางหิน อวี๋หนิงบอกว่าอยากพูดกับพี่สาวตามลำพัง ซุนหมัวมัวจึงพาคนอื่นถอยห่างไปทันใด เมื่อพ้นสายตาคนในศาลา รอยยิ้มอ่อนหวานบนใบหน้าของธิดาคนรองก็ค่อย ๆ จางลงราวหมอกยามเช้าถูกแดดเผา
"พี่หญิงยังโกรธเรื่องปิ่นอยู่หรือเจ้าคะ"
"ปิ่นใด"
อวี๋หนิงแตะนกกระเต็นเหนือขมับเบา ๆ "ข้าไม่รู้ว่าท่านเคยเห็นมันที่หอร้อยสมบัติ หากรู้ว่าท่านชอบ ข้าคงไม่รับไว้"
ชิงหรานหัวเราะในลำคอเบา ๆ อย่างเยาะเย้ย "รับไปแล้วค่อยบอกว่าไม่อยากรับ คำพูดเช่นนี้มีประโยชน์อันใด"
"ข้าเพียงกลัวว่าพี่หญิงจะริษยาข้า"
ฝีเท้าของชิงหรานหยุดชะงัก เบื้องหน้าคือสะพานหินโค้งเหนือสระ ตะไคร่น้ำเกาะริมสะพานหนาเพราะฝนเมื่อคืน
"ใช่ ข้าริษยาเจ้า"
อวี๋หนิงหันกลับมา ดวงตาเบิกกว้างคล้ายไม่คิดว่าพี่สาวจะยอมรับตรง ๆ เช่นนี้
"ข้าริษยาที่ท่านแม่จำได้ว่าเจ้าไม่ชอบขนมหวาน ริษยาที่พี่ใหญ่เห็นของงามแล้วนึกถึงเจ้า ริษยาที่ต่อให้เจ้าทำถ้วยหล่นแตก ทุกคนยังถามว่ามือเจ้าบาดหรือไม่" ชิงหรานเอ่ย พลางกดความเจ็บซึ่งเสียดแทงกลางอกไว้ให้นิ่ง "ส่วนข้า ยืนถือยาอยู่ใต้ต้นไม้ครึ่งชั่วยาม พวกเขายังมองไม่เห็น"
ริมฝีปากของอวี๋หนิงยกขึ้นเพียงเล็กน้อย "ในเมื่อริษยา เหตุใดพี่หญิงไม่แย่งชิงเล่าเจ้าคะ"
น้ำเสียงนั้นยังอ่อนหวาน ทว่าไร้ความสั่นไหวแม้แต่น้อย ราวใบมีดที่ห่อด้วยผ้าไหม
ชิงหรานขมวดคิ้วแน่น "เจ้าหมายความว่าอย่างไร"
"ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ" อวี๋หนิงก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว "ข้าเพียงคิดว่า บางสิ่งหากไม่ยื่นมือแย่ง ก็ไม่มีวันเป็นของเรา"
ส้นรองเท้าปักมุกเหยียบลงบนตะไคร่น้ำพอดิบพอดี ร่างบอบบางพลันเอนออกนอกสะพาน
"อวี๋หนิง!"
ชิงหรานพุ่งตัวไปคว้า นางจับได้เพียงสายลูกปัดสีแดงตรงข้อมือน้อง เส้นไหมตึงจนบาดนิ้วเป็นรอย ก่อนขาดผึงกลางฝ่ามือ
เสียงน้ำแตกกระจายดังก้องกังวาน
"ช่วยด้วย! คุณหนูรองตกน้ำ!" เสียงซุนหมัวมัวดังแหลมมาจากอีกฟาก
ชิงหรานถอดเสื้อคลุมทิ้งแล้วกระโดดตามลงไปโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง น้ำในปลายฤดูใบไม้ผลิยังเย็นแทงลึกถึงกระดูก ชายกระโปรงชุ่มน้ำหนักอึ้งพันรอบขา หากแต่นางฝืนว่ายไปหาเงาร่างสีเหลืองซึ่งกำลังจมหาย
อวี๋หนิงเกาะไหล่พี่สาวแน่นจนเล็บจิกทะลุเนื้อผ้า ชิงหรานสำลักน้ำไปหนึ่งอึก ทว่ายังคงกัดฟันประคองน้องให้เงยหน้าพ้นน้ำ
"อย่าดิ้น! หากไม่อยากตายก็จับแขนข้าไว้ให้แน่น!"
บ่าวชายสองคนกระโดดลงมาช่วย ในที่สุดจึงพาทั้งคู่ขึ้นฝั่งได้สำเร็จ ชิงหรานคุกเข่าไอจนน้ำไหลออกจากปาก เส้นผมเปียกแนบแก้มซีดเผือด ร่างสั่นสะท้านไปทั้งตัว ทว่ายังไม่ทันสูดลมหายใจเต็มปอด ฝ่ามือหนึ่งก็ตบลงบนใบหน้านางอย่างแรง
เพียะ!
รสคาวเลือดแผ่ซ่านตรงมุมปาก
"หญิงชั่ว!" ฟางซื่อตัวสั่นเทา "เจ้ากล้าผลักน้องลงน้ำหรือ!"
"ท่านแม่เห็นหรือว่าข้าผลัก"
"บ่าวเห็นเจ้าค่ะ!" ซุนหมัวมัวกอดอวี๋หนิงซึ่งหมดสติไว้แน่น น้ำตาไหลพราก "บ่าวเห็นคุณหนูใหญ่ยื่นมือออกไป จากนั้นคุณหนูรองก็ตกลงมา หากบ่าวร้องช้ากว่านี้ คุณหนูรองคง..."
นางกล่าวไม่ทันจบก็ร่ำไห้โฮออกมา
เยี่ยหวยอันเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเขียวคล้ำน่าเกรงขาม "เมื่อครู่เจ้ายังกล่าวว่าไม่พอใจน้อง บัดนี้มีสิ่งใดจะแก้ตัวอีก"
"ข้ากระโดดลงไปช่วยนาง"
"เพราะเจ้ากลัวความผิดต่างหาก!" จิ่งไหวถอดเสื้อคลุมห่อร่างอวี๋หนิงไว้อย่างทะนุถนอม ก่อนหันมามองพี่สาวด้วยแววตาเย็นเยียบราวน้ำแข็ง "ต่อให้เจ้าไม่ชอบน้องเพียงใด นางก็เป็นสายเลือดเดียวกับเจ้า เหตุใดจิตใจจึงอำมหิตถึงเพียงนี้"
คำว่า อำมหิต เบากว่าฝ่ามือของมารดา ทว่ากลับกรีดลึกกว่าฝ่ามือนั้นเป็นสิบเท่า
ชิงหรานกำลูกปัดเปื้อนเลือดไว้แน่น นางอยากถามว่าเหตุใดอวี๋หนิงจึงถอยหลังทั้งที่เห็นตะไคร่น้ำอยู่ตรงหน้า เหตุใดซุนหมัวมัวซึ่งอยู่ไกลลิบจึงเห็นมือนางได้ชัดเจนถึงเพียงนั้น
ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้น สิ่งที่พบมีเพียงสายตาตัดสินโทษที่พร้อมใจกันเหมือนนัดหมาย
ไม่มีผู้ใดรอคำตอบ
"พาอวี๋หนิงกลับเรือน เรียกหมอเดี๋ยวนี้" เยี่ยหวยอันออกคำสั่งเสียงหนัก "ส่วนเจ้า ไปคุกเข่าในศาลบรรพชน หากน้องเป็นอันใดไป ข้าจะถือเสียว่าไม่เคยมีบุตรสาวเช่นเจ้า!"
ทุกคนจากไปพร้อมอวี๋หนิงจนหมดสิ้น เหลียนจือวิ่งกลับมาพร้อมถาดยา ครั้นเห็นรอยนิ้วมือแดงช้ำบนแก้มผู้เป็นนาย น้ำตาก็ไหลพรากทันที
"คุณหนู..."
ชิงหรานมองถ้วยยาซึ่งมีไอร้อนลอยขึ้นบาง ๆ เป็นครั้งสุดท้าย "เททิ้งเสีย"
"แต่ท่านต้มอยู่สองชั่วยามนะเจ้าคะ"
"ไม่มีผู้ใดต้องการแล้ว"
นางคลายมือลงช้า ๆ เม็ดปะการังสีแดงร่วงกระทบพื้นหินทีละเม็ดดังกังวาน
ชิงหรานเคยถามตนเองนับครั้งไม่ถ้วนว่าเหตุใดไม่มีผู้ใดรักนางเยี่ยงที่รักอวี๋หนิง เวลานี้นางได้คำตอบแล้วอย่างแจ่มชัด ในสายตาของคนสกุลเยี่ย น้องสาวคือดาวนำโชคซึ่งต้องทะนุถนอมไว้สุดหัวใจ ส่วนนางเป็นเพียงเงาดำที่สมควรถูกเหยียบให้จมหายไปใต้แสงนั้นตลอดกาล
ใช่ ข้าริษยานาง
ข้าเกลียดนาง
ทว่าครั้งนี้...ข้าไม่ได้ผลัก
หลังม่านเตียงในเรือนหนิงเซียง อวี๋หนิงซึ่งทุกคนเข้าใจว่ายังไม่ได้สติ ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นท่ามกลางเสียงร่ำไห้ของมารดาโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้
ใต้ผ้าห่ม นิ้วมือขาวซีดของนางลูบรอยแดงตรงข้อมือเบา ๆ ราวกำลังชื่นชมผลงานตน
สายลูกปัดเส้นนั้นขาดแล้ว
ทว่าหมากตัวแรกเพิ่งเดินเท่านั้น
