บทที่ 1 คนที่ยืนอยู่นอกวง 1
บทที่ 1 คนที่ยืนอยู่นอกวง 1
ปลายฤดูใบไม้ผลิ รัชศกเทียนอันปีที่สิบแปด สายลมอุ่นพัดโชยผ่านนครหลวงต้าจิ่งอย่างเอื่อยเฉื่อย พากลีบดอกไห่ถังหลายกลีบปลิวข้ามกำแพงจวนสกุลเยี่ย ล่องลอยเป็นสายเหนือผิวน้ำ ก่อนร่วงหล่นลงบนสระมรกตราวกับหิมะสีชมพูโปรยปราย ทว่าใต้ความงดงามนั้น กลับแฝงกลิ่นอายเยือกเย็นราวลมหนาวที่ยังไม่จางหายไปจากปลายฤดู
ภายในศาลารับลม เสียงหัวเราะกังวานประสานเสียงพิณอย่างครึกครื้น บ่าวไพร่ยกน้ำชาเข้าออกไม่ขาดสาย ทุกคู่สายตาล้วนห้อมล้อมเยี่ยอวี๋หนิง ธิดาคนรองของจวน ประหนึ่งนางเป็นดวงตะวันเพียงดวงเดียวบนฟ้า ส่วนคนรอบข้างล้วนเป็นเพียงหมู่ดาวที่รอเปล่งแสงสะท้อนจากนาง
อวี๋หนิงสวมอาภรณ์ไหมสีเหลืองอ่อนดุจปีกผีเสื้อ ใบหน้าขาวผ่องดูบอบบางดั่งดอกสาลี่ต้องหยาดฝน เพียงนางเอ่ยลอย ๆ ว่าขนมหวานไป ฟางซื่อก็รีบเลื่อนจานอื่นมาประเคนโดยไม่ทันคิด ครั้นเยี่ยจิ่งไหวนำปิ่นทองรูปนกกระเต็นออกจากกล่องไม้ เสียงชื่นชมก็ดังกึกก้องขึ้นทั่วศาลาราวคลื่นซัดฝั่ง
"พี่ใหญ่ ของล้ำค่าเช่นนี้ ข้ารับไว้ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ" อวี๋หนิงเอ่ยพลางลดสายตาลงอย่างถ่อมตัว ทว่ายังคงนั่งนิ่งให้พี่ชายปักปิ่นเหนือขมับโดยไม่ขยับหนี
"เพียงเจ้ายิ้มได้ก็ไม่ถือว่าล้ำค่า" จิ่งไหวตอบพลางยิ้มตามใบหน้าน้องสาวอย่างเอ็นดู
เยี่ยเหล่าฟูเหรินพยักหน้าอย่างพึงใจ ดวงตาเหี่ยวย่นเปล่งประกายปลื้มปีติ "น้องสาวของเจ้าเป็นดาวนำโชคของสกุล ย่อมควรได้รับสิ่งดีที่สุด"
คำว่า ดาวนำโชค หลุดจากปากคนสกุลเยี่ยอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับเป็นอีกชื่อหนึ่งของอวี๋หนิงที่ฝังรากลึกจนไม่มีผู้ใดกล้าคิดสงสัย
ห่างออกไปใต้ร่มเงาต้นไห่ถังต้นเดียวกัน เยี่ยชิงหรานยืนถือถาดยาอยู่เพียงลำพัง ราวกับเป็นอีกโลกหนึ่งที่ไม่มีผู้ใดล่วงล้ำเข้าไปถึง
อาภรณ์สีเขียวเข้มทำให้ร่างนางกลืนหายไปกับเงาไม้ ดวงตาหงส์ซึ่งปลายหางตาเชิดขึ้นเล็กน้อยยิ่งขับให้ใบหน้าเย็นชาราวน้ำแข็ง นางมาตั้งแต่น้ำชาแรกยังไม่ทันถูกยกขึ้นโต๊ะ เพราะเมื่อเช้าเหล่าฟูเหรินไอสะท้อนหลายครั้ง นางจึงลุกขึ้นต้มยาด้วยมือตนเองส่งตามเวลาที่หมอสั่งไว้
ทว่าผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม กลับไม่มีแม้สายตาเดียวเหลียวมองมาทางนาง
"คุณหนูใหญ่ ให้บ่าวนำยาเข้าไปเถิดเจ้าค่ะ" เหลียนจือกระซิบพลางชะเง้อมองเข้าไปในศาลา "หากช้ากว่านี้ ยาจะเย็นเสียหมด"
ชิงหรานเหลือบมองเก้าอี้รอบโต๊ะ ทุกตัวล้วนมีเจ้าของ แม้แต่ที่ข้างเสายังวางพิณของอวี๋หนิงไว้แทนตัวคน
ตรงนั้นไม่มีที่ของนาง
"เอากลับไปอุ่นใหม่"
"แต่คุณหนูต้มเองตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง..."
"แล้วอย่างไร เจ้ากลัวฟืนในจวนจะหมดหรือ"
เหลียนจือเม้มปากแน่น นางรู้ว่าผู้เป็นนายไม่ได้โกรธตน เพียงไม่ต้องการก้าวเข้าไปให้ผู้คนมองด้วยสายตารำคาญเท่านั้น
นับแต่อวี๋หนิงถือกำเนิด นักพรตพเนจรผู้หนึ่งเคยทำนายไว้ว่านางมีดาวมงคลคุ้มครอง หากเลี้ยงดูอย่างดีจะนำความรุ่งเรืองมาสู่ทั้งตระกูล ทว่าหากผู้ใดทำให้นางเจ็บช้ำ หายนะจะถาโถมเข้าเยือนคนทั้งจวนโดยไม่ไว้หน้า ต่อมากิจการสกุลเยี่ยรุ่งเรืองดุจดอกไม้บาน บิดาได้เลื่อนตำแหน่ง กระทั่งโรคเก่าของเหล่าฟูเหรินยังทุเลาลง ผู้คนจึงยิ่งปักใจเชื่อคำทำนายนั้นราวกับเป็นสัจธรรม
ส่วนชิงหรานถือกำเนิดในคืนพายุกล้า มารดาตกเลือดจนหมดสติ เรือนเก็บสินค้าถูกฟ้าผ่าจนไหม้ไปครึ่งหลัง แม้ไม่มีผู้ใดกล้าเรียกนางว่าตัวกาลกิณีตรง ๆ ทว่าสายตาที่มองมาก็บอกความหมายไม่ต่างกันเลยสักนิด
ผู้หนึ่งเป็นดาวนำโชค
อีกผู้หนึ่งย่อมเป็นเงาที่บดบังแสง
"พี่หญิงใหญ่" อวี๋หนิงโบกมือเรียกเสียงใส "มายืนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อใดเจ้าคะ"
สายตาทุกคู่จึงเคลื่อนมาจับจ้องชิงหรานพร้อมกัน ฟางซื่อเห็นถาดยาแล้วพลันขมวดคิ้วแน่น
"เหตุใดไม่ยกยาเข้ามา ปล่อยให้ย่าของเจ้ารอได้อย่างไร"
"ท่านแม่กำลังป้อนขนมน้องรอง ข้าไม่กล้ารบกวน"
ถ้อยคำฟังดูนอบน้อม ทว่าความหมายกลับแฝงหนามซ่อนเงื่อน ฟางซื่อจึงตำหนินางว่าชอบทำหน้าเย็นชา ราวกับครอบครัวจงใจละเลยนางง
อวี๋หนิงรีบลุกมาคล้องแขนพี่สาวไว้แน่น "ท่านแม่อย่าโกรธเลยเจ้าค่ะ พี่หญิงคงยังไม่คุ้นกับคนมาก ข้าจะไปดูดอกบัวพอดี พี่หญิงเดินเป็นเพื่อนข้าได้หรือไม่"
ชิงหรานก้มมองมือขาวที่เกาะแขนตนแน่น ความรู้สึกขมฝาดแล่นผ่านกลางอกดุจกลืนน้ำดี
นางริษยาเยี่ยอวี๋หนิงจริง
ริษยาที่น้องสาวเพียงยิ้ม ทุกคนก็พร้อมยกของล้ำค่ามาวางตรงหน้า ริษยาที่อีกฝ่ายล้มเพียงครั้งเดียวจะมีคนนับสิบวิ่งเข้าประคอง ขณะที่นางต่อให้มีเลือดไหลเต็มฝ่ามือ ก็ยังถูกถามก่อนว่าไปทำสิ่งใดผิดมาจนสมควรแก่กรรม
กระนั้นความริษยาก็เป็นเพียงความริษยา
มันยังไม่เคยเปลี่ยนมือของนางให้กลายเป็นมือสังหาร
"หากข้าไม่ไป เจ้าคงร้องไห้อีกกระมัง" ชิงหรานกล่าวเสียงเย็น
อวี๋หนิงก้มหน้าลงทันที "หากพี่หญิงไม่อยากไป ข้าย่อมไม่บังคับเจ้าค่ะ"
"ชิงหราน!" ฟางซื่อตวาดลั่น "น้องเพียงชวนเจ้าเดินเล่น เหตุใดต้องพูดจาทิ่มแทงนางเช่นนี้"
"ข้าจะไป" ชิงหรานดึงแขนออกจากมือมารดา "เท่านี้คงพอแล้วกระมัง"
