ตอนที่ 9 คืนสีเลือดที่เซนาโด
ตอนที่ 9 คืนสีเลือดที่เซนาโด
จัตุรัสเซนาโด ในยามค่ำคืนนี้ถูกเนรมิตให้กลายเป็นวิหารแห่งแสงสีเพื่อเฉลิมฉลองวันชาติโปรตุเกส พื้นถนนที่ปูด้วยหินโมเสกเป็นลวดลายคลื่นสีขาวดำอันเป็นเอกลักษณ์สะท้อนแสงไฟจากโคมไฟระย้าที่สั่งทำพิเศษ กลิ่นอายของความรุ่งโรจน์ในอดีตยังคงอบอวลอยู่ท่ามกลางตึกรามบ้านช่องสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิกสีพาสเทล ทว่าภายใต้รอยยิ้มและการชนแก้วแชมเปญของเหล่าขุนนางและเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพล มาเก๊าในปี 1993 กลับซ่อนคมมีดไว้ในทุกย่างก้าว
ไป๋หลิง ก้าวลงจากรถลิมูซีนสีดำในชุดราตรีผ้าไหมสั่งตัดพิเศษสีมุกที่เลื่อมพรายยามต้องแสงจันทร์ ทรงผมปัดข้างรวบตึงเผยให้เห็นลำคอระหงและต่างหูเพชรน้ำงามที่ส่องประกายเย็นเยียบ เธอไม่ได้มาในฐานะดีลเลอร์อีกต่อไป แต่มาในฐานะผู้บริหารหญิงดาวรุ่ง แห่งลิสบัวที่กุมอำนาจการเงินลึกลับ ที่กำลังสั่นสะเทือนวงการ
ทว่าทันทีที่เท้าของเธอแตะพื้นจัตุรัส สายตาดูแคลนจากกลุ่มสตรีผู้สูงศักดิ์ชาวโปรตุเกสและภรรยาของเหล่านายธนาคารก็พุ่งตรงมายังเธอเหมือนลูกศรอาบยาพิษ
"ดูนั่นสิ... ดอกไม้ริมทางที่พยายามชูคอในแจกันทองคำ"
เสียงซุบซิบภาษาโปรตุเกสลอยมาตามลม ไป๋หลิงแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินแต่ในใจกลับบันทึกใบหน้าเหล่านั้นไว้ในบัญชีดำอย่างเงียบเชียบ
ภายในโถงจัดเลี้ยงที่ประดับประดาด้วยดอกลิลลี่สีขาว ไป๋หลิงยืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของชายในชุดทักซิโด้ที่พยายามจะเข้ามาสนทนาเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเงิน เธอตอบโต้ด้วยรอยยิ้มที่ฝึกฝนมาอย่างดีและการใช้ความหมายแฝงซ่อนอยู่ภายใต้คำพูดที่เฉียบคม
"ค่าเงินปาตากาช่วงนี้ดูจะอ่อนไหวเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเลยนะคะคุณนายกเทศมนตรี"
เธอเอ่ยพลางจิบไวน์ขาวเบาๆ
"มันเป็นแค่ช่วงปรับฐานน่ะคุณไป๋ อย่ากังวลไปเลย มาเก๊ายังปลอดภัยอยู่ในมือของพวกเรา"
นายกเทศมนตรีวัยชราตอบพร้อมรอยยิ้มที่ปิดบังความกังวลเรื่องการถอนทุนไม่อยู่
ในขณะที่บทสนทนาดูราบรื่น ไป๋หลิงเริ่มเปิดสัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่เธอฝึกฝนมาจากการนับไพ่และสังเกตคน สายตาของเธอไม่ได้จับจ้องที่คู่สนทนาเท่านั้น แต่เธอกวาดมองไปรอบๆ โถงเหมือนเรดาร์
“พนักงานเสิร์ฟคนนั้น...”
ไป๋หลิงวิเคราะห์ในใจ
ห่างออกไปห้าเมตร พนักงานเสิร์ฟชายคนหนึ่งกำลังประคองถาดเครื่องดื่มเดินวนเวียนอยู่รอบตัวเธอ แวบแรกเขาดูเหมือนพนักงานทั่วไป แต่อาการขยับของกล้ามเนื้อใบหน้าเพียงเสี้ยววินาทีเมื่อเขามองมาที่เธอ กลับเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นที่ปิดไม่มิด ปีกจมูกของเขาขยับเล็กน้อย จังหวะการหายใจสั้นและถี่ และที่สำคัญที่สุด... นิ้วมือที่ถือถาดมีรอยสั่นเทาเล็กน้อยอันเกิดจากอะดรีนาลีนที่พุ่งพล่าน ไม่ใช่ความตื่นเต้นของคนทำงาน แต่เป็นสัญชาตญาณของนักล่าที่กำลังจะลงมือ
“เขากำลังมองหาจังหวะ... มุมอับกล้องวงจรปิด และทางหนีทีไล่”
ไป๋หลิงสรุป เธอรู้ทันทีว่านี่คือมือสังหารที่ถูกจ้างมาเพื่อเชือดหงส์ ต่อหน้าสาธารณชน เพื่อส่งสัญญาณถึงใครบางคนที่พยายามขัดขวางขั้วอำนาจเก่า
แทนที่จะตะโกนขอความช่วยเหลือ ซึ่งอาจทำให้มือสังหารตัดสินใจลงมือทันทีในฝูงชน ไป๋หลิงเลือกที่จะเป็นคนคุมเกม เธอจงใจเอียงแก้วไวน์ในมือเล็กน้อยจนน้ำสีอำพันหกใส่ชุดราตรีราคาแพงของตัวเอง
"ตายจริง... ฉันนี่ซุ่มซ่ามเหลือเกิน"
เธออุทานเบาๆ พอให้คนข้างๆ ได้ยิน
"ขอตัวไปที่ห้องรับรองซักครู่นะคะ"
เธอเดินก้าวฉับๆ ออกจากโถงจัดเลี้ยงมุ่งหน้าไปยังทางเดินที่นำไปสู่ห้องน้ำระดับ VIP ซึ่งเป็นมุมที่ค่อนข้างเงียบสงัด เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะที่เธอจงใจเร่งให้เร็วขึ้นเพื่อกระตุ้นให้ผู้ตามล่าเผยตัว
ทันทีที่เข้าสู่ห้องน้ำที่กว้างขวางและประดับด้วยกระจกเงารอบด้าน เธอรีบล็อคประตูใหญ่ด้านหน้าและใช้สายตาสำรวจอาวุธรอบตัว
“กระจก... สเปรย์ฉีดผม... และน้ำยาล้างห้องน้ำที่มีส่วนผสมของแอมโมเนีย”
สมองระดับอัจฉริยะคณิตศาสตร์ของเธอจำลองสถานการณ์ทางเคมีและฟิสิกส์ทันที
เธอแกล้งเปิดน้ำทิ้งไว้เพื่อให้เกิดเสียงรบกวน ขณะเดียวกันก็ดึงกระจกเงาบานเล็กจากโต๊ะเครื่องแป้งมาวางทำมุม 45 องศากับประตู เพื่อให้เธอมองเห็นใครก็ตามที่เดินเข้ามาได้โดยไม่ต้องโผล่หน้าไปมอง เธอเทน้ำยาล้างหน้าที่มีส่วนผสมของน้ำมันลงบนพื้นหน้าประตูจนลื่นปรื๊ด
แกร๊ก!
เสียงสะเดาะกลอนประตูเบาๆ ดังขึ้น มือสังหารคนเดิมก้าวเข้ามาในห้อง เขาทิ้งคราบพนักงานเสิร์ฟผู้สุภาพออกไป ในมือถือมีดพกสั้นที่ใบมีดถูกรมดำเพื่อไม่ให้สะท้อนแสง
"คุณไป๋... ถึงเวลาปิดบัญชีแล้วครับ"
เขากระซิบด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เขาก้าวเข้ามาด้วยความเร็ว ทว่าเท้าของเขากลับเสียหลักบนพื้นน้ำมันที่ไป๋หลิงเทไว้ ในจังหวะที่เขากำลังจะทรงตัว ไป๋หลิงที่ซุ่มอยู่หลังเสาก็ฉีดสเปรย์ฉีดผมชุดใหญ่เข้าที่ใบหน้าของเขาตามด้วยการขว้างขวดน้ำหอมแก้วหนาเข้าใส่หน้าผากอย่างแม่นยำ
"อั๊ก!"
มือสังหารคำรามด้วยความเจ็บปวด ดวงตาที่พร่ามัวจากการถูกสารเคมีทำให้เขาแกว่งมีดไปมาอย่างไร้ทิศทาง
ไป๋หลิงหลบหลังเคาน์เตอร์หินอ่อน หัวใจของเธอเต้นรัวเป็นจังหวะ 140 ครั้งต่อนาที แต่สมองยังคงเย็นเยียบ
“อีก 10 วินาที เขาจะตั้งสติได้... ฉันต้องทำให้เขาหยุดชะงักนานกว่านี้”
ก่อนที่มือสังหารจะเข้าถึงตัวไป๋หลิง ประตูห้องน้ำก็ถูกกระแทกออกอย่างแรงจนบานพับเกือบหลุด เงาร่างสูงใหญ่ที่คุ้นเคยพุ่งเข้ามาเหมือนพยัคฆ์ร้าย เจิ้งเหยียน นั่นเอง เขาไม่ได้มาในชุดสูทสีดำปกติ แต่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ปลดกระดุมบนออกเผยให้เห็นแผลเป็นที่พาดผ่านลำตัว
การปะทะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง เจิ้งเหยียนคว้าข้อมือที่ถือมีดของมือสังหารไว้ได้ก่อนจะบิดจนกระดูกลั่นกร๊อบ แต่อีกฝ่ายก็ไม่ใช่กระจอก เขาใช้เท้าถีบเข้าที่ยอดอกของเจิ้งเหยียนจนเซไปชนกับขอบอ่างล้างหน้า มีดพกอีกล่มที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของมือสังหารตวัดผ่านสีข้างของเจิ้งเหยียนจนเลือดสีแดงสดซึมผ่านเสื้อเชิ้ตสีขาวทันที
"เจิ้งเหยียน!"
ไป๋หลิงตะโกนด้วยความตกใจ
เจิ้งเหยียนไม่แม้แต่จะร้องออกมา เขาใช้จังหวะที่มือสังหารตายใจพุ่งเข้าประชิดแล้วใช้ศอกกระแทกเข้าที่ลูกกระเดือกตามด้วยการหักคออย่างเด็ดขาดจนร่างของมือสังหารทรุดลงกับพื้นสิ้นใจทันที
ความเงียบกลับมาปกคลุมห้องน้ำอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจของทั้งคู่ เจิ้งเหยียนกุมสีข้างที่มีเลือดไหลนอง เขามองไปที่ไป๋หลิงด้วยดวงตาข้างเดียวที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและความดุดัน
"เธอนี่มัน... หาเรื่องใส่ตัวได้ทุกที่จริงๆ"
เขาเค้นเสียงพูดพร้อมรอยยิ้มเบาๆ
"คุณนั่นแหละ... มาช้าไปสามวินาทีนะคะ"
ไป๋หลิงตอบ แม้ปากจะเก่งแต่ขาทั้งสองข้างของเธอกลับสั่นเทา เธอรีบเข้าไปประคองเขา
"ทางออกลับอยู่ทางไหน? เราต้องรีบไปก่อนที่ตำรวจโปรตุเกสจะมา"
รถโรลส์-รอยซ์ส่วนตัวของเจิ้งเหยียนแล่นทะยานไปตามถนนเลียบชายหาดที่เงียบสงัด มุ่งหน้าไปยังรังลับย่านโคโลอาน ภายในรถที่ปิดม่านสนิท ไป๋หลิงกำลังใช้กล่องปฐมพยาบาลจัดการกับบาดแผลที่สีข้างของเจิ้งเหยียน
แสงไฟวับแวมจากเสาไฟฟ้าข้างทางลอดผ่านช่องม่านเข้ามาเป็นระยะ เผยให้เห็นใบหน้าที่แสดงถึงความเจ็บปวดของมังกรตาเดียวที่พยายามเก็บอาการ ไป๋หลิงใช้ผ้าก๊อซชุบแอลกอฮอล์กดลงบนแผล มือของเธอสั่นเล็กน้อยเมื่อสัมผัสกับผิวเนื้อที่ร้อนรุ่มของเขา
"เจ็บหน่อยนะคะ..."
เธอกระซิบ น้ำเสียงเปลี่ยนจากราชินีผู้แข็งกร้าวมาเป็นหญิงสาวที่มีความเปราะบาง
"แผลแค่นี้... เทียบกับสิ่งที่ฉันเคยเจอมามันไม่ได้ครึ่งหรอก"
เจิ้งเหยียนตอบ สายตาของเขาจ้องมองใบหน้าของไป๋หลิงที่อยู่ห่างไปเพียงไม่กี่นิ้ว
"ทำไมเธอถึงไม่หนีออกไปตอนที่มีโอกาส? ทำไมถึงสร้างกับดักรอสู้กับมัน?"
ไป๋หลิงชะงักมือ
"เพราะถ้าฉันหนี... มันก็จะตามล่าฉันไปเรื่อยๆ ในโลกของฉัน ไม่มีที่ว่างให้กับการวิ่งหนี มีแต่การเผชิญหน้าและบดขยี้มันให้จมดินเท่านั้น"
เจิ้งเหยียนเอื้อมมือหนาที่หยาบกร้านมาจับมือที่สั่นเทาของเธอไว้
"เธอมันบ้าอำนาจ... และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ฉันวางตาจากเธอไม่ได้"
บรรยากาศในรถเริ่มเปลี่ยนไป ความใกล้ชิดและความเปราะบางท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดและน้ำหอมราคาแพงทำให้กำแพงที่ทั้งคู่สร้างขึ้นเริ่มสั่นคลอน ไป๋หลิงมองเข้าไปในดวงตาข้างเดียวของเขา เธอเห็นเงาสะท้อนของตัวเอง ผู้หญิงที่ทะเยอทะยานจนเกือบจะเสียชีวิต และชายที่พร้อมจะตายเพื่อความทะเยอทะยานของเธอ
"อย่าบาดเจ็บเพราะฉันอีกเลยนะคะคุณเจิ้ง"
ไป๋หลิงเอ่ยเบาๆ
"เพราะถ้าไม่มีคุณ... กติกาใหม่ของเมืองที่ฉันฝันไว้ มันคงไม่มีความหมาย"
เจิ้งเหยียนไม่ได้ตอบ แต่เขากระชับมือของเธอแน่นขึ้น รถยังคงแล่นต่อไปในความมืด ทิ้งความวุ่นวายที่จัตุรัสเซนาโดไว้เบื้องหลัง คืนสีเลือดนี้ไม่ได้พรากชีวิตของไป๋หลิงไป แต่มันกลับตอกย้ำว่า บนเส้นทางสู่บัลลังก์ราชินีเดิมพัน เธอไม่ได้เดินอย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป ทว่าศัตรูที่มองไม่เห็นยังคงซุ่มอยู่ในเงามืด และพวกมันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น
