ตอนที่ 5 เจิ้งเหยียน
ตอนที่ 5 เจิ้งเหยียน
สายฝนยามค่ำคืนในมาเก๊ายังคงทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ หยดน้ำพร่างพรมลงบนหลังคากระจกของกาสิโนลิสบัว เกิดเป็นเสียงกระทบเบา ๆ ที่ถูกกลบด้วยเสียงเพลงแจ๊สบรรเลงเอื่อยเฉื่อยภายในโถง VIP ระดับ Gold บรรยากาศรอบโต๊ะบาคาร่าเบอร์ 9 ในคืนนี้ผิดแผกไปจากทุกวัน ไม่มีเสียงโห่ร้องของนักพนันขาจร ไม่มีเสียงถกเถียงเรื่องสูตรเดินเงิน มีเพียงความเงียบงันที่กดทับจนพนักงานเสิร์ฟแทบไม่กล้าเดินผ่าน
ไป๋หลิง ยืนอยู่หลังขอบโต๊ะกำมะหยี่สีเขียว มือเรียวสวยวางพักอยู่บนขอบโต๊ะอย่างสงบนิ่ง เธอในชุดกี่เพ้าสีแดงปักลายหงส์ทองคำดูเหมือนรูปปั้นที่สลักจากหยกขาวภายใต้แสงไฟส้มสลัว ทว่าดวงตาของเธอกลับวาวโรจน์ด้วยสมาธิขั้นสูงสุด เมื่อแขก ที่นั่งอยู่ตรงหน้าคือบุคคลที่สั่นสะเทือนคาบสมุทรมาเก๊าเพียงแค่การขยับตัว
เจิ้งเหยียน นั่งพิงพนักเก้าอี้หลวม ๆ ท่าทางดูผ่อนคลายแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่คุกคาม สูทสีดำเนื้อดีขับเน้นบุคลิกอันตราย ผ้าคาดตาข้างซ้ายสีดำสนิทไม่ได้ทำให้เขาดูพิการ แต่มันกลับทำให้ดวงตาข้างขวาที่เหลืออยู่ดูคมปลาบราวกับมีชีวิตเพียงเพื่อจะจ้องมองหาจุดตายของศัตรู
"เงินสดหนึ่งล้านปาตากา..."
เจิ้งเหยียนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำและนิ่งลึก เขาพยักหน้าให้ลูกน้องวางปึกธนบัตรใหม่เอี่ยมลงบนโต๊ะพนัน
"ลงที่ฝั่งเจ้ามือ (Banker) ทั้งหมดในตาเดียว"
เสียงสูดหายใจเฮือกใหญ่ดังมาจากอาฉีที่ยืนคุมอยู่ด้านหลังไป๋หลิง การวางเดิมพันหนึ่งล้านในตาเดียวนั้นไม่ใช่เรื่องปกติ แม้แต่ในห้อง VIP ระดับนี้ แต่นี่คือเจิ้งเหยียน มังกรตาเดียวผู้ไม่เคยเดินตามกฎของใคร
ไป๋หลิงจ้องมองกองเงินนั้นก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นสบกับดวงตาของเจิ้งเหยียน เธอไม่ได้แสดงท่าทีตระหนกแม้เพียงนิด
"ใจถึงมากค่ะคุณเจิ้ง แต่ในบาคาร่า... ดวงไม่ได้เข้าข้างคนที่กล้าเสมอไปนะคะ"
"ฉันไม่ได้มาหาดวง"
เจิ้งเหยียนยิ้มบางที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ชวนให้เสียวสันหลัง
"ฉันมาหาคำตอบ"
มือเรียวของไป๋หลิงเริ่มขยับ เธอเปิดชูไพ่ (Shoe) ออกมาอย่างแผ่วเบา เสียงกรีดไพ่ในความเงียบนั้นชัดเจนจนเหมือนเสียงคมมีดที่กรีดผ่านอากาศ เธอจ่ายไพ่ใบแรกให้ฝั่งผู้เล่น (Player) และใบที่สองให้ฝั่งเจ้ามือ (Banker) ของเขา
ในสมองของไป๋หลิง กราฟความน่าจะเป็นเริ่มทำงานทันที
[ไพ่ในชูนี้เหลือแต้มหน้า 10 อยู่ประมาณ 30% แต้มกลาง 4-5-6 เหลืออยู่ 40%... การที่เขาลงฝั่งเจ้ามือในจังหวะนี้ตามสถิติคือ 'เสียเปรียบ' เล็กน้อย ไป๋หลิงวิเคราะห์ เขาจงใจแทงฝั่งที่เสียเปรียบ... เพื่ออะไร?]
"หงายไพ่ค่ะ"
เธอเอ่ยเสียงเรียบ
ฝั่งผู้เล่นหงายออกมาได้ 7 แต้ม ส่วนฝั่งเจ้ามือของเจิ้งเหยียนหงายออกมาได้เพียง 2 แต้ม ตามกฎเขาต้องจั่วไพ่ใบที่สาม
เจิ้งเหยียนไม่ได้มองไพ่ใบที่สามที่ไป๋หลิงกำลังจะจ่ายให้เขา แต่มือหนาของเขากลับเลื่อนมาวางบนโต๊ะพนัน นิ้วเรียวยาวแข็งแรงนั่นแตะลงบนพื้นโต๊ะใกล้กับมือของเธอ ความร้อนจากร่างกายของเขาสื่อผ่านพื้นโต๊ะมาถึงปลายนิ้วของเธอเล็กน้อย
"จั่วสิ..."
เขากระซิบ
ดวงตาข้างเดียวจ้องเขม็งที่ใบหน้าของเธอ ราวกับจะจับผิดแม้แต่การขยับของรูขุมขน
ไป๋หลิงจ่ายไพ่ใบที่สามด้วยความนิ่งที่เหลือเชื่อ ไพ่ใบนั้นคือ 6
7 แต้ม (ผู้เล่น) ปะทะ 8 แต้ม (เจ้ามือ)
"เจ้ามือชนะค่ะ"
ไป๋หลิงประกาศเสียงนิ่ง
"ยินดีด้วยนะคะคุณเจิ้ง ตาแรกคุณก็ได้กำไรหนึ่งล้าน"
เจิ้งเหยียนหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ แต่เขากลับไม่ได้หยิบชิปหรือเงินรางวัลกลับไป เขากลับผลักเงินทั้งหมด ทั้งทุนและกำไรรวมสองล้าน ไปที่ฝั่งผู้เล่น (Player) สวนทางกับตาแรกทันที
"ตานี้... ฉันจะลงฝั่งที่เธอ ไม่อยากให้ฉันลง"
เจิ้งเหยียนกล่าว พร้อมกับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของไป๋หลิง
นี่คือการเล่นสงครามประสาท เจิ้งเหยียนไม่ได้เล่นพนันกับไพ่ แต่เขากำลังเล่นกับดีลเลอร์ เขาพยายามทดสอบว่าไป๋หลิงจะมีความกดดันทางอารมณ์จนเผยพฤติกรรมบางอย่างออกมาหรือไม่ เช่น การกะพริบตาถี่ขึ้น หรือจังหวะการหายใจที่เปลี่ยนไป ซึ่งดีลเลอร์ส่วนใหญ่มักจะเผลอแสดงออกมาเมื่อต้องคุมโต๊ะที่มีเงินเดิมพันสูงลิ่ว
[เขาไม่ได้อยากได้เงิน... ไป๋หลิงวิเคราะห์ในใจ เขากำลังทำ Stress Test กับระบบประสาทของฉัน เขาอยากรู้ว่าฉันมี 'ขีดจำกัด' อยู่ตรงไหน หรือฉันกุมความลับอะไรของกาสิโนไว้หรือเปล่า]
ไป๋หลิงสูดลมหายใจลึก กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ที่แฝงด้วยกลิ่นยาสูบของเจิ้งเหยียนลอยมาปะทะจมูก มันเป็นกลิ่นของอำนาจและการทำลายล้าง เธอเริ่มแจกไพ่ด้วยจังหวะที่ จงใจให้ช้าลงกว่าเดิม
"คุณเจิ้งทราบไหมคะ..."
เธอเริ่มชวนคุยขณะกรีดไพ่
"ในโลกของคณิตศาสตร์ ไม่มีคำว่า 'ไม่อยากให้เป็น' มีเพียงคำว่า 'เป็นไปได้' กับ 'เป็นไปไม่ได้' เท่านั้น"
"งั้นเหรอ?"
เจิ้งเหยียนเลิกคิ้ว
"แล้วความเป็นไปได้ที่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ จากบ่อนรูหนูจะมานั่งคุมโต๊ะ Gold ในลิสบัวได้ภายในเวลาไม่กี่วันล่ะ... มันกี่เปอร์เซ็นต์?"
มือของไป๋หลิงชะงักไปเศษเสี้ยววินาที แต่เธอก็กลับมาเป็นปกติได้ทันท่วงที เขาสืบเรื่องฉัน...
"ความเป็นไปได้คือ 100% ค่ะ เพราะมัน เกิดขึ้นแล้ว"
เธอหงายไพ่ตาสอง
ผู้เล่น (เจิ้งเหยียน): 0 แต้ม (ไพ่หน้าคน 2 ใบ)
เจ้ามือ: 9 แต้ม (แต้มธรรมชาติ)
"ตานี้คุณเสียสองล้านนะคะ"
ไป๋หลิงพูดพลางกวาดเงินทั้งหมดกลับเข้าคลังของกาสิโนอย่างรวดเร็ว
เจิ้งเหยียนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เงินสองล้านปาตากาหายไปต่อหน้าต่อตาโดยที่เขาไม่ได้แม้แต่จะกะพริบตาเสียใจ เขาลุกขึ้นยืนช้า ๆ ร่างที่สูงใหญ่ข่มขวัญทุกคนในห้อง ยกเว้นสตรีชุดแดงเพลิงที่ยังนั่งหลังตรงเด่นสง่า
เจิ้งเหยียนเดินอ้อมโต๊ะมาหยุดอยู่ข้าง ๆ ไป๋หลิง ลูกน้องของเขาถอยออกไปยืนคุมเชิงห่าง ๆ บรรยากาศเงียบจนได้ยินเสียงฝนภายนอก เจิ้งเหยียนโน้มตัวลงมาจนใบหน้าเกือบชิดกับหูของไป๋หลิง เธอสัมผัสได้ถึงความร้อนจากลมหายใจของมังกรตัวนี้
"เงินล้านเมื่อกี้... ฉันจงใจแพ้เพื่อซื้อ 'คำแนะนำ' จากเธอ"
เขากระซิบด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ขนลุกซู่
"เธอรู้ใช่ไหมว่ามาเก๊ากำลังจะเปลี่ยนไป? อีกไม่กี่ปีธงโปรตุเกสจะหายไป และคนจากปักกิ่งจะเดินเต็มถนนสายนี้"
ไป๋หลิงเอียงคอเล็กน้อย สบตาเขาในระยะประชิด
"ฉันไม่ได้มองเห็นอนาคตด้วยลูกแก้วหรอกนะคะคุณเจิ้ง ฉันแค่มองเห็นมันด้วย 'สถิติ' "
"สถิติบอกเธอว่ายังไง?"
"สถิติบอกว่า... ใครก็ตามที่ยังถือไพ่สำรับเก่าในโลกใบใหม่ คนนั้นจะถูกล้างกระดาน"
ไป๋หลิงตอบด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
"และคุณ... คุณเจิ้งเหยียน คุณกำลังกังวลว่ามังกรที่ไม่มีตาข้างซ้าย จะมองไม่เห็นพายุที่กำลังมาถึง"
เจิ้งเหยียนชะงักไป ดวงตาข้างขวาของเขาวาวโรจน์ด้วยความประหลาดใจและขบขันในเวลาเดียวกัน เขาถอยห่างออกมาเล็กน้อยแล้วหัวเราะร่า เป็นเสียงหัวใจที่ดังสนั่นโถง VIP
"ฮ่า ๆ ๆ ! น่าสนใจ! ในรอบสิบปีมานี้ ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องตาของฉันตรง ๆ แบบนี้มาก่อน"
เขาหยิบนามบัตรไม้หอมสีดำที่สลักชื่อด้วยทองคำออกมาวางลงบนโต๊ะ
"นี่คือนามบัตรส่วนตัวของฉัน ถ้าวันไหนลิสบัวมัน 'แคบ' เกินไปสำหรับหงส์อย่างเธอ... ไปหาฉันที่ท่าเรือ"
ไป๋หลิงมองนามบัตรนั้นอย่างพิจารณา
"คุณอยากรู้คำตอบใช่ไหมคะว่าฉันสนใจจะเปลี่ยนเจ้าของเมืองไหม?"
เจิ้งเหยียนที่กำลังจะเดินจากไปหยุดชะงัก
"ว่ายังไงล่ะ?"
ไป๋หลิงลุกขึ้นยืนช้า ๆ จัดชุดกี่เพ้าให้เข้าที่ ท่าทางของเธอดูสง่างามและทรงอำนาจไม่แพ้มังกรตาเดียว
"ฉันไม่ได้ต้องการเปลี่ยนเจ้าของเมืองค่ะคุณเจิ้ง... ฉันต้องการเปลี่ยน 'กติกา' ของเมืองนี้ต่างหาก เจ้าของจะเปลี่ยนหน้ากี่ครั้งก็ได้ แต่ใครก็ตามที่คุมกติกา... คนนั้นคือเจ้าของที่แท้จริง"
เจิ้งเหยียนนิ่งมองเธออยู่นาน ความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่เคยสัมผัสมานานเริ่มก่อตัวขึ้น มันคือความตื่นเต้นที่จะได้เจอ
"คู่ปรับ"
ที่สมน้ำสมเนื้อ
"เปลี่ยนกติกามาเก๊างั้นเหรอ? ช่างกล้าพูด..."
เจิ้งเหยียนพึมพำ
"แล้วฉันจะรอดู ว่าเธอจะแจกไพ่ตาต่อไปยังไง ไป๋หลิง"
เมื่อร่างของเจิ้งเหยียนลับหายไปจากห้อง VIP อาฉีที่ยืนลุ้นจนแทบจะหยุดหายใจก็โผเข้ามาหา
"อาหลิง! แกไปพูดแบบนั้นกับเจิ้งเหยียนได้ยังไง! นั่นมันมังกรตาเดียวนะ เขาฆ่าคนได้โดยไม่ต้องกะพริบตาเลยนะ!"
ไป๋หลิงไม่ได้ตอบเธอหยิบนามบัตรไม้หอมขึ้นมาดม กลิ่นของมันคือกุหลาบป่าที่ผสมกับกลิ่นเหล็ก... กลิ่นของอันตรายที่หอมหวาน
"มังกรไม่ได้น่ากลัวเพราะมันมีเขี้ยวหรอกอาฉี..."
ไป๋หลิงเปรยออกมา
"แต่มันน่ากลัวเพราะมันครองฟ้าอยู่คนเดียวมานานเกินไป... และตอนนี้ ฟ้าของมาเก๊ากำลังต้องการหงส์อีกตัวไปประดับ"
เธอกวาดชิปที่เหลืออยู่บนโต๊ะเก็บเข้าที่ สายตามองออกไปนอกหน้าต่างเห็นแสงไฟของเมืองที่สะท้อนกับละอองฝน คืนนี้เธอไม่ได้ชนะแค่เงินล้าน แต่เธอชนะใจมังกรที่คุมเมืองนี้ไปแล้วครึ่งหนึ่ง
เจิ้งเหยียน... คุณคือหมากตัวที่ใหญ่ที่สุดบนกระดานของฉัน ไป๋หลิงยิ้มบาง ๆ ในความมืด ความทะเยอทะยานในใจของเธอลุกโชนยิ่งกว่าแสงนีออนของลิสบัว ก้าวต่อไปของเธอไม่ใช่แค่การเป็นดีลเลอร์ แต่เป็นการสร้างอาณาจักรของตัวเองภายใต้ร่มเงาของมังกรตัวนี้
