ตอนที่ 4 มือปราบเซียน
ตอนที่ 4 มือปราบเซียน
เสียงกระซิบกระซาบดั่งเสียงคลื่นกระทบฝั่งดังระงมไปทั่วโถงการพนันชั้นสองของกาสิโนลิสบัว แสงจากโคมระย้าคริสตัลที่ส่องประกายวาววับในยามค่ำคืนดูคล้ายจะหม่นแสงลงเมื่อความกดดันปกคลุมโต๊ะบาคาร่าหมายเลข 9 ซึ่งถูกขนานนามในหมู่พนักงานว่าเป็น โต๊ะหิน ไม่ใช่เพราะมันทำจากหิน แต่เพราะมันแข็งแกร่งจนใครต่อใครต่างพ่ายแพ้และถมเงินลงไปไม่หยุด ทว่าในช่วงสามวันมานี้ กลับมี เซียน คนหนึ่งที่สามารถกะเทาะหินก้อนนี้จนร้าวราน
ไป๋หลิง ยืนนิ่งสงบในชุดกี่เพ้าสีแดงเพลิงที่ตัดกับผิวขาวนวลของเธอ ราวกับเปลวไฟที่ลุกโชนท่ามกลางความมืดมิด เธอเพิ่งได้รับมอบหมายให้มาประจำโต๊ะนี้หลังจากดีลเลอร์คนก่อนอาเจียนเป็นเลือดและเป็นลมล้มพับไปเพราะความเครียดสะสม สายตาของเธอมองไปยังชายที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ เขาคือ 'เซียนอู๋' ชายร่างสันทัดในชุดผ้าป่านสีดำแบบจอมยุทธ์กังฟูยุคเก่า นิ้วมือของเขากร้านหนา และที่แปลกประหลาดที่สุดคือเขามักจะเคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะไม้ช้า ๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ตึก! ตึก! ตึก!
เสียงนั้นไม่ได้ดังมาก แต่มันกลับก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทอย่างประหลาด สำหรับคนทั่วไปมันอาจเป็นเพียงนิสัยเสียของคนเล่นพนัน แต่สำหรับไป๋หลิงที่มาจากโลกอนาคตและคุ้นเคยกับจิตวิทยาขั้นสูง เธอรู้ทันทีว่านี่คือการสะกดจิตด้วยเสียงจังหวะต่ำ เพื่อทำลายสมาธิและแทรกซึมเข้าไปในคลื่นสมองของดีลเลอร์
"เริ่มเกมได้หรือยัง แม่นางคนสวย?"
เซียนอู๋เอ่ย น้ำเสียงของเขาแหบต่ำแต่ทรงพลัง ดวงตาของเขาจ้องเขม็งมาที่ไพ่ในมือของไป๋หลิง ราวกับจะมองทะลุผ่านกระดาษแข็งเข้าไปได้
ไป๋หลิงไม่ได้ตอบเธอเพียงแต่ยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปาก มือเรียวบางเริ่มกรีดไพ่สี่สำรับเข้าด้วยกัน การเคลื่อนไหวของเธอยังคงงดงามและลื่นไหลเหมือนสายน้ำ แต่ในใจของเธอกำลังคำนวณอย่างหนัก
จังหวะการเคาะของเขาอยู่ที่ 60 ครั้งต่อนาที ตรงกับอัตราการเต้นของหัวใจมนุษย์ในภาวะพัก... ไป๋หลิงวิเคราะห์ในใจ เขาพยายามทำให้หัวใจของฉันเต้นตามจังหวะนิ้วของเขา เพื่อที่เขาจะควบคุมช่วงเวลาที่ฉันจะจั่วไพ่ใบต่อไปได้
ในเกมบาคาร่า การจั่วไพ่แต่ละใบอาจเปลี่ยนผลลัพธ์จากหน้ามือเป็นหลังมือ หากเซียนอู๋สามารถควบคุมจังหวะการแจกของดีลเลอร์ได้ เขาก็จะสามารถคาดเดาตำแหน่งของไพ่ที่จะออกจาก 'ชู' (Shoe) ได้แม่นยำขึ้นจากการจดจำลำดับไพ่ก่อนหน้านี้
เซียนอู๋วางเดิมพันก้อนโตที่ฝั่ง 'ผู้เล่น' (Player) ทันทีที่ไป๋หลิงเริ่มแจกไพ่ใบแรก
"แปดแต้ม... ผู้เล่นชนะ"
ไป๋หลิงประกาศเสียงเรียบเมื่อหงายไพ่ผลออกมาตามที่เขาแทง
เซียนอู๋ยิ้มกว้าง
"ขอบใจมากแม่นาง"
ตาที่สอง... ตาที่สาม... และตาที่สี่ เซียนอู๋ชนะติดต่อกันอย่างน่าอัศจรรย์ ชิปมูลค่านับล้านปาตากากองสูงขึ้นตรงหน้าเขา แขกคนอื่น ๆ เริ่มมุงดูด้วยความตื่นเต้น บางคนเริ่มแทงตามเซียนอู๋จนโต๊ะเริ่มเสียสมดุลทางบัญชี
ภายในห้องมอนิเตอร์ที่มืดสลัว มิสเตอร์โฮยืนกอดอกจ้องมองหน้าจอวงจรปิดที่ฉายภาพไป๋หลิง มือของเขาที่ถือแก้วไวน์สั่นเล็กน้อยด้วยความลุ้นระทึก
"เธอจะทำยังไง ไป๋หลิง? เซียนอู๋ไม่ได้ใช้แค่ดวง แต่เขาใช้ลมปราณควบคุมโต๊ะพนัน"
กลับมาที่โต๊ะ ไป๋หลิงเริ่มรู้สึกถึงหยดเหงื่อที่ซึมตามไรผม เสียงเคาะโต๊ะของอู๋เริ่มรุกเร้ามากขึ้น มันไม่ได้เป็นจังหวะคงที่อีกต่อไป แต่มันเริ่ม 'เร่ง' และ 'หยุด' อย่างไร้รูปแบบ เพื่อปั่นป่วนระบบประสาทของเธอ
[เขาเปลี่ยนแผน... เขาใช้ Game Theory แบบ 'Zero-sum' บีบให้ฉันต้องเดินตามเกมของเขา]
ไป๋หลิงบอกกับตัวเอง [
ถ้าฉันพยายามสู้กับจังหวะของเขา ฉันจะพ่ายแพ้เพราะเขาฝึกฝนมาทั้งชีวิต แต่ถ้าฉันสร้าง 'จังหวะใหม่' ที่เขามองไม่ออกล่ะ?]
ไป๋หลิงเริ่มใช้เทคนิคที่เธอเรียนมาจากโลกอนาคต เธอไม่ได้เคาะโต๊ะสวนกลับ แต่เธอเริ่ม 'ฮัมเพลง' เบา ๆ ในลำคอ เป็นท่วงทำนองที่ไม่มีรูปแบบแน่นอน และในขณะเดียวกัน เท้าของเธอใต้โต๊ะก็ขยับเป็นจังหวะที่ซับซ้อน สวนทางกับมือที่แจกไพ่
เซียนอู๋ขมวดคิ้ว ปลายนิ้วที่เคยเคาะอย่างมั่นใจเริ่มสะดุด สมาธิที่เขาใช้ยึดโยงกับดีลเลอร์เริ่มหลุดลอย เพราะสมองของเขาไม่สามารถประมวลผลจังหวะที่ซ้อนทับกันหลายชั้นของไป๋หลิงได้
"ตาต่อไป..."
ไป๋หลิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังกว่าเดิม
"คุณจะวางเดิมพันเท่าไหร่คะ?"
เซียนอู๋เริ่มลนลาน เขาพยายามดึงสมาธิกลับมา
"ห้าแสน... ฝั่งเจ้ามือ!"
ไป๋หลิงรู้ทันทีว่าเขาพลาดแล้ว จากการนับไพ่ในใจ เธอรู้ว่าไพ่ที่เหลืออยู่ในชูมีหน้าไพ่แต้มเล็กเหลืออยู่มาก ซึ่งจะส่งผลดีต่อฝั่งผู้เล่นมากกว่า แต่เซียนอู๋ที่ถูกรบกวนสมาธิกลับคำนวณพลาด
"ผู้เล่นได้ 7 แต้ม... เจ้ามือได้ 6 แต้ม ผู้เล่นชนะค่ะ"
ไป๋หลิงประกาศพร้อมกับกวาดชิปห้าแสนของเซียนอู๋กลับเข้าคลัง
ใบหน้าของเซียนอู๋ที่เคยสงบนิ่งเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธ
"แก... อีเด็กเมื่อวานซืน แกทำอะไรกับอากาศรอบตัวข้า!"
"ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยค่ะ"
ไป๋หลิงตอบพร้อมรอยยิ้มปริศนา
"ฉันเพียงแค่พิสูจน์ว่า 'ความนิ่ง' ที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการควบคุมผู้อื่น แต่เกิดจากการคุมตัวเองให้ได้ท่ามกลางความปั่นป่วนต่างหาก"
บรรยากาศรอบโต๊ะมาถึงจุดเดือด แขกที่เคยมุงดูเริ่มถอยห่างเมื่อเห็นรังสีอำมหิตจากเซียนอู๋ เขาหยิบชิปทั้งหมดที่มี เกือบสามล้านปาตากาผลักออกไปกลางโต๊ะ
"ทั้งหมดที่ข้ามี! ฝั่งผู้เล่น!"
เขาคำราม
"ถ้าตาหน้าข้าชนะ แกต้องกราบเท้าข้าและไสหัวออกจากลิสบัวไปซะ!"
ไป๋หลิงมองกองชิปนั่นอย่างพิจารณา หัวใจของเธอเต้นเป็นจังหวะเดียวกับความเย็นของเครื่องปรับอากาศ เธอรู้ว่านี่คือจุดตัดสิน ในชูเหลือไพ่เพียงสามใบสุดท้าย... ซึ่งเธอจำได้แม่นยำว่ามันคือ 9, 8 และ 10
ในกติกาบาคาร่า การจ่ายไพ่ใบที่สามมีเงื่อนไขที่ซับซ้อน ไป๋หลิงใช้ความไวของสมองจำลองผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นหากเธอจ่ายไพ่ในมุมที่ต่างกันเพียงเล็กน้อย
ถ้าฉันจ่ายใบแรกให้เขาเป็น 9...
"ตกลงค่ะ"
ไป๋หลิงตอบรับคำท้า มือของเธอเริ่มกรีดไพ่สามใบสุดท้ายออกมา
ใบแรก (ผู้เล่น): 9
ใบที่สอง (เจ้ามือ): 8
เซียนอู๋ยิ้มเหี้ยม
"ข้าได้ 9! แกแพ้แล้ว!"
"ใจเย็น ๆ สิคะ"
ไป๋หลิงเอ่ยเสียงเย็น
"กติกาก็คือคุณได้ 9 แต้ม แต่เจ้ามือได้ 8 แต้ม... แต่เนื่องจากเป็นสองใบแรก และคุณมีแต้มธรรมชาติ แต่เดี๋ยวก่อน... ฉันลืมบอกไปหรือเปล่าคะว่าสำรับนี้เราใช้กติกาพิเศษของโต๊ะหิน?"
ไป๋หลิงจงใจหันหน้าไพ่ใบที่สามที่ยังไม่เปิดขึ้นมา มันคือ 10 (หรือ 0 แต้ม) เธอนำมันมาวางรวมกับฝั่งผู้เล่นด้วยความรวดเร็วตามเทคนิคการสับหลอกที่เธอฝึกมา
"โอ้... ขออภัยค่ะ มือฉันลื่นไปหน่อย ไพ่ใบที่สามจึงต้องถูกเปิดออกมาด้วย และตามกติกา เมื่อมีไพ่ใบที่สามเข้ามาแต้มรวมของคุณคือ 9 + 0 = 9... แต่เจ้ามือมี 8... เอ๊ะ ไม่สิ"
ไป๋หลิงทำท่าขัดข้องใจ
"พนักงานคุมโต๊ะคะ รบกวนตรวจสอบไพ่ใบที่สองของเจ้ามือใหม่ทีค่ะ"
พนักงานเข้ามาตรวจสอบ พบว่าไพ่ใบที่สองของเจ้ามือที่ดูเหมือน 8 จริง ๆ แล้วมันคือ 9 ที่มุมไพ่ถูกพับบังไว้ (ซึ่งเป็นฝีมือการพับด้วยเล็บของไป๋หลิงในจังหวะแจก)
"เจ้ามือได้ 9 แต้มเท่ากัน... เสมอ (Tie) ค่ะ"
ไป๋หลิงประกาศ
กฎของบาคาร่าในยุคนั้น หากแทงฝั่งใดฝั่งหนึ่งแล้วผลออกมาเสมอ เงินเดิมพันจะถูกยึดไว้ครึ่งหนึ่ง หรือต้องวางเดิมพันใหม่ในตาสุดท้ายโดยห้ามถอนออก (ขึ้นอยู่กับกติกาของบ่อนนั้นๆ ในยุคนั้น) เซียนอู๋ที่กำลังสติแตกจึงถูกบีบให้ต้องเล่นต่อในสภาวะที่จิตใจพังทลาย
และในตาตัดสินสุดท้าย ไป๋หลิงไม่ได้ใช้เล่ห์เหลี่ยมใด ๆ อีก เธอเพียงแค่แจกไพ่ตามสถิติที่เธอคำนวณไว้แล้วว่าเขาต้องแพ้พินาศ
"ศูนย์แต้ม... ผู้เล่นแพ้"
เสียงประกาศของไป๋หลิงดั่งเสียงสวรรค์พิพากษา เซียนอู๋ทรุดลงกับเก้าอี้ ดวงตาที่เคยคมกล้าบัดนี้ว่างเปล่า เขาเสียเงินทั้งหมดในชีวิตภายในเวลาไม่กี่นาที
"แก... แกมันไม่ใช่คน..."
เขาพึมพำก่อนจะถูกพนักงานรักษาความปลอดภัยหิ้วปีกออกไปเพราะเริ่มเอะอะโวยวาย
ไป๋หลิงยืนนิ่ง ปรับลมหายใจให้เป็นปกติ เธอกวาดสายตามองชิปมูลค่ามหาศาลที่กองอยู่ตรงหน้า แววตาของเธอไม่ได้แสดงความยินดี แต่มันกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่มากขึ้น
เธอมองขึ้นไปที่ห้องมอนิเตอร์ สบตากับมิสเตอร์โฮผ่านเลนส์กล้อง เธอรู้ว่าตอนนี้สถานะของเธอมั่นคงแล้วในลิสบัว แต่นี่เป็นเพียงยอดเขาลูกเล็ก ๆ เท่านั้น
ขณะที่เธอเตรียมจะปิดโต๊ะ ชายคนหนึ่งในชุดสูทสีดำสนิทที่เธอสวนทางเมื่อวานก็เดินเข้ามาหยุดอยู่ที่หน้าโต๊ะ เจิ้งเหยียน นั่นเอง เขามองกองชิปที่ได้จากเซียนอู๋แล้วหันมามองใบหน้าที่เรียบเฉยของไป๋หลิง
"มือปราบเซียนงั้นเหรอ?"
เจิ้งเหยียนเอ่ยพร้อมรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา
"เล่นกับคนแก่ที่ใช้เสียงเคาะโต๊ะมันง่ายไปหน่อยไหม แม่นางหงส์แดง? ไว้พรุ่งนี้... ฉันจะมาสอนเธอเองว่าการพนันที่ต้องใช้ 'ชีวิต' เป็นเดิมพันน่ะ เขาสู้กันยังไง"
ไป๋หลิงสบตาเขาอย่างท้าทาย
"ฉันจะรอค่ะ... หวังว่าชีวิตของคุณจะมีค่าพอให้ฉันลงเดิมพันนะคะ"
กลิ่นซิการ์ของเจิ้งเหยียนยังคงอบอวลอยู่เมื่อเขาเดินจากไป ไป๋หลิงก้มลงมองมือของตัวเองที่ยังคงสั่นเล็กน้อยจากการปะทะกับเซียนอู๋ เธอรู้ดีว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นบทเรียนที่หนักหนากว่านี้หลายเท่า แต่นั่นแหละคือสิ่งที่เธอต้องการ... เพื่อที่จะเป็นราชินี เธอต้องล้มมังกรให้ได้เสียก่อน
