ตอนที่ 3 เส้นทางสู่ลิสบัว
ตอนที่ 3 เส้นทางสู่ลิสบัว
เงาสะท้อนในกระจกบานยาวที่ขอบหลุดร่อนปรากฏภาพสตรีที่แทบจะไม่เหลือเค้าลางของ อาหลิง ดีลเลอร์ซอมซ่อคนเดิม ชุดกี่เพ้าสีแดงเพลิงที่ตัดเย็บจากไหมซูโจวเนื้อละเอียดแนบไปกับสรีระที่เริ่มมีน้ำมีนวลขึ้นจากการบำรุงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ดิ้นทองที่ปักเป็นรูปปีกหงส์ขยับวาววับยามเธอเคลื่อนไหว ลวดลายนั้นดูเหมือนจะขยับปีกบินได้จริงภายใต้แสงไฟสลัว ไป๋หลิงยกมือขึ้นลูบเนื้อผ้าเบา ๆ สัมผัสที่คุ้นเคยจากชีวิตในโลกอนาคตทำให้เธอรู้สึกมั่นใจ นี่ไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่มันคือชุดเกราะที่จะใช้ประจันหน้ากับเหล่าปีศาจในคราบนักธุรกิจ
"อา... อาหลิง ชุดนี่มันแพงกว่ารายได้บ่อนเราทั้งเดือนเสียอีกนะ"
อาฉียืนตัวลีบอยู่ข้างประตู เขาสวมเสื้อเชิ้ตสะอาดที่สุดเท่าที่จะหาได้เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ติดตาม
"แกแน่ใจนะว่าพวกเขาจะยอมให้เราเข้าไป? ลิสบัวไม่ใช่ที่ที่คนอย่างเราจะเดินดุ่ม ๆ เข้าไปได้นะ"
"อาฉี"
ไป๋หลิงหันมาสบตาเพื่อนร่วมงานด้วยสายตาที่สงบนิ่ง
"โลกนี้มีคนสองประเภท ประเภทแรกคือคนที่เคาะประตูเพื่อขออนุญาต และประเภทที่สองคือคนที่เจ้าของบ้านต้องรีบเปิดประตูรับเพราะเขากุมกุญแจสำคัญไว้ในมือ วันนี้ฉันจะเป็นประเภทที่สอง"
เธอก้าวเดินออกจากห้องพักมุ่งหน้าสู่ถนนที่ยังคงเฉอะแฉะจากฝนหลงฤดู รองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินดังกังวานเป็นจังหวะที่มั่นคง รถแท็กซี่สีดำรุ่นเก่าพาเขาทั้งคู่มุ่งหน้าสู่
"กาสิโนลิสบัว" (Hotel Lisboa) สถาปัตยกรรมรูปดอกบัวยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมชายฝั่ง แสงไฟนีออนนับล้านดวงแผ่รัศมีสีทองสว่างไสวกลบแสงดาวบนท้องฟ้า สำหรับชาวมาเก๊าปี 1990 ที่นี่คือวิหารแห่งโชคลาภ แต่สำหรับไป๋หลิง มันคือสมรภูมิที่เธอต้องพิชิต
เมื่อก้าวเข้าสู่โถงกลางของลิสบัว กลิ่นอายของความมั่งคั่งก็ปะทะเข้ากับโสตประสาทอย่างจัง พรมกำมะหยี่สีแดงหนานุ่มช่วยซับเสียงฝีเท้า แต่อาจไม่ช่วยซับเสียงหัวใจที่เต้นรัวของอาฉี พนักงานต้อนรับในชุดเครื่องแบบเต็มยศจ้องมองมาที่ไป๋หลิงด้วยความสงสัยแต่ก็ถูกสยบด้วยราศีที่แผ่ออกมา เธอเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์สมัครคัดเลือกดีลเลอร์รอบพิเศษ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าปีหนึ่งจะรับเพียงไม่กี่คน และต้องเป็นระดับหัวกะทิเท่านั้น
"ชื่อ?"
เจ้าหน้าที่หน้าตาตายด้านถามโดยไม่เงยหน้ามอง
"ไป๋หลิง"
เธอตอบสั้น ๆ น้ำเสียงกังวานชัดเจน
เจ้าหน้าที่ชะงัก มือที่กำลังเขียนหยุดลง เขามองชุดกี่เพ้าสีแดงราคาแพงนั่นแล้วขมวดคิ้ว
"คุณหนูตระกูลไหนล่ะนี่? ที่นี่เขารับสมัครคนมาทำงานนะ ไม่ใช่ที่มาอวดรวย"
"ความรวยของฉันไม่ได้อยู่ที่ชุด แต่อยู่ที่สิ่งที่ฉันจะทำให้ลิสบัวในอีกสิบนาทีข้างหน้า"
ไป๋หลิงโน้มตัวลงเล็กน้อย ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในตาของอีกฝ่าย
"ไปตามมิสเตอร์โฮมา บอกเขาว่ามีคนจากอีอาเดอมาเชาจะมาพิสูจน์ว่าทำไมคอมพิวเตอร์ถึงไม่มีวันแทนที่มือของมนุษย์ได้"
ชื่อของ 'มิสเตอร์โฮ' ผู้จัดการใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลทำให้เจ้าหน้าที่คนนั้นหน้าซีด เขาละล่ำละลักรีบต่อโทรศัพท์ภายใน ไม่นานนัก ชายวัยกลางคนในชุดสากลสีเทาเข้ม ร่างกายผอมสูงและมีแววตาเฉลียวฉลาดก็เดินออกมาจากลิฟต์ส่วนตัว เขาคือมิสเตอร์โฮ ผู้ที่กุมชะตาดีลเลอร์นับพันชีวิตในอาณาจักรแห่งนี้
"คุณสินะที่อ้างว่าเก่งกว่าเครื่องจักร"
มิสเตอร์โฮกวาดสายตามองไป๋หลิงอย่างพิจารณา
"ในลิสบัว เราไม่ต้องการคนพูดเก่ง เราต้องการมือที่นิ่งและสมองที่เร็วกว่าแสง ตามฉันมา"
ห้องทดสอบตั้งอยู่ลึกเข้าไปในโซน VIP ที่ยังไม่เปิดใช้งาน โต๊ะบาคาร่าขนาดมาตรฐานตั้งอยู่กลางห้อง แวดล้อมด้วยกรรมการที่สวมชุดสูททึบห้าคน ทุกคนล้วนเป็นเซียนพนันที่เกษียณตัวมาเป็นผู้ตรวจสอบ
"ห้าสำรับ"
มิสเตอร์โฮโยนไพ่ห้าสำรับที่ยังไม่แกะซีลลงบนโต๊ะ
"สับไพ่ให้เข้ากันอย่างสมบูรณ์ภายใน 30 วินาที และหลังจากนั้น ฉันจะสุ่มถามตำแหน่งไพ่สามใบ ถ้าคุณตอบผิดแม้แต่ตำแหน่งเดียว เชิญกลับไปเดินเล่นที่ชายหาดได้เลย"
ไป๋หลิงไม่รอช้า มือเรียวหยิบสำรับไพ่ขึ้นมาอย่างแคล่วคล่อง เธอเริ่มใช้เทคนิคการสับแบบ 'Riffle Shuffle' ที่แม่นยำจนใบไพ่สลับกันแบบหนึ่งต่อหนึ่งอย่างสมบูรณ์ เสียงกรีดไพ่
ครืด! ครืด! ครืด!
ดังเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอเหมือนเครื่องยนต์ที่เดินเรียบลื่น มันไม่ใช่เพียงการสับไพ่ แต่มันคืองานศิลปะ นิ้วมือของเธอขยับไหวเหมือนนักเปียโนที่กำลังบรรเลงเพลงโซนาตาของโมซาร์ท
ใบที่ 1 จากกองซ้าย ใบที่ 1 จากกองขวา... ประสานกันพอดีเป๊ะ
"15 วินาที"
มิสเตอร์โฮพึมพำเมื่อเห็นเธอวางไพ่กองสุดท้ายลง
ไป๋หลิงหลับตาลงเพียงชั่วครู่ ในสมองของเธอกำลังประมวลผลเป็นภาพจำลองแบบ 3D เหมือนที่เธอเคยทำในออฟฟิศวิเคราะห์ข้อมูลปี 2024 ไพ่ทุกใบที่ผ่านตาถูกบันทึกไว้ในความจำของเธออย่างแม่นยำ
"ถามมาค่ะ"
เธอพูดขณะที่ตายังปิดอยู่
"แปดโพดำ"
กรรมการคนหนึ่งถาม
"ชั้นที่ 42 จากด้านบน"
"ควีนข้าวหลามตัด"
"ชั้นที่ 128 อยู่ติดกับสามโพแดง"
"ใบสุดท้ายของสำรับที่สาม"
"เอซดอกจิก"
ห้องทั้งห้องเงียบสนิท มิสเตอร์โฮหยิบไพ่ขึ้นมาตรวจสอบตำแหน่งตามที่เธอบอกทีละใบ และเมื่อถึงใบสุดท้ายที่เป็น เอซดอกจิก จริงตามคำบอก ความทึ่งก็ปรากฏขึ้นในดวงตาของเขาเป็นครั้งแรก
"นี่มันไม่ใช่แค่ความจำแล้ว... นี่มันคือการคำนวณตำแหน่งผ่านแรงกดของนิ้วขณะสับไพ่"
มิสเตอร์โฮพึมพำ
"แต่ลิสบัวไม่ได้ต้องการแค่เครื่องคิดเลข เราต้องการคนที่มีสัญชาตญาณในการรับมือกับความกดดันจริง ๆ"
"เปิดห้องโถงกลางโต๊ะหมายเลข 9"
มิสเตอร์โฮสั่งการ
"ให้เธอลงสนามจริงเดี๋ยวนี้ มีพวกเซียนขาจรจากฮ่องกงกำลังปั่นป่วนโต๊ะนั้นอยู่พอดี ดูซิว่า 'ราชินีสีแดง' คนนี้จะจัดการกับหมาป่าพวกนั้นยังไง"
ไป๋หลิงเดินตามมิสเตอร์โฮออกมายังโถงพนันที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน เสียงชิปกระทบกันและเสียงโห่ร้องดังกึกก้อง เธอถูกพาไปยังโต๊ะบาคาร่าที่รายล้อมด้วยชายฉกรรจ์ในชุดไหมพรมที่มีท่าทางคุกคาม หน้าตักของพวกเขามีชิปมูลค่านับล้านวางกองอยู่ และดูเหมือนดีลเลอร์คนเก่ากำลังเหงื่อตกจนมือสั่น
เธอเข้าประจำตำแหน่งแทนดีลเลอร์คนเดิมทันที สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่กี่เพ้าสีแดงเพลิงของเธอ
"โอ้โฮ... ลิสบัวส่งนางฟ้ามาแจกเงินพวกเราหรือนี่?"
ชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนหัวหน้ากลุ่มหัวเราะร่า เขาเพิ่งชนะติดต่อกันเจ็ดตาและมั่นใจว่าตัวเอง จับทาง กล่องไพ่นี้ได้แล้ว
ไป๋หลิงไม่ได้โต้ตอบ เธอหยิบไพ่ขึ้นมาด้วยท่าทางที่สง่างาม
ดึง... กรีด... วาง...
การเคลื่อนไหวของเธอช้าลงอย่างเห็นได้ชัด เธอใช้การเคลื่อนไหวเล็กน้อยเพื่อสังเกตปฏิกิริยาของฝ่ายตรงข้าม เธอรู้ว่าพวกเขากำลังใช้เทคนิคการจำตำหนิเล็ก ๆ ที่ขอบไพ่ที่เกิดจากการผลิต (คล้ายกับที่เธอเคยใช้ แต่พวกนี้ทำแบบมือสมัครเล่น)
[พวกแกคิดว่าฉันจะใช้สำรับเดิมงั้นเหรอ?]
ในจังหวะที่ต้องเปลี่ยนสำรับใหม่ ไป๋หลิงใช้เทคนิคการสับที่ทำให้ไพ่ที่มีตำหนิเหล่านั้นไปรวมตัวกันอยู่ในช่วงท้ายของกล่องไพ่ ขณะที่ช่วงแรกเธอทำให้สถิติของไพ่ออกมาแบบซิกแซก ซึ่งทำลายระบบการเดินเงินแบบทวีคูณของฝ่ายตรงข้ามจนพินาศ
"ห้าแสน... ฝั่งผู้เล่นแพ้"
ไป๋หลิงเอ่ยเสียงเรียบ พลางใช้ไม้กวาดชิปกวาดเงินกองโตเข้าสู่ฝั่งธนาคาร
"เป็นไปได้ยังไง! สถิติมันต้องออกแบงเกอร์สิ!"
ชายคนนั้นทุบโต๊ะหน้าแดงก่ำ
"สถิติคือเครื่องมือของผู้ชนะ แต่ความหลงมัวเมาคือเครื่องมือของผู้แพ้ค่ะ"
ไป๋หลิงตอบพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก แววตาของเธอเยือกเย็นจนชายคนนั้นไม่กล้าสบตา
เพียงเวลาไม่ถึงชั่วโมง กลุ่มเซียนจากฮ่องกงที่เคยลำพองใจก็สูญเสียกำไรทั้งหมดที่ทำมาทั้งวัน มิสเตอร์โฮที่ยืนดูอยู่บนระเบียงชั้นสองยกแก้วคอนยัคขึ้นเล็กน้อยเป็นการยอมรับในฝีมือ เขาไม่เคยเห็นใครควบคุมจังหวะ ของโต๊ะพนันได้เบ็ดเสร็จขนาดนี้มาก่อน
หลังจากได้รับตราประทับพนักงานระดับ Gold (Gold Badge) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของดีลเลอร์ระดับสูงสุดที่มีสิทธิ์ดูแลห้อง VIP ไป๋หลิงก็เดินออกจากลิสบัวเพื่อมุ่งหน้ากลับไปหาอาฉีที่รออยู่ข้างนอก ลมทะเลตอนกลางคืนพัดมาปะทะหน้า ช่วยระบายความร้อนจากความกดดันภายในกาสิโน
ในจังหวะที่เธอกำลังก้าวผ่านประตูหมุนขนาดใหญ่ ร่างสูงใหญ่ของชายคนหนึ่งก็เดินสวนเข้ามา แผ่ออร่าความอันตรายและทรงอำนาจออกมาจนฝูงชนรอบข้างแอบถอยห่างโดยสัญชาตญาณ
ชายคนนั้นอยู่ในชุดสูทสากลสีดำตัดเย็บอย่างไร้ที่ติ ผมรองทรงเรียบกริบ ที่โดดเด่นที่สุดคือผ้าคาดตาข้างซ้ายที่เป็นสีดำสนิทซึ่งขับให้ใบหน้าคมเข้มของเขาดูน่าเกรงขามเหมือนมังกรที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ เขาคือ 'เจิ้งเหยียน' ผู้ที่ใคร ๆ ก็ขนานนามว่ามังกรตาเดียวแห่งคาบสมุทรมาเก๊า
วินาทีที่เดินสวนกัน ไป๋หลิงไม่ได้หลบสายตา เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาข้างที่เหลืออยู่ของเขา เจิ้งเหยียนเองก็ชะงักฝีเท้า กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกเหมยจากตัวไป๋หลิงปนกับกลิ่นไหมพรมราคาแพงทำให้เขาต้องหันกลับมามอง
เขาสังเกตเห็นตรา Gold Badge ที่ติดอยู่บนหน้าอกเสื้อกี่เพ้าของเธอ และเห็นความทะเยอทะยานที่พลุ่งพล่านอยู่ในดวงตาคู่นั้น
"ในมาเก๊า... หงส์แดงไม่ค่อยบินออกมาตอนกลางคืนนะ"
เจิ้งเหยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูเหมือนคำรามมากกว่าคำพูด
"หงส์ที่นี่ไม่จำกัดเวลาบินค่ะ... โดยเฉพาะหงส์ที่กำลังจะเปลี่ยนกรงให้กลายเป็นบัลลังก์"
ไป๋หลิงตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน
เจิ้งเหยียนยกยิ้มที่มุมปากเพียงนิดเดียว เป็นยิ้มที่ทำให้ลูกน้องของเขาถึงกับเสียวสันหลัง
"แล้วฉันจะรอดู... ว่าปีกของเธอจะทนความร้อนของไฟในลิสบัวได้นานแค่ไหน"
เขาเดินจากไปทิ้งไว้เพียงกลิ่นบุหรี่ซิการ์จาง ๆ และความรู้สึกเหมือนพายุใหญ่กำลังจะก่อตัว ไป๋หลิงมองตามแผ่นหลังของเขาไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาเดินหน้าต่อ
[เจิ้งเหยียน... มังกรตัวนี้แหละที่จะเป็นทั้งกำแพงและสะพานให้ฉัน]
เธอกระชับเสื้อกี่เพ้าให้มั่นคง ความตื่นเต้นเต้นระริกอยู่ในอก นี่คือจุดเริ่มต้นที่แท้จริง วันนี้เธอพิสูจน์ตัวเองกับเครื่องจักรและเซียนพนันแล้ว แต่พรุ่งนี้... เธอจะเริ่มพิสูจน์ตัวเองกับผู้ที่กุมอำนาจตัวจริงของเมืองนี้
