ตอนที่ 6
ดารกาพาชายหนุ่มโอบเอวเข้าร้านโน้นร้านนี้ ซื้อเสื้อผ้าเครื่องสำอางจนน้ำค้างเวียนหัว แถมดารกากับภาณุยังแกล้งเธอด้วยการให้เธอถือของของทั้งสองคนอีกด้วย แต่น้ำค้างก็ไม่ปริปากบ่นซักคำ นอกจากพอผ่านมุมอับเมื่อไหร่ เธอก็แอบหยิบของในถุงวางทิ้งเท่านั้นเอง ในมือหญิงสาวที่ถือถุงกว่าสิบใบ จึงเป็นถุงเปล่าซะสามสี่ใบ ไม่กล้าเอาออกมากเดี๋ยวเป็นที่สงสัย อย่างคุณณุน่ะจำไม่ได้หรอกว่าตัวเองซื้ออะไรไปบ้าง ส่วนคุณดารกาน่ะคงไม่ลดตัวมาทวงของกับเธอแน่
น้ำค้างต้องเดินตามทั้งสองคนตั้งสามสี่ชั่วโมง กว่าที่ทั้งคู่จะพักเหนื่อยด้วยการไปรับประทานอาหารที่ร้านหรูในห้าง ภาณุหันมามองหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แล้วเกิดอาการอยากจะแกล้งขึ้นมาจึงบอกเธอเสียงดัง
“ฉันอยากกินข้าวกับคุณดาสองคน เธอไปกินที่ฟู้ดแล้วกัน” เขาว่า
น้ำค้างยู่หน้า ก่อนจะบอกเขาเสียงอ่อย
“แต่น้ำไม่มีเงินนี่คะ” เธอว่าพลางทำหน้าเสียดาย ภาณุเลยหยิบเงินให้เธอไปจำนวนนึง น้ำค้างยิ้มแป้นก่อนจะบอก “งั้นเดี๋ยวน้ำเอาของวางไว้นี่นะคะ แล้วเดี๋ยวคุณณุกินเสร็จก็โทรหาน้ำแล้วกันนะคะ” เจ้าหล่อนพูดแล้วก็เดินออกไปอย่างอารมณ์ดี
พอออกมาพ้นร้านแล้ว หญิงสาวก็หยิบเงินที่ภาณุยื่นให้เธอขึ้นมา พลางนับอย่างอารมณ์ดี
“1..2..3...สามพัน” หญิงสาวยิ้มกว้าง “คุณณุนี่ล่ำซำจริง ๆ” เธอพูดก่อนจะเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี ตั้งสามพันเที่ยวได้ทั้งวันเลยแหละ หญิงสาวเลยถือโอกาสเดินไปหาอะไรกิน ก่อนจะเดินดูของนิดหน่อย แล้วก็เดินออกมาจากห้างเรียกแท็กซี่ไปจอดที่ตลาดแถวบ้าน เลือกซื้อเสื้อสวยสองสามตัว แล้วก็ปิดโทรศัพท์มือถือกลับมาบ้านหน้าตาเฉย
“อ้าวแล้วตาณุล่ะยัยน้ำ” คุณนายเลื่อมทองที่นั่งอ่านหนังสือในห้องรับแขกถามด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นหญิงสาวเดินเข้ามาคนเดียวทั้งที่ตอนออกไปไปกับลูกชายของคุณนาย น้ำค้างยิ้มก่อนจะเดินมานั่งที่พื้นวางของในมือลงแล้วเล่าเรื่องให้คุณนายเลื่อมทองฟังทั้งหมด
พอฟังจบคุณนายก็ตบมือชอบใจเสียงดัง
“ดี สมน้ำหน้า เธอนี่ทำอะไรก็ถูกใจฉันจริง ๆ ยัยน้ำ” คุณนายเอ่ยชม น้ำค้างเลยพลอยได้ยิ้มแฉ่งไปด้วย
ไม่นานภาณุก็เดินหน้าถมึงทึงโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเข้ามา พอเห็นแม่ตัวดีนั่งอยู่พอดี เขาก็เดินมาหาเรื่องทันที ชายหนุ่มโยนถุงข้างของทั้งหมดในมือลงโครม! บนโซฟา หลังจากที่ต้องเป็นคนถือเองทั้งหมด แถมยังต้องถือให้ดารกาอีกด้วย เขาแทบกระอักกับการกระทำของว่าที่เจ้าสาวตัวแสบ น้ำค้างได้แต่ยิ้มหน้าเจื่อน มองหน้าเขาแล้วก็พยายามยิ้มหวานเข้าไว้
“น้ำ เธอทำอย่างนี้ได้ยังไง ดูซิฉันต้องถือของแขนแทบขาดเธอกลับบ้านทำไมไม่บอกหา!” ชายหนุ่มตะคอกเสียงดังทำเอาน้ำค้างต้องหลับตาปี๋ คุณนายเนื้อทองจึงต้องช่วยว่าที่ลูกสะใภ้
“เบา ๆ ก็ได้ตาณุ เกรงใจแม่มั่งก็ได้นะ”
“คุณแม่ก็ดูสิครับ เนี่ยผมต้องถือมาเองทั้งหมดเลย ไหนจะของดารกาอีก แขนนี่แทบขาด” เขาถือโอกาสฟ้องผู้เป็นแม่ซะเลย คุณนายเลื่อมทองปรายตามองที่ถุงหลายใบนั้นก่อนจะมองลูกชายด้วยสายตาตำหนิ
“แกถือแค่นี้ยังบ่น แล้วทียัยน้ำถือทั้งของแกทั้งของผู้หญิงปัญญาอ่อนของแก ไม่เห็นจะบ่นซักคำ แล้วแม่ให้แกพายัยน้ำไปถ่ายรูปแต่งงานไม่ได้ให้ไปเป็นเบ๊รับใช้ผู้หญิงของแก” คุณนายเลื่อมทองขึ้นเสียงดังด้วยความไม่พอใจ ไม่ตัดออกจากกองมรดกให้เหลือแต่ตัวก็ดีเท่าไหร่แล้ว ลูกชายที่ไม่ได้ดั่งใจแบบนี้
ภาณุยิ่งฮึดฮัดเข้าไปใหญ่ที่ไม่ว่าทำอะไรก็ดูเหมือนคนเป็นแม่จะเข้าข้างแม่ตัวดีนี่ไปซะหมด ฝ่ายน้ำค้างได้แต่ทำหน้าแหย นึกโมโหตัวเองที่เป็นสาเหตุให้แม่ลูกเขาทะเลาะกัน นี่ไม่รู้ว่าคุณณุดูของในถุงหรือยัง แต่สงสัยจะยังไม่ได้ดู ไม่อย่างนั้นเธอโดนหักคอจิ้มน้ำพริกแน่
ไม่ทันไร ภาณุก็หยิบเอาของในถุงมาดู เพราะเขาซื้อของมาฝากคุณนายเลื่อมทองผู้เป็นแม่ด้วย พอชายหนุ่มกำลังจะหยิบมาดู น้ำค้างก็พูดขึ้นก่อน
“เดี๋ยวน้ำเอาของไปเก็บก่อนนะคะ” พูดจบหญิงสาวก็ลุกลี้ลุกลนไปหยิบแย่งของจากมือภาณุแล้ววิ่งตื๋อหายไปอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้
เขาหยิบเอาถุงมาเปิดดูแล้วก็ต้องขมวดคิ้วมุ่น เมื่อเสื้อผ้าของเขาหลายตัว และของใช้บางอย่างอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“เอ๊ะ คุณแม่ครับ ผมซื้อของมาตั้งหลายอย่าง แต่ทำไมมันหายไปไหนล่ะครับเนี่ย” เขาร้องขึ้นด้วยความแปลกใจ
คุณนายเลื่อมทองหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะบอก
“ยัยน้ำบอกแม่แล้ว ว่าของมันหนัก ก็เลยเอาโยนไว้แถว ๆ ซอก ๆ มุม ๆ ในห้างนั่นแหละ” คุณนายเลื่อมทองหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะลุกหนีขึ้นไปข้างบน ปล่อยให้ลูกชายนั่งอ้าปากค้างด้วยไม่คาดคิดว่าคนของแม่เขาจะร้ายได้ขนาดนี้
ภาณุกัดฟันกรอดด้วยความโกรธ น้ำค้าง! คอยดูแต่งงานเมื่อไหร่ ฉันจะเอาคืนให้สาสมทบต้นทบดอกเลยคอยดูสิ
**********************************************
วันรุ่งขึ้นสนามหน้าบ้านของคุณนายเลื่อมทองก็เต็มไปด้วยพนักงานที่มาจัดตกแต่งสถานที่ เพื่อจะเนรมิตสนามหญ้าหน้าบ้านให้กลายเป็นสถานที่จัดงานแต่งงานของลูกชายสุดที่รัก น้ำค้างเองก็ลงไปช่วยงานแต่เช้า ส่วนคุณนายก็คอยกำกับดูตรงโน้นตรงนี้
ภาณุเดินลงมาจากชั้นบนตอนสายเพราะวันนี้เป็นวันหยุดของเขา ชายหนุ่มเดินมายืนมองที่สนามหน้าบ้านอย่างเซ็ง ๆ คิดอยากจะตบปากตัวเองซักฉาดสองฉาดที่เผลอไปรับข้อเสนอของคนเป็นแม่เข้า แต่ก็เอาเถอะ ก็แค่ปีเดียว อีกอย่างน้ำค้างก็คงไม่มีปากเสียงอะไรมาก ลึกในใจเขาจะรู้ดีว่าร่างบางที่กำลังทำงานอยู่นั้นร้ายกาจน้อยซะเมื่อไหร่
“อ้าว ตาณุ มาดูงานเหรอลูก พอดีเลยแม่กำลังจะตัดสินใจพอดีว่าดอกกุหลาบสีขาวกับสีชมพูเอาอะไรดี” คุณนายเลื่อมทองทำท่าคิดหนัก
ภาณุที่กำลังเซ็งจัดปรายตามองดอกไม้เพียงแวบนึงแล้วบอกเสียงห้วน
“ดอกอะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละครับคุณแม่ ก็แค่เจ้าสาวที่คุณแม่จ้างมาแต่งงานกับผม” ลูกชายประชดประชัน
คุณนายเลื่อมทองค้อนให้ปะหลับปะเหลือก เดินหนีไปด้วยความขัดใจ ภาณุจึงได้โอกาสเดินเข้าไปหาแม่ตัวดีที่ทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นนอต ราวกับว่าตัวเองเป็นพนักงานเสียเอง
“เป็นไงล่ะเรา ว่าที่เจ้าสาวไม่ใช่เหรอ” เขาเหน็บ พลางเหล่ตามองเธอเหมือนไม่เต็มใจนัก
น้ำค้างหันมามองเขาพร้อมกับยิ้มแป้น “ลงทุนไม่เบาเลยนะ ความจริงเธอแค่นั่ง ๆ นอน ๆ ก็พอนี่ไม่เห็นต้องทำขนาดนี้เลย” ชายหนุ่มกวาดตามองสภาพของว่าที่เจ้าสาวตัวเอง เห็นเธอเหงื่อตกเพราะยกของมาแต่เช้า ไหนจะช่วยจัดสถานที่ให้สวยงาม เตรียมข้าวของสำหรับแขกผู้ใหญ่อีก คอยรับใช้แม่ของเขาด้วย จะว่าไปท่าทางเธอก็คงจะเหนื่อยไม่เบาเลยนะนี่
“ทำได้ค่ะไม่เป็นไร” เธอพูดพร้อมรอยยิ้มภูมิใจ “ทำเป็นความสุขให้คุณนาย ขอแค่คุณนายมีความสุข น้ำทำได้”
ภาณุถึงกับชะงัก ชายหนุ่มรู้สึกราวกับว่าโดนเธอตบหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า ได้แต่ยืนอึ้ง ทำอะไรไม่ถูกจะเถียงกลับก็ไม่รู้จะเถียงอะไร ได้แต่ยืนนิ่งงันมองหญิงสาวตรงหน้าทำงานแข็งขัน อยู่อย่างนั้น
น้ำค้าง ...กับเธอเขาก็สนิทสนมดี แต่ก็ไม่เคยคิดจะเข้าไปยุ่งด้วย ไม่ใช่เพราะเธอไม่สวย แม้ว่าเธอจะไม่สวยจนต้องเหลียวมอง แต่ก็จัดว่ามีเสน่ห์ในแบบฉบับของเธอ ติดที่ว่าเป็นลูกป้าเอี่ยมคนที่เขาเคารพเหมือนแม่อีกคนหนึ่ง น้ำค้างจึงถูกละเว้นไว้ในฐานะเด็กในบ้านเท่านั้น
เมื่อตอนเขายังเรียนอยู่ เขากับเธอก็สนิทสนมกันดี ไปเที่ยวด้วยกันบ้าง บางทีเขาก็สอนหนังสือให้ เพิ่งมาห่างกันตอนที่เขาเริ่มทำงานบริษัทได้สี่ห้าปีนี่แหละ ก็ด้วยเธอโตเป็นสาวด้วย เขาไม่อยากไปยุ่มย่ามเพราะกลัวว่าแม่ของเขาจะว่าเอาได้ว่าคั่วเด็กในบ้าน พอป้าเอี่ยมเสียไปเมื่อสองปีที่แล้ว ดูเหมือนว่าน้ำค้างจะสนิทกับแม่ของเขามากทีเดียว ตอนนี้เลยเข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ยเชียว
เข้ากันได้ดีจนน่าหมั่นไส้และน่าโมโหนัก
**********************************************
เสียงรถแล่นเข้ามาในบ้าน ภาณุหันไปมอง รถสปอร์ตสีแดงคันหรูแล่นเข้ามาจอด หญิงสาวร่างอ้อนแอ้นที่เขาคุ้นเคย เปิดประตูลงจากรถด้วยชุดเซ็กซี่ที่เจ้าตัวคัดมาอย่างดีว่ายั่วน้ำลายคนที่เธอจะมาหาได้แน่ พอยืดตัวเต็มกำลัง หญิงสาวก็สอดส่ายสายตามาปะทะเข้ากับเขาพอดิบพอดีก่อนจะเดินเข้ามาหา
“กำลังทำอะไรคะณุ” ดารกายิ้มหวานทำเป็นไม่รับรู้ว่าพรุ่งนี้แล้วที่ชายหนุ่มจะแต่งงานและเจ้าสาวก็ไม่ใช่เธอ
“ดูเขาจัดงานน่ะครับ” เขายิ้มตอบ เหมือนจะไม่รับรู้เช่นกันว่าพรุ่งนี้ตัวเองจะแต่งงานอยู่รอมร่อ
“งานแต่งคุณน่ะเหรอคะ” หญิงสาวเบ้ปาก ดูถูก “คุณยอมแต่งจริง ๆ เหรอคะณุ”
“ครับ” ภาณุพยักหน้าแบบจำใจ
ดารกากวาดตามองไปทั่วงาน เห็นน้ำค้างกำลังทำงานก็มองอย่างดูหมิ่น แยกไม่ออกว่าคนไหนคนงานคนไหนเจ้าสาว
“ดาว่าเราไปเที่ยวข้างนอกดีกว่าค่ะที่นี่น่าเบื่อออก” ดารกาเอ่ยชวน ภาณุนิ่งไปเมื่อเห็นสายตาของคุณนายเลื่อมทองที่มองมา หันไปอีกทางก็เห็นน้ำค้างยืนจ้องหน้าเขาอยู่ แต่พอเขาจ้องกลับ เธอก็เมินหนี หันไปสนใจทำงานต่อเหมือนเดิม ชายหนุ่มรู้สึกว่ามีคำพูดนึงที่ดังแว่วในหูเขาอยู่
‘ทำเป็นความสุขให้คุณนาย ขอแค่คุณนายมีความสุข น้ำทำได้’
“คงไม่ได้หรอกรับ วันนี้ผมต้องอยู่ดูสถานที่” เขาหาข้ออ้าง
ดารกามองเขาแสนงอน
“ถือว่าไปเลี้ยงอำลาความโสดก็ได้นี่คะ” เธอยังตื๊อ
ภาณุส่ายศีรษะไปมา คำพูดของน้ำค้างย้ำเตือนเวียนวนอยู่ในหัว
“เอาเป็นว่าคุณดาอยู่ทานอาหารกับผมที่บ้านดีกว่าครับ” เขาหาทางออกที่คิดว่าลงตัวที่สุด
ดารกาหน้าง้ำด้วยความไม่พอใจ เธอไม่ได้อยากจะทานข้าวที่บ้านเขาซักหน่อย แต่ก็เอาเถอะ ยังไงเธอก็ไม่ยอมแพ้หรอก
“ก็ได้ค่ะ งั้นเดี๋ยวคุณเข้าไปคุยกับดาในบ้านนะคะ” หญิงสาวคล้องแขนชายหนุ่มอย่างไม่อายสายตาใคร ก่อนจะเกี่ยวกันเดินเข้าไปในห้องรับแขก คุณนายเลื่อมทองที่ยืนจ้องอยู่นานรีบจ้ำอ้าวจะตามเข้าไป แต่น้ำค้างวิ่งมาดักไว้เสียก่อน
“คุณนายคะ” น้ำค้างดึงมือคุณนายไว้
คุณนายเลื่อมทองหันมา สีหน้าดุดัน ความไม่พอใจระอุอยู่ในอกแน่นไปหมด
“ดูตาณุทำสิยัยน้ำ ฉันล่ะอยากจะเอากระถางต้นไม่ทุ่มใส่หัวลูกชายตัวเองนัก” คุณนายฮึดฮัด การกระทำของลูกชายน่าเกลียดเกินกว่าที่จะรับได้ แต่คนเป็นแม่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากบ่นว่าด้วยต่างฝ่ายต่างก็โตกันหมดแล้ว แล้วผู้หญิงคนนั้นก็กระไร คุณนายรู้จักดี เพราะเธอเป็นถึงลูกสาวท่านรัฐมนตรี แต่ทำไมถึงทำตัวน่าเกลียดได้ขนาดนี้ก็ไม่รู้
“อย่าโมโหไปเลยค่ะคุณนาย แล้วก็อย่าเข้าไปเลยนะคะ เข้าไปคุณนายเองก็ไม่สบายใจเปล่า ๆ อยู่ข้างนอกดีกว่าร้อนหน่อยแต่ก็สบายใจนะคะคุณนาย” น้ำค้างทั้งปลอบทั้งเสนอแนะ
แต่คุณนายเลื่อมทองยังไม่ยอม
“แต่ที่ลูกชายฉันทำมันเป็นการหยามเธอด้วยนะ” คุณนายมองคนสนิทด้วยความเป็นห่วง แต่หญิงสาวส่ายหน้าพลางยิ้มบาง ๆ เท่านั้น
“ไม่หรอกค่ะคุณนาย คุณณุเป็นคนเจ้าชู้มานานจะเปลี่ยนเลยคงไม่ได้ อีกอย่างถ้าน้ำไม่ได้รู้สึกไปเองว่าเขาหยาม การกระทำของคุณณุก็ไม่มีผลอะไรต่อความรู้สึกของน้ำหรอกค่ะ”
คุณนายเลื่อมทอง มองน้ำค้างด้วยความไม่เข้าใจ ขนาดตนเองที่เป็นแม่ยังรู้สึกว่าสิ่งที่ลูกชายทำนั้นน่าเกลียดเกินทน แต่อีกฝ่ายทำราวกับว่า ไม่เป็นอะไรเลย
“นะคะคุณนาย น้ำไม่อยากให้คุณนายทำหน้าเครียด พรุ่งนี้วันงานแล้ว เดี๋ยวหน้ามีริ้วรอยนะคะ”
คุณนายเลื่อมทองถอนหายใจ อ่อนอกอ่อนใจจนไม่อยากจะสู้รบปรบมือด้วย ในเมื่อว่าที่ลูกสะใภ้ขอขนาดนี้ ใจที่ท้อแท้อยู่แล้วเลยยอมจำนน
“ก็ได้ คิดซะว่าเธอขอแล้วกัน ฉันล่ะทำใจลำบากจริง ๆ” คุณนายเลื่อมทองเดินกลับไปคุมงานต่อ แต่มิวายที่สายตายังมองไปที่ห้องรับแขกเป็นระยะ
น้ำค้างเลี่ยงไปทำงานอีกด้านแต่บางคราวก็อดไม่ได้ที่จะมองไปทางห้องรับแขกบ้าง
ไม่ใช่ไม่รู้สึก
น้ำค้างไม่ใช่คนไม่มีหัวใจ แต่หัวใจของเธอเข้มแข็งและเข้าใจดีว่า การเปลี่ยนแปลงใครสักคนต้องใช้เวลา และต้องทำใจด้วยว่าเวลาที่เสียไปนั้นอาจจะสูญเปล่าก็ได้เช่นกัน
