บทที่ 9
“ปลิว! ตื่นสิปลิว...ปลิว” แรงเขย่าพร้อมเสียงเรียกอันคุ้นเคยดังขึ้นอยู่ข้างหู หญิงสาวเปิดเปลือกตาขึ้น รับรู้ได้ถึงความเปียกชื้นที่หางตา ภาพเบื้องหน้ายังคงพร่ามัวจากหยาดน้ำที่บดบัง จนต้องยกมือขึ้นปัดออกอย่างลวกๆ
“ฝันร้ายอีกแล้วหรือ?” คำถามที่วีรนันท์ตั้งขึ้นมานั้นไม่ได้ต้องการคำตอบแต่อย่างใด เหมือนๆ กับเป็นเรื่องที่เคยชินเสียแล้ว ใช่...เคยชิน เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเห็นปลิตราในสภาพเช่นนี้ สภาพที่หวาดกลัว ทุรนทุราย รู้สึกผิด จนบางครั้งเธอเองอดน้ำตาซึมกับสภาพเช่นนั้นไม่ได้
“เมื่อไรนะปลิว ที่แกจะเลิกโทษตัวเองเสียที เรื่องมันก็ผ่านไปนานมากแล้ว เมื่อไรแกจะเข้าใจว่ามันเป็นแค่อุบัติเหตุ”
“ฉันก็ไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้ ไม่อยากเลยสักนิด” แต่กับเรื่องบางเรื่องมันก็ยากที่จะลืมเลือน
น้ำเสียงแผ่วสั่นเครือนั้นทำให้วีรนันท์สะท้อนใจจนต้องผ่อนลมหายใจยาว ยกมือขึ้นกุมมือเพื่อนสนิทที่วางอยู่ข้างลำตัว อย่างปลอบประโลม
“ฉันไม่อยากเห็นแกเป็นแบบนี้เลยปลิว”
ปลิตราส่ายหน้า ฝืนยิ้ม “ฉันไม่เป็นอะไร บางทีมันอาจจะเป็นบาปกรรมที่ปัณณ์ตั้งใจมอบให้ฉันก็ได้”
“โธ่...ปลิว” วีรนันท์เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนใจระคนสงสาร ตราบใดที่ปริตรายังไม่ยอมให้อภัยตนเอง ก็คงไม่มีวันที่หญิงสาวจะพบความกับความสุขได้ ยิ่งตอนนี้มีพี่ชายฝาแฝดที่หน้าเหมือนปัณณ์แทบไม่ผิดเพี้ยนโผล่ขึ้นมาอีก ซึ่งนั่นก็เหมือนกับการตอกย้ำให้ปลิตราเจ็บช้ำไม่จบไม่สิ้น เธอก็ได้แต่หวังเท่านั้น ว่าเวลาจะช่วยเยียวยาให้ทุกสิ่งทุกอย่างดีขึ้น
“ฉันอยากกลับบ้าน” เสียงคนป่วยบอกเล่าแผ่วเบาเช่นเดิม แต่ดวงตากลับแสดงความจำนงแน่วแน่
“ฉันถามหมอให้แล้ว อาการของแกดีขึ้นมากจนเกือบจะหายเป็นปกติ แต่เพื่อความชัวร์ หมอขอรอดูอาการแกอีกสักคืนก่อน เพื่อเช็คร่างกายอีกครั้งว่าสมองของแกไม่ได้รับความกระทบกระเทือนหรือมีอาการข้างเคียงอื่นแน่ๆ แล้วพรุ่งนี้ค่อยกลับ” คำตอบยาวเหยียดนั้นเหมือนจะเข้าหูซ้ายแล้วทะลุออกหูขวา เมื่อคนป่วยบนเตียงโต้กลับด้วยน้ำเสียงดื้อดึง
“แต่ถ้าเป็นไปได้ฉันอยากจะกลับวันนี้”
“เสียใจด้วยนะ ที่เป็นไปไม่ได้” วีรนันท์ส่ายหน้าตอบคำถาม และทันทีที่เพื่อนรักอ้าปากจะโต้แย้ง หญิงสาวก็พูดดักคออย่างรู้ทัน
“ห้ามดื้อนะปลิว อยู่ที่นี่อีกแค่คืนเดียว แล้วพรุ่งนี้ก็ค่อยกลับ”
คนดื้อถอนหายใจยาว ยกผ้าห่มผืนบางขึ้นคลุมจนมิด เอ่ยพูดใต้โพงผ้า “งั้นแกก็กลับไปได้แล้ว ฉันจะนอน”
วีรนันท์หัวเราะแผ่วเบากับอาการนั้น “แกไล่ฉันหรอ”
“แกกำลังรบกวนคนป่วยอยู่ ซึ่งนั่นทำให้ฉันมีเวลาในการพักผ่อนน้อยลง และอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ฉันต้องนอนโรงพยาบาลนานขึ้น เพราะฉะนั้นแกกลับไปเลย”
“เออ...ฉันกลับก่อนก็ได้ แกก็พักผ่อนเยอะๆ นะปลิว แล้วพรุ่งนี้จะมารับกลับบ้าน”
“อือ...” คนป่วยรับคำแค่ในลำคอ ไม่แม้แต่จะเปิดผ้าห่มขึ้นเสียด้วยซ้ำ
“แกนี่มันพาลจริงๆ เลย” วีรนันท์ส่ายหัวเล็กน้อย เอ่ยเสียงเบาซึ่งก็พอให้คนบนเตียงได้ยิน ก่อนจะเปิดประตูเดินออกไป แต่เพียงชั่วอึดใจเท่านั้นยังไม่ทันที่ปลิตราจะเปิดโพงผ้า เสียงประตูห้องก็ถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง
“ลืมอะไรอีกล่ะ” คนพูด ก็พูดไป จนไม่ได้เห็นรอยยิ้มของผู้ที่เข้ามาใหม่
ปัฐน์กอดอกนิ่งมองผู้ที่หลบอยู่ใต้ผ้าห่ม รอยยิ้มที่อยู่บนริมฝีปากกว้างนั้น คงยากนักที่ปลิตราจะมีโอกาสได้เห็น ซึ่งมันคงจะง่ายกว่านี้ถ้าปลิตราเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับปัณณ์ เชื่อได้ว่าเขาคงจะตกหลุมรักเธอได้ไม่ยากนัก แต่ในสถานะตอนนี้ แม้แค่เพียงห่วงใยเธอเขาก็ไม่ควรทำ
คำถามที่ไม่มีผู้ตอบรับเนิ่นนานนั้น ทำให้นึกสงสัย จนต้องลดผ้าห่มผืนบางลง ปลิตราตกใจเล็กน้อยแววตาหวานส่อแววตื่นตระหนกสบกับแววตาคมกล้า ใบหน้าเรียบตึงของเขาทำให้หญิงสาวดึงสติกลับมาได้พร้อมๆ กับการเชิดหน้าใส่
ปัฐน์ยิ้มมุมปาก “ผมไม่ได้ลืมอะไร แค่จะเข้ามาวัดความดันคุณเท่านั้น” เขาชูเครื่องวัดความดันแบบพกพาเพื่อยืนยันคำพูด ซึ่งทำให้ปลิตราเก้อเพียงเล็กน้อย
“ฉันคิดว่าเป็นเพื่อนของฉัน”
“ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น” เขาพูดพร้อมกับเดินเข้ามาหาคนป่วยที่นอนหน้าเชิดอยู่บนเตียง วางเอกสารที่ถือติดมาด้วยนั้นบนโต๊ะข้างเตียง ก่อนจะจับแขนเล็กรั้งชายแขนเสื้อขึ้น “คุณพูดโดยที่ไม่ดูเสียด้วยซ้ำ ถ้าเป็นโจรคุณคงตายไปแล้ว” พร้อมกันนั้นคุณหมอหนุ่มรัดผ้าพันแขน กดปุ่มสตาร์ทเพื่อให้เครื่องเริ่มทำงาน
“ฉันก็ไม่คิดว่าโรงพยาบาลที่มีมาตรฐานระดับสูง จะปล่อยให้โจรเข้ามาได้”
“ที่นี่โรงพยาบาลนะครับไม่ใช่โรงพัก ใครจะเข้าหรือออกก็ได้ คุณไม่ควรประมาท” ประโยคสุดท้ายออกในแนวเชิงสั่งสอนเสียมากกว่า ซึ่งคนรับฟังได้แต่แอบชำเลืองสายตามอง นึกค่อนขอดในใจ ท่าทางประสาทจะกลับ ที่อยู่ดีๆ ก็มาเป็นห่วงกันแบบนี้
คุณหมอหนุ่มเดาความคิดจากดวงตานั้นได้ และเหมือนจะเพิ่งรู้ตัวว่าได้แสดงความห่วงใยออกไปเสียแล้ว เขาจึงทำได้เพียงตีหน้านิ่งต่อไป ซึ่งก็พอดีกับเสียงเตือนของเครื่องวัดความดัน ซึ่งแสดงสถานะสิ้นสุดการทำงาน
“คุณคงไม่ได้คิดว่าผมกำลังเป็นห่วงคุณอยู่” น้ำเสียงเอ่ยเรียบๆ พร้อมๆ กับการเก็บเครื่องวัดความดันนั้น ก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นสบตาด้วย “แต่ถ้าคุณจะคิดอย่างนั้นก็ได้ เพราะผมก็ต้องเป็นห่วงคนไข้ทุกคนตามจรรยาบรรณของแพทย์”
ปลิตรานิ่งงันกัดริมฝีปากล่างแน่นอย่างคนร้อนตัว แต่ก็อดเอ่ยประชดประชันออกไปไม่ได้ “ฉันทราบค่ะ ว่าคุณหมอเป็นหมอที่ดี ต้องรักษาจรรยาบรรณสูงสุด”
ชายหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปาก กับคำพูดนั้น “ใช่ครับถ้าในฐานะแพทย์ ผมต้องรักษาคนไข้ตามจรรยาบรรณ ส่วนในฐานะคนธรรมดา ในฐานะพี่ชาย ผมก็ต้องทำเพื่อน้อง”
“ทำเพื่อน้อง...หมายความว่ายังไง”
