บท
ตั้งค่า

บทที่ 8

ไฟท้ายที่หายลับไปกับสายตาบ่งบอกได้ดีว่าทุกอย่างไม่อาจย้อนคืนกลับมาได้ ถ้าอย่างนั้นก็คงไม่ผิดถ้าเธอจะปล่อยให้ทุกอย่างมันเป็นเรื่องของเวรกรรมที่ใครทำอะไรไว้ก็ต้องได้รับอย่างนั้น...

ท่ามกลางความมืดมิดที่มากเกินปกติ บ่งบอกว่าอีกไม่นานฝนจะต้องตกเป็นแน่ แต่คนขับรถสีหน้าเคร่งเครียดไม่ได้สนใจฟ้าหรืออากาศอื่นใด นอกจากตั้งมั่นพาเจ้าโลหะคันย่อมพุ่งทะยานแข่งกับยวดยานคันอื่นๆ บนถนนสายหลัก ปลิตราเองก็จนปัญญาที่จะทำสิ่งอื่นใดนอกจากนั่งนิ่งตัวตรงสายตาพุ่งตรงมองฝ่าความมืดมิดไปไกล ครุ่นคิดหาทางออกที่ดีที่สุด แต่จนแล้วจนรอดแม้แค่เพียงเอ่ยปากพูดเธอก็ยังไม่กล้าที่จะทำ บางเวลาจึงเลือกใช้วิธีการแอบชำเลืองมองคนข้างกายที่เงียบเชียบไม่แพ้กัน สีหน้าดุดันไม่แม้จะหันมามองเธอเลยแม้แต่น้อย เหมือนว่าเธอเป็นแค่อากาศที่เขาไม่จำเป็นต้องใส่ใจ หรือเขาจะลืมไปเสียแล้วว่าลากเธอขึ้นรถมาด้วยกัน

“คุณจะพาฉันไปไหนคะ” เธอแทบกลั้นใจถามเลยทีเดียว เมื่อดูระยะทางช่างแสนไกลไม่สิ้นสุดเสียที เมื่อยิ่งออกไปไกลออกไปเท่าไร ความเร็วของรถก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นจนเธอต้องเกาะคอนโซนหน้ารถไว้หวังเป็นหลักเพิ่งพิง ซ้ำร้ายฝนเม็ดโตเริ่มหล่นร่วงลงบ้างแล้วเพื่อมากระหน่ำซ้ำเติมให้บรรยากาศรอบข้างดูน่าหวาดหวั่นมากขึ้นอีกเป็นเท่าตัว

“ไปในที่ๆ มีแค่เราสองคน”

น้ำเสียงตอบโดยที่ไม่ได้หันมามองเลยนั้นไม่ได้อ่อนโยนแต่ก็ไม่ได้แข็งกระด้างเสียทีเดียว เธอพอจะคิดเข้าข้างตัวเองบ้างได้ไหมว่าตอนนี้เขาเริ่มจะอ่อนลงบ้างแล้ว และจะกลับมาเป็นๆ คนเดิม บางทีเธออาจจะเกลี้ยกล่อมให้เขาพากลับบ้านได้ หรือไม่อย่างน้อยก็ขอให้เขาหยุดและฟังเหตุผลกันบ้าง

“ปัณณ์คะ คุณรู้ตัวอยู่หรือเปล่าว่ากำลังทำอะไรอยู่”

“รู้สิ...ผมรู้ตัวทุกอย่าง” เขาตอบกลับละสายตาจากท้องถนนหันมามองคู่สนทนาเพียงชั่วครู่ แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่ทำให้ปลิตราได้รู้ว่าสิ่งที่เธอคิดนั้นไม่ผิดเลยตอนนี้เขาดูใจเย็นลง แววตาโกรธเกรี้ยวเลือนหายไป แต่ในทางกลับกันอย่างน่าใจหาย เมื่อแววตาของชายหนุ่มนั้นเปลี่ยนเป็นความแห้งแล้ง เย็นชา เหมือนๆ กับคนหมดอาลัยตายอยากในชีวิตกระนั้น

เป็นเพราะเธออย่างนั้นหรือ?

อดที่จะถามตัวเองไม่ได้ แต่เธอรู้ดี...เธอไม่ผิด เขาต่างหากที่นอกใจ เขาไม่ซื่อสัตย์ สิ่งที่เขาทำมันเห็นแก่ตัว!

“ไม่จริง...ถ้ารู้ตัวคุณจะไม่ทำกับฉันแบบนี้” เธอร้องบอก แต่ดูเหมือนครั้งนี้เขาเงียบไป ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธเหมือนๆ กับว่าเขาไม่อยากจะเจรจาต่อความยาวสาวความยืดให้เธออุทรใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งก็คงเหมือนๆ กับปิดโอกาสรอดของเธอทุกๆ ทาง หรืออีกนัยหนึ่งเขาคงรู้ตัวเองดีว่าเรื่องทุกอย่างคงจะพักไม่เป็นท่า ถ้าเขาใจอ่อนแม้เพียงนิดให้กับคำพูดใดๆ ของเธอก็ตาม

“พาฉันกลับบ้านได้ไหมคะ”

เช่นเคยที่คำพูดของเธอเลือนหายไปตามอากาศ เขาทำราวกับเธอไม่มีตัวตน สีหน้าและท่าทางยังคงมุ่งมั่นอยู่กับท้องถนนเบื้องหน้า แต่ยิ่งเขาทำแบบนั้นมันยิ่งทำให้เธอทนไม่ไหว เธอไม่ใช่ตุ๊กตายางที่ไม่มีชีวิต เธอมีความรู้สึก และความรู้สึกของเธอเชื่อได้ว่าเจ็บปวดไม่น้อยไปกว่าเขาเลย อันที่จริงต้องเป็นเธอสิ ที่เจ็บปวดมากกว่าก็เธอเป็นฝ่ายที่ถูกหักหลังอย่างเลือดเย็น

“ปัณณ์...ฉันรู้ว่าคุณได้ยินฉัน แต่ไม่ว่าคุณคิดจะทำอะไรคุณจะไม่ได้อะไรเลยจากการกระทำนี้สักอย่าง”

“หึ...อย่างน้อยผมก็ได้คุณ” เสียงเพียงแผ่วเบาทว่าเธอก็ยังได้ยิน

“คุณบ้าไปแล้วปัณณ์” กระแสเสียงอ่อนล้า แข็งขาอ่อนแรงทุกสิ่งทุกอย่างเลวร้ายอย่างที่ไม่ควรจะเป็น

“เพราะผมรักคุณมากเกินไปต่างหากล่ะปลิว รักมาก รักมากกว่าที่คุณรักผมเสียอีก ผมทนไม่ได้ที่ต้องอยู่โดยไม่มีคุณ แล้วคุณล่ะปลิว คุณอยู่ได้อย่างไรโดยที่ไม่มีผม”

แววตาแข็งกร้าวมองมา มันสะท้อนถึงการตัดพ้อต่อว่า ความเสียใจ สุดท้ายกลายเป็นความโกรธ โกรธที่แม้แต่เยื่อใยสักนิดปลิตรายังไม่มีให้เขา เธอตัดเขาได้ง่ายเกินไป

หญิงสาวนิ่งเงียบไป ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธใดๆ ทั้งสิ้นด้วยรู้ดีว่าต่อให้เธอเพียรพยายามอธิบายเท่าไร ก็เหมือนกับยิ่งเติมน้ำมันลงไปในเพลิงไฟเท่านั้น แต่เธอก็ไม่รู้เลยว่า การไม่พูดเลยนั้นก็ไม่ต่างกับการเติมน้ำมันลงบนกองเพลิงเช่นกัน ซึ่งมันก็อาจจะแผดเผารุนแรงเสียยิ่งกว่าด้วยซ้ำ เมื่อชายหนุ่มเหยียบคันเร่งด้วยแรงโทสะ ที่เพิ่มมากขึ้น ไม่สนใจต่อเสียงกรีดร้อง โวยวายอะไรของปลิตราอีก

ความเร็วของรถพุ่งทะยานผ่านความมืดมิดบนถนนที่เงียบสนิทนั้น สายฝนยังคงโปรยปรายเพียงแต่เบาบางลงเท่านั้น สักพักก่อนที่ป้ายสีเหลืองแจ้งเตือนการมาถึงของทางโค้ง คันเร่งถูกผ่อนน้ำหนักเบาลงพร้อมๆ กับที่เขาแตะเบรกเพียงเล็กน้อยเพื่อช่วยลดความเร็วของรถลง นาทีนั้นชายหนุ่มเริ่มรับรู้ถึงความผิดปกติ แต่ก็ยังใจเย็นมากพอเพราะที่จะคิดว่ามันอาจจะเป็นเพราะเขาวิ่งรถมาด้วยความเร็วที่สูงมากเกินไปและเหยียบเบรกไม่มากพอ

ครั้งนี้เขาจึงแตะเบรกด้วยน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้นๆ จนสุด แต่เขาก็พบเพียงความว่างเปล่า ไม่มีแรงต้าน ไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับ ฉับพลันดวงตาคมกล้าทอดมองเห็นกิ่งไม้ใหญ่ที่หักโค่นลงมากีดขวางการจราจรบนถนนสายหลัก ช่วงเสี้ยวนาทีนั้นชายหนุ่มย้ำเบรกอย่างแรง ดึงเบรกมือขึ้นจนสุดแต่เหมือนจะไม่ทันการเสียแล้ว เมื่อรถคันเล็กหมุนวนพุ่งทะยานบดเบียดกับไหล่ทางเป็นทางยาว หูของเขาไม่ได้ยินเสียงอื่นใด นอกเสียงกรีดร้องของผู้ร่วมทาง ก่อนที่ทุกอย่างจะนิ่งสงบลงในที่สุด

ท่ามกลางความมืดมิด ร่างเล็กบางในชุดสีดำสนิทยืนนิ่งอยู่มุมหนึ่งของถนน สายตาคมหวานจ้องมองซากรถพี่พังยับเยินบดเบียดกับไหล่ทาง ฝากระโปรงหน้าของรถยับย่นไม่เป็นรูปทรง กระจกแตกละเอียดกระจายกราดเกลื่อน สภาพของคนในรถถ้าไม่ตายก็คงต้องบาดเจ็บสาหัส

ริมฝีปากเล็กบางที่เคลือบด้วยลิปสติกสีชมพูอ่อนหวาน ยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะยิ้มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเสียงหัวเราะ

“สมควรแล้วที่จุดจบของคุณต้องเป็นแบบนี้ ขอให้ไปครองรักกันในปรโลกอย่างมีความสุขนะคะ”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel