บทที่ 10
“ทำเพื่อน้อง...หมายความว่ายังไง” คำถามนี้ของปลิตราเหมือนกับการรำพึงกับตัวเองเสียมากกว่า แต่คำพูดนั้นก็ไม่ได้แผ่วเบาจนอีกฝ่ายไม่ได้ยิน เขาจึงเลือกที่จะตอบคำถามนั้นอย่างแถไปเสียมากกว่า
“ความหมายก็ตรงตัว ไม่เห็นต้องตีความอะไรมากมาย”
“การที่ฉันต้องมาเป็นคนไข้ของคุณ มันไม่ใช่แค่ความบังเอิญใช่ไหม” ครั้งนี้เธอตั้งคำถามแบบตรงตัวด้วยแววตาจริงจังเชิงคาดคั้น ซึ่งปัฐน์นึกไม่ชอบเอาเสียเลยเหมือนเขาโดนหญิงสาวต้อนมาให้จนมุมอย่างไรอย่างนั้น ซึ่งตัวเธอเองไม่มีสิทธิ์ที่จะมาตั้งคำถามกับเขาเสียด้วยซ้ำ เพราะคนที่สมควรจะถูกคาดคั้นน่าจะเป็นเธอเสียมากกว่า
“นี่คุณกำลังกล่าวหาว่าผมเป็นคนวางแผนฆาตกรรมคุณ เพื่อที่จะได้รักษาคุณอย่างนั้นหรือ” ครั้งนี้เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบมากกว่าเดิม และแน่นอนเขาเปลี่ยนบทบาทของตัวเองให้เป็นผู้บริสุทธิ์ได้อย่างน่าตาเฉย “และผมก็คงต้องเป็นคนที่โทรแจ้งโรงพยาบาลเพื่อให้มารับตัวคุณมารักษาที่นี่อย่างนั้นด้วยใช่ไหม”
“ฉันมีสิทธิ์คิดอย่างนั้นได้ไม่ใช่หรือ” น้ำเสียงดื้อรั้น พร้อมกับการเชิดหน้าตอบ ทำให้ปัฐน์กระตุกยิ้มมุมปากให้กับความเย่อหยิ่งของอีกฝ่าย อยากหยั่งรู้อนาคตได้นัก ว่าถ้าเธอรู้จุดประสงค์ของเขาแล้ว เจ้าของกิริยา เชิดๆ หยิ่งๆ นี้จะทำหน้ายังไง
“ถ้าคุณจะคิดอย่างนั้นแล้วสบายใจผมก็ยินดี” เขาเน้นเสียงเชิงหยอกล้อ ก่อนโต้กลับอีกครั้ง คราวนี้เขาพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบพร้อมกับการยกยิ้มมุมปากร้ายลึก “ผมไม่สนหรอกนะว่าคุณจะคิดเห็นยังไงกับการเจอกันของเรา แต่คุณต้องยอมรับอย่างหนึ่ง เพราะไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องบังเอิญหรือจงใจก็ตาม ผมก็เป็นคนช่วยชีวิตคุณไว้”
หญิงสาวตวัดสายตาขึ้นมอง ปลิตราเม้มริมฝีปากแน่นนึกเคืองคนที่ทวงบุญคุณได้อย่างน่าตาเฉย ก่อนเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงที่เย่อหยิ่งพอกัน “ขอบคุณ”
สาบานได้ว่าเขาไม่ได้ซาบซึ้งกับคำพูดนั้นเลย และเชื่อได้ว่าตัวเธอเองก็ไม่ได้รู้สึกอย่างที่ปากพูดสักเท่าไร ตรงกันข้ามแววตาร้ายลึกแบบนี้นอกจากจะไม่สำนึกบุญคุณแล้ว ยังอกตัญญูได้อย่างร้ายกาจเลยล่ะ
“แค่นั้น?” เขาถาม จงใจให้อีกฝ่ายรับรู้จากน้ำเสียงว่าสิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่แค่นี้ หรือต่อให้เธอยกพานธูปเทียนมาขอบคุณเขามันก็ยังไม่เพียงพอเลยเสียด้วยซ้ำ
หญิงสาวผ่อนลมหายใจยาว แม้ว่านั่นจะไม่ได้ช่วยให้อารมณ์เย็นลงเท่าไรนักก็ตาม ก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงฉะฉานที่แสดงถึงความมั่นใจเต็มเปี่ยม “แค่นี่เท่านั้น”
“เสียใจ” คุณหมอหนุ่มส่ายหน้าตอบ “คุณไม่มีสิทธิ์เลือก เป็นหนี้บุญคุณก็ควรต้องตอบแทนบุญคุณ อย่ามาทำตัวอกตัญญู”
“ตอบแทนบุญคุณ” เธอทวนคำ ตวัดสายตาขึ้นจ้อง “ถ้าคุณยังไม่รู้ ฉันจะบอกให้ว่าฉันต้องเสียเงินในการรักษาตัวที่นี่ แล้วอีกอย่างคุณเองก็เป็นหมอมีหน้าที่ต้องรักษาคนไข้ แล้วคุณจะมาอ้างบุญคุณอะไรกับฉันอีก”
ปัฐน์ยิ้มมุมปากซึ่งเหมือนจะเป็นการเยาะหยันเสียมากกว่า “แล้วคุณได้เสียเงินสักบาทกับการรักษาหรือยัง”
ปลิตรายักไหล่ตอบอย่างไม่แยแส “ยังไม่ได้จ่าย...แต่ก่อนที่ฉันจะออกจากโรงพยาบาลฉันต้องไปจ่ายอยู่แล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นผมจะแจ้งให้คุณทราบไว้คร่าวๆ ก็แล้วกันนะครับ ห้องที่คุณนอนพักอยู่เป็นห้องวีไอพีระดับเอ มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครันอย่างต่ำๆ คืนหนึ่งก็น่าจะราวๆ สองหมื่นกว่าๆ แล้วคุณก็นอนห้องนี้มาอาทิตย์กว่าได้แล้วมั้งครับ นี่ยังไม่รวมค่าเอ็กซเรย์ร่างกาย ค่าสแกนสมอง ค่ายา ค่าอาหาร ค่าอื่นๆ อีกจิปาถะไปหมด รวมแล้วนับคร่าวๆ ตอนนี้ก็...น่าจะประมาณห้าแสนกว่าบาท”
“ห้าแสน...” ดวงตาเล็กขยายกว้าง น้ำเสียงตื่นตระหนก ก่อนใบหน้าที่ซีดอยู่แล้วจะซีดลงไปอีก พลางคิดในใจอย่างทดท้อ แล้วคนอย่างเธอไปเอาปัญญาที่ไหนมาจ่าย มนุษย์เงินเดือนที่มีเงินเก็บอยู่แค่ไม่กี่หมื่น เท่านั้น แค่ค่าห้องพักยังไม่พอจ่ายเสียด้วยซ้ำไป
“คุณโกหกฉันใช่ไหม” น้ำเสียงตั้งคำถามอ่อนละโหยโรงแรงหมดหวัง เพราะเธอมั่นใจว่าปัฐน์ไม่ได้โกหก แน่ๆเพราะคำนวณจากสิ่งอำนวยความสะดวกรอบข้างแล้วเขาไม่ได้พูดเกินจริงเลย
“ถ้าคุณต้องการสลิปค่าใช้จ่ายเบื้องต้นผมสามารถหาให้คุณได้ แต่นั่นยังไม่รวมค่าห้องพักในคืนนี้นะครับ” ประโยคนั้นย้ำคำตอบว่าเขาไม่ได้พูดพล่อยๆ ซึ่งปลิตราฟังแล้วมันช่างเลือดเย็นยิ่งนัก
“ฉันไม่ได้เป็นคนร้องขอห้องพิเศษหลายหมื่นนี่สักหน่อย”
“ทางโรงพยาบาลต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนป่วย แล้วอีกอย่างก็ไม่เห็นมีใครคัดค้าน แม้กระทั่งตัวคุณเอง”
ใช่เธอไม่แม้แต่จะคิดถึงมันเสียด้วยซ้ำ ไม่ได้คำนึงถึงรายจ่ายที่จะตามมาเลยสักนิด เธอต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ปลิตรา ที่สามารถนอนในโรงพยาบาลสุดหรูที่ราคาห้องมากกว่าสองหมื่นมาได้ถึงสิบคืนอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวแบบนี้
“ฉัน...จะขอผ่อนผันกับโรงพยาบาล”
“อย่างน้อยคุณก็ต้องจ่ายก่อนครึ่งหนึ่ง ถึงจะทำเรื่องผ่อนจ่ายได้ ซึ่งถ้าให้ผมเดาคุณก็ยังคงไม่พอจ่าย บอกไว้ก่อนการไปกู้เงินถ้าในระบบคุณจะเป็นหนี้ระยะยาวไม่รู้อีกกี่ปีกว่าจะหมด แล้วกว่าจะดำเนินเรื่องเสร็จก็ใช้เวลาอย่างน้อยเป็นสัปดาห์ โรงพยาบาลเขาไม่รอหรอกนะครับ หรือจะหนี้นอกระบบดอกเบี้ยทบต้นเผลอๆ อาจจะโดนทวงหนี้โหดก่อนถึงกำหนดชำระก็ได้ คุณจะอยู่ยากเอานะครับ” ชายหนุ่มเอ่ยยืดยาว แววตาคมกล้าสะท้อนเยาะเย้ยอย่างปิดไม่มิด น้ำเสียงต่อมาของเขาจึงปะปนไปด้วยการดูถูก “มีอีกทางคือคุณอาจจะต้องลดศักดิ์ศรีตัวเองสักหน่อยบากหน้าไปยืมเงินเพื่อน แค่สี่ซ้าห้าแสน เพื่อนคุณก็คงให้ฟรีๆ”
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาเล็กจ้องมองร่างสูงอย่างโกรธจัด ถ้าเพียงเธอเผาพลาญเขาได้ด้วยสายตาป่านนี้เขาคงเป็นเถ้าธุลีไปแล้วเป็นแน่ ซึ่งชายหนุ่มก็ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรสักนิดกับแววตาที่ร้อนราวเปลวเพลิงนั้นซ้ำร้ายเขายังเติมเชื้อไฟด้วยการมองตอบกลับไปเหมือนจะสมเพชเวทนา
“ไม่เห็นมีใครถามฉันสักคำ ว่าฉันต้องการรักษาตัวที่นี่หรือเปล่า”
ปัณณ์หัวเราะในลำคอ แววแพ้รำไรนั้นไม่ได้ทำให้หญิงสาวสำนึกได้เลย คนไม่เจียมตัวแบบนี้เขาก็ไม่ควรที่จะต้องสงสาร “คุณอาการหนักมากแทบจะไม่หายใจแล้วเสียด้วยซ้ำตอนมาถึงโรงพยาบาล แล้วพอรักษาคุณเสร็จคุณก็หลับยาวถึงสามวันเต็มผมไม่มีโอกาสได้ถาม เพื่อนของคุณก็ไม่ได้คัดค้าน ผมก็เลยตามเลย”
“คุณนี่มัน...” เธอทำอะไรเขาไม่ได้เลยสักอย่าง นอกเสียจากสะสมความแค้นเอาไว้เท่านั้น ถ้าให้เดาทั้งวีรนันท์และลดาวลีไม่ได้คิดถึงรายจ่ายที่จะตามมาเสียด้วยซ้ำ แล้วเขาก็ไม่คิดที่จะถามหรือเตือนความจำใครทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอก มันเป็นแผนการบางอย่างของคุณหมอเถื่อนคนนี้
“คุณต้องการอะไรจากฉัน” น้ำเสียงกระด้าง ตัดใจถาม ซึ่งส่งผลให้แววตาคมกล้านั้นส่อแววระยิบระยับสะใจกับการพ่ายแพ้หมดท่าของเธอ เสียงหัวเราะแผ่วเบายิ่งทำให้ปลิตราอยากฆ่าเขาให้ตายคามือเสียเดี๋ยวนี้
“แค่เซ็นสัญญาฉบับนี้”
