บทที่ 6
“แล้วคุณมีอะไรให้ผมต้องการ...” คำตอบนั้นมาพร้อมสายตาที่มองกราดไปทั่วร่างอย่างไร้มารยาท ปลิตราเม้มริมฝีปากแน่น กระชับผ้าห่มผืนเล็กเข้าหาตัวด้วยใบหน้าชาสะท้านราวกับถูกตบด้วยคำพูดและสายตาของเขากระนั้น ก่อนที่มันจะแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยว ทำให้น้ำเสียงต่อมาจึงเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพอารมณ์
“หยุดมองฉันด้วยสายตาแบบนั้นนะ...แล้วออกไปได้แล้ว”
สายตาดุคม ย้อนขึ้นมามองใบหน้าซีดเซียวที่บัดนี้แดงก่ำด้วยพิษโทสะ สายตาจับจ้องกันนิ่ง ก่อนที่เขาจะเลิกคิ้วมองอย่างเหยียดๆ ดูราวกับว่ามีความสุขที่สามารถยั่วประสาทให้เธอโกรธได้ เขามันโรคจิต!
“ความจริงรูปร่างของคุณก็ไม่เลว” เขาพูด ไม่ได้สนใจท่าทีโกรธเกรี้ยวของเธอเลยสักนิด ไม่มีประโยชน์อะไรที่เขาต้องสนใจอารมณ์ของผู้หญิงตรงหน้า ยิ่งเธอโกรธมากเท่าไรยิ่งดี เพราะนี่มันแค่เริ่มต้น นับจากนี้เป็นต้นไปเธอยังต้องเจออะไรอีกเยอะ
“ฉันบอกให้คุณออกไป!” น้ำเสียงตะโกนลั่นห้อง ชนิดที่ว่าเสียงเธอมีเท่าไรก็ใส่ไปเท่านั้น แต่ก็อีกเช่นเคยนอกจากเขาจะไม่สนใจแล้ว ยังพูดจาน่าเกลียดให้เธอรังเกียจเพิ่มมากขึ้นไปอีก
“อกเท่านี้ เอวเท่านั้น...สะโพกก็กำลังดี” ปัฐน์กอดอกมองไล่ระดับสายตาประกอบตามคำพูด ทำให้ปลิตรานึกอยากจะควักลูกตาของเขาออกมาขยำเหยียบให้บี้แบนยิ่งนัก
“คุณปัฐน์ฉันบอกให้คุณออกไป” ครั้งนี้หญิงสาวเน้นทุกคำหนักแน่น “แล้วฉันก็จะบอกเป็นครั้งสุดท้าย...ถ้าคุณยังไม่ยอมออกไปฉันจะเรียกให้พยาบาลเข้ามาจัดการคุณ”
นี่เธอคิดว่าเป็นเจ้าของโรงพยาบาลหรือไงกัน สิทธิ์สักนิดหรือก็ไม่มีแล้วยังจะกล้าอวดเก่ง คุณหมอหนุ่มคิดอย่างหยามหยัน ก่อนจะกระชากร่างเล็กเข้าหาตัว กระซิบเสียงรอดไรฟันออกมาอย่างเลือดเย็น “คุณไม่มีวันหนีผมพ้นหรอกปลิตรา...เตรียมตัวไว้เถอะแล้วคุณจะได้รู้ว่าผมต้องการอะไร”
ริมฝีปากขบเม้มเม้มแน่น อดทนต่อแรงบีบจากฝ่ามือใหญ่ ที่แทบจะทำให้แขนของเธอกลายเป็นผุยผง แต่กระนั้นดวงตาเล็กกลับแข็งกร้าวต่อสู้กับเขาอย่างไม่ให้อีกฝ่ายได้ใจ จนเป็นชายหนุ่มเองนั่นแหละที่ทนไม่ไหว เขาผลักร่างบางออกอย่างแรงก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างหัวเสีย
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง เมื่อประตูถูกปิดสนิทลงด้วยร่างใหญ่ที่เธอแสนชิงชัง คำพูดสุดท้ายของเขายังดังก้องอยู่ในหูกลับไปกลับมาเป็นปริศนาให้เธอได้ขบคิดเล่น ทำไมหนอคนที่เหมือนกันราวกับคนๆ เดียวกัน แต่นิสัยช่างต่างกันราวฟ้ากับก้นเหวกระนั้น
รอยแดงช้ำที่เห็นได้อย่างชัดเจนบริเวณต้นแขนทั้งสองข้างทำให้ปลิตราต้องถอนหายใจออกมา ก่อนที่หยดน้ำตาใสจะกลิ้งลงมาตามพวงแก้ม ให้เธอใช้หลังมือป้ายออกอย่างเคยชิน ใช่เธอเคยชินกับการที่ต้องเช็ดน้ำตาตัวเองมานานแล้วตั้งแต่ปัณณ์จากไป หรือบางทีนี่อาจเป็นบทลงโทษที่ปัณณ์มอบให้กับเธอก็เป็นได้
ปัฐน์ถอนหายใจรัวแรงด้วยอารมณ์หงุดหงิดที่ก่อตัวขึ้น และช่างยากเย็นยิ่งนักที่จะดับลง ร่างสูงกระแทกตัวลงนั่งที่เก้าอี้บุหนังเนื้อดีสีดำ ภายในห้องทำงานส่วนตัว แต่การทำแบบนั้นใช่ว่าความโกรธเคืองจะน้อยลงไป เมื่ออะไรๆ ก็ไม่ได้ดั่งใจเขาไปเสียหมด อย่างเช่นที่ว่าหญิงสาวไม่ได้อ่อนแอเลยสักนิด แต่แข็งกระด้างจนเกินเยียวยาต่างหาก ท่าทีหยิ่งผยองพองขน อวดเก่งทั้งที่ไม่มีอะไรให้อวดนั้นมันทำให้เขานึกขัดใจ ความจริงเธอต้องกลัวเขาจนลนลานสิ เธอต้องร้องไห้ หรืออะไรสักอย่างที่แสดงออกบ้างว่าหวาดกลัวเขา แต่นี่กับไม่มีเลย ซ้ำเธอยังมองเขาด้วยสายตาอาฆาตชนิดแบบที่ว่าถ้าเธอฆ่าเขาได้เธอคงทำไปแล้ว
หมอหนุ่มถอนหายใจอีกครั้ง นับหนึ่งถึงสิบในใจ รวบรวมสมาธิที่แตกกระเจิงให้กลับคืนมา อยากจะบอกกับตัวเองเป็นล้านๆ ครั้งว่าที่ไม่มีสมาธิอยู่นี่ไม่ได้เป็นเพราะร่างนุ่มนิ่มที่ได้โอบกอดนั่นหรอกนะ ไม่ใช่เลยสักนิด นี่ปลิตราคิดว่าตัวเองเป็นใคร คิดว่ามีอำนาจเหนือเขากระนั้นหรือ คิดว่าเสน่ห์ของตัวเองมากพอจะมัดใจเขาได้เหมือนนายปัณณ์อย่างนั้นหรือ หึ...ไม่มีทาง
มือหนาเอื้อมมือเปิดลิ้นชัก ที่ภายในมีเอกสารส่วนหนึ่งเก็บไว้ แต่เขาไม่ได้สนใจ เพียงแต่เลือกหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลที่ถูกซ่อนไว้ใต้สุดขึ้นมา ภาพถ่ายสีขนาดต่างกันที่เขาเพียรดูครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อละลึกไว้ว่าเธอคือฆาตกรที่ฆ่าน้องชายของเขา แม้แต่เศษเสี้ยวความรู้สึกดีๆ ก็ไม่ควรมีให้
ภาพสุดท้ายที่อยู่ในมือเป็นภาพของร่างเล็กที่ถ่ายเคียงคู่กับน้องชายของเขา ร่างสูงใหญ่นั้นโอบร่างเล็กไว้ แววตาของทั้งคู่เปี่ยมไปด้วยความสุข จนครั้งหนึ่งเคยทำให้เขาอิจฉา
“แฟนเราสวยไหม” ปัณณ์เอ่ยถามกับร่างสูงที่บัดนี้แววตาคมกล้ายังคงจ้องมองภาพนั้นนิ่งสีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ยกยิ้มมุมปากตามความเคยชินเท่านั้น ก่อนที่เขาจะลดมือลงมองน้องชายที่หน้าตาไม่ผิดเพี้ยนกันเลยนั้น สีหน้าของปัณณ์ตอนนี้ดูมีความสุข ก็คงจะเหมือนๆ กับภาพที่อยู่ในมือเขาตอนนี้
“สวย...” คำตอบของเขาเพียงแค่นั้น และปัณณ์ก็รู้ดีว่าคนพูดรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ
“แล้วก็อย่าลืมแต่งตัวหล่อๆ ไปงานแต่งเราด้วย”
ปัฐน์เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ยกมือขึ้นกอดอก เอ่ยขำๆ ย้อนกลับไป “แน่ใจ?...ไม่กลัวเจ้าสาวตกใจหรือไงที่จะมีเจ้าบ่าวสองคน”
ปัณณ์ยิ้มรับ หัวเราะแผ่วเบาในลำคอ “ว่าจะบอกเขาก่อนอยู่แล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นก็ระวังเจ้าสาวนายจะมาตกหลุมรักฉันก็แล้วกัน” เขาบอกอีกซึ่งนั่นก็ทำให้ปัณณ์หัวเราะขึ้นอีกเช่นกัน
“อย่ามาหยอดหน่อยเลยน่า ปลิวเขาเป็นคนดี เขารักฉันคนเดียว” น้ำเสียงนั้นภาคภูมิใจจนอีกฝ่ายรับรู้ได้ จนอดที่จะยินดีด้วยไม่ได้จริงๆ แต่คำพูดต่อมานี่สิเริ่มทำให้เขาไม่แน่ใจเสียแล้วว่าควรรู้สึกยินดีด้วยจริงๆ หรือไม่
“แล้วอีกอย่างนายก็ขี้เหล่กว่าเราตั้งเยอะ ไม่มีทางที่ปลิวเขาจะไปตกหลุมรักแน่ๆ”
คำพูดนั้นไม่ได้ทำให้เขาขุ่นเคืองเท่าไรหรอก เขาเพียงแต่ยักไหล่เล็กน้อยก่อนเดินหายไป แต่กระนั้นก็ยังมิวาย ส่งเสียงลอยมาให้พอได้ยิน
“คงยังไม่รู้สินะ ว่าเราสองคนหน้าเหมือนกันมาก ถ้าฉันขี้เหล่นายจะเหลืออะไร...”
ตอนนั้นเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปัณณ์ทำสีหน้าอย่างไร อาจจะกำลังหัวเราะกับคำพูดของเขา หรืออาจจะกำลังเสียใจ เพราะสิ่งเดียวที่ปัณณ์ไม่ชอบและหลีกหนีตลอดมาคือใบหน้าที่เหมือนกันกับเขา ใช่...ปัณณ์ไม่เคยบอก และเขาไม่เคยรู้ จวบจนเขาได้เห็นข้อความในสมุดบันทึกเล่มนั้น ถ้าเพียงแต่เขารู้สึกนิด เขาจะไม่มีวันพูดประโยคนั้นออกไป เขาจะไม่มีวันพูด!
ประตูห้องทำงานถูกเคาะเบาๆ ดึงสติของเจ้าของห้องให้กลับมา คุณหมอหนุ่มละสายตาจากภาพถ่ายเหล่านั้นพร้อมๆ กับสอดเก็บใส่ซองซ่อนไว้ในลิ้นชักดังเดิม ก่อนจะเอ่ยอนุญาตให้คนที่เคาะได้เข้ามา
หญิงวัยกลางคนในชุดพยาบาลสีขาวสะอาด หยุดยืนอยู่ตรงเพียงหน้าประตูเท่านั้น เธอยิ้มให้คุณหมอเพียงเล็กน้อย ก่อนเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ “คุณหมอคะ คุณลดาวลีมาขอพบค่ะ”
คำกล่าวนั้นทำให้ร่างสูงนิ่งคิดอยู่เพียงครู่ ก่อนพยักหน้ารับอนุญาต เดาได้ว่าเพื่อนของเธอคงฟ้องอะไรจนหมดใส่หมดพุงแล้วกระมัง ถึงได้รีบร้อนมาออกรับแทนกันแบบนี้
“เชิญนั่งก่อนครับคุณลดา” น้ำเสียงเขาอบอุ่นผายมือให้หญิงสาวนั่งในเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ซึ่งลดาวลีก็ทำตามโดยดี แม้สีหน้าจะเต็มไปด้วยความยุ่งยากลำบากใจที่ไม่ต้องสังเกตก็เห็นได้อย่างง่ายดาย
“คุณลดาทำตัวตามสบายนะครับ” เขาเสนอ เมื่อหญิงสาวยังคงนิ่งเงียบ จนเขาชักเริ่มเดาไม่ถูกเสียแล้ว ว่าที่ลดาวลีมาพบเขาครั้งนี้ด้วยเรื่องอะไรกันแน่ เพราะอย่างไรก็คงไม่ใช่เรื่องของปลิตราอย่างที่คาดเดาแต่แรกแน่นอน เนื่องจากดูปฏิกิริยาท่าทางแล้วลดาวลีช่างต่างจากวันก่อนอย่างสิ้นเชิง ก็ใครจะรู้ว่าหญิงสาวที่อ่อนหวาน ดูเรียบร้อย ก็พร้อมจะลุกขึ้นมาตอบโต้ไล่เขาออกจากห้องปาวๆ เพียงแค่พูดจาให้ระคายเคืองหูเพื่อนรักของเธอเพียงนิดเท่านั้น นึกแล้วก็ช่างน่าอิจฉาปลิตราจริงๆ ที่มีเพื่อนแสนดีเช่นนี้ และอีกเช่นกัน ที่ลดาวลีนั้นก็ช่างน่าสงสารเสียเหลือเกินที่มีเพื่อนแสนร้ายอย่างเช่นปลิตรา
“เออ...คือลดา” ลดาวลีเอ่ยทำลายความเงียบ แต่ประโยคไปได้ไม่ไกลนักเมื่อเจ้าตัวเอาแต่ก้มหน้างุด ด้วยไม่รู้ที่จะเริ่มพูดจากตรงไหนดี”
“คุณลดามีอะไรหรือเปล่าครับ”
“คือ...ลดา อยากจะมา...ขอโทษคุณหมอคะ” แทบกลั้นหายใจเมื่อประโยคนั้นจบลง ก่อนที่จะลอบผ่อนลมหายใจยืดยาวเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วๆ จากฝ่ายตรงข้าม ซึ่งนั่นก็สามารถแทนคำตอบว่าชายหนุ่มไม่ได้ติดใจเรื่องวันนั้นเลยสักนิด
“เรื่องแค่นั้นเอง ไม่เป็นอะไรครับผมเข้าใจ ความจริงแล้ววันนั้นผมก็เสียมารยาทไปจริงๆ นั่นแหละทั้งที่เวลานั้นเป็นเวลาพักผ่อนของคนไข้แท้ๆ คุณลดาทำถูกแล้วล่ะครับ อย่าคิดมากเลย”
ดวงตาใสแป๋วเงยขึ้นสบดวงตาคมที่ตอนนี้มีแววขบขันปนอยู่เล็กน้อย และเพราะแววตาแบบนั้นเองที่ทำให้เธอมองเพลินไปเลยทีเดียว แววตาที่ต่างจากปัณณ์แต่กับให้ความรู้สึกไม่ต่างกันเลย เพราะอะไร? เพราะเขาหน้าเหมือนปัณณ์อย่างนั้นหรือ แต่ลึกๆ แล้วเธอว่าไม่ใช่
ปัฐน์ ยิ้มให้ลดาวลีเพียงเล็กน้อยเสมือนประหนึ่งให้กำลังใจและเป็นการบอกกรายๆ ว่าเขาไม่ได้คิดอะไรตามที่พูดจริงๆ หญิงสาวยิ้มรับก่อนตัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป หลบสายตา รู้สึกเขินอายอย่างที่ไม่ควรเกิดขึ้นอีกครั้ง เอ...หรือว่าถ้าครั้งนี้มันจะเกิดขึ้นอีกครั้งกับผู้ชายตรงหน้าเธอตอนนี้ก็คงจะไม่ผิดอะไรในเมื่อ ปัฐน์ ไม่ใช่ ปัณณ์ เขาไม่ใช่คนรักของใคร โดยเฉพาะปลิตรา
“ลดาอดกังวลไม่ได้จริงๆ ค่ะ ลดาทำตัวไม่ดีเลย วันนั้นลดาไม่มีสิทธิ์ที่จะไล่คุณหมอเลยด้วยซ้ำ” น้ำเสียงนั้นอ่อนเบาสำนึกผิด ให้คนฟังนึกเอ็นดูในความอ่อนหวานนั้น
“เอาเป็นว่าผมจะปลอบใจคุณลดาด้วยอาหารมื้อเที่ยงแล้วกัน ไม่ทราบว่าคุณลดาทานอะไรมาหรือยังครับ” คุณหมอหนุ่มเลิกคิ้วถามอย่างอารมณ์ดี โดยที่เขาก็ไม่รู้ตัวเลยว่าอากัปกิริยาเหล่านี้ ชักทำให้ลดาวลีคิดไกลออกไปทุกที
“ลดาต้องเป็นฝ่ายเลี้ยงคุณหมอเพื่อขอโทษต่างหากล่ะค่ะถึงจะถูก” เธอแย้งด้วยน้ำเสียงกึ่งจริงจัง แต่ดวงตากับพราวระยับหยอกล้อ
“เอาเป็นว่ามื้อนี้ให้หมอเลี้ยงคุณลดาดีกว่านะครับ” น้ำเสียงคุณหมอหนุ่มหยอกล้อกลับเช่นกัน…
หลังอาหารมื้อเที่ยงสุดพิเศษผ่านพ้นไป แม้จะเป็นเพียงอาหารพื้นๆ ของโรงพยาบาลแต่กลับทำให้ลดาวลีรู้สึกว่าอาหารมื้อนี้รสชาติดีกว่ามื้อไหนๆ ที่ผ่านมา อาจเป็นความรู้สึกที่เป็นคนสำคัญแม้จะเพียงแค่ในมื้ออาหารเล็กๆ เท่านั้นก็ตาม
ดวงตาเล็กทอแสงพราว ริมฝีปากแย้มยิ้มระรื่น ยามนึกถึงรอยยิ้มอบอุ่นและดวงตาคมกล้าที่ทอดมองมานั้น แก้มอ่อนใสแดงสุขปลั่งระคนขัดเขิน หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะจนต้องยกมือขึ้นกุมไว้ยอมรับกับตัวเองเงียบๆ ว่าเธอกำลังหวั่นไหวไปกับเขา เขาที่ช่างเหมือนปัณณ์เสียเหลือเกิน แต่นั่นแค่เพียงหน้าตาเท่านั้น แม้มองเพียงผิวเผินทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบขึ้นเป็นเขาทั้งสองคนอาจจะเหมือนกันแทบไม่ผิดเพี้ยน แต่เธอรู้...มีบางอย่างแตกต่างออกไป อย่างน้อยปัณณ์ก็ไม่เคยทำอะไรให้กับเธอ ไม่เคยแม้จะปลายตามองแม้จนนาทีสุดท้ายของชีวิต!!
