บทที่ 5
ร่างบอบบางกึ่งนั่งกึ่งนอนบนเตียงของผู้ป่วย นิ่งงันราวกับผู้ไร้วิญญาณ มีเพียงดวงตาเล็กที่บัดนี้เหม่อมองผ่านกระจกบานใสไปอย่างไร้จุดหมายเท่านั้นที่ยังคงกระพริบขยับเคลื่อนไหวบ่งบอกว่าเจ้าของยังมีชีวิตอยู่ เนิ่นนานที่เธอยังคงนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น นานจนไม่รู้เลยว่าเธอไม่ได้อยู่เพียงลำพังอีกต่อไป
ร่างสูงใหญ่ในชุดกาวน์สีขาวสะอาดก็ยืนนิ่งเช่นกัน เขาซ่อนมือทั้งสองข้างไว้ในกระเป๋ากางเกงมองร่างเล็ก ที่แลดูบอบบางในชุดสีฟ้าอ่อนของผู้ป่วยอย่างไม่นึกแปลกใจว่าทำไมนายปัณณ์ถึงได้หลงรักผู้หญิงคนนี้อย่างหัวปักหัวปำ ด้วยลักษณะของนายปัณณ์ที่มักอยากจะเป็นฮีโร่คอยดูแลปกป้องไม่ว่าเรื่องอะไร และผู้หญิงที่อ่อนแอบอบบางเช่นนี้ก็เหมาะสมกับนายปัณณ์อย่างยิ่ง ถ้าเพียงแต่...ไม่เกิดโศกนาฏกรรมครั้งนั้น ป่านนี้เธอคงกลายมาเป็นน้องสะใภ้เขาไปแล้ว
เพียงชั่วครู่ไม่นานมากนัก ที่เธอหันกลับมา ร่างเล็กสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นร่างสูงยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังโดยที่ไม่รู้ว่านานเท่าไรแล้ว ดวงตาหวานเศร้าฉายแววระแวง พลันคำพูดของลดาวลีก็ผุดพรายขึ้นมาในหัวอย่างห้ามไม่อยู่
นายแพทย์หนุ่มที่ไม่ได้ใส่ใจแววตาหวาดระแวงนั่นเท่าไรนัก เพียงแต่ยกยิ้มมุมปากให้เพียงเท่านั้น และเพราะอย่างนั้นท่าทีของปลิตราจึงยังคงไว้ซึ่งความไม่ไว้ใจ แต่ปัฐน์ก็ไม่ได้อนาทรร้อนใจอะไร ความไว้ใจของเธอไม่ใช่จุดประสงค์ของเขาอยู่แล้ว เขาคิดพลางสาวเท้าเข้าใกล้เตียงของผู้ป่วยมากยิ่งขึ้น และนั่นก็ยิ่งทำให้เห็นท่าทีหวาดระแวงของอีกฝ่ายเด่นชัด ร่างเล็กที่แลดูไร้เรี่ยวแรงในทีแรกบัดนี้กลับแข็งขืนนั่งหลังตรง แววตาฉายแววชนิดหนึ่งที่พอจะเดาๆ ได้ว่าเธอพร้อมที่จะสู้ทุกเมื่อหากเขาคิดจะทำอะไร
‘อวดเก่ง’ เขาคิดอย่างหยามหยัน สภาพร่างกายของหญิงสาวในตอนนี้ แค่ก้าวลงจากเตียงก็พนันได้เลยว่า เธอจะหลุดร่วงราวกับใบไม้ที่ปลิดปลิวหลุดจากขั้ว ช่างไม่สำนึกตัวเองเอาเสียเลย
“สวัสดีอย่างเป็นทางการอีกครั้งครับคุณปลิตรา พรหมวิริยะ” เขาเอ่ยเสียงราบเรียบเป็นทางการอย่างที่เขาว่า ในขณะที่ดวงตาก็ยังคงไม่คลาดเคลื่อนไปจากใบหน้าหญิงสาวแม้แต่น้อย แต่มันคงจะดีกว่านี้ถ้าดวงตาของเขาไม่ได้เจือแววอะไรบางอย่างที่เธอไม่อาจรู้ได้...แต่ไม่รู้นั่นแหละที่ยิ่งทำให้น่ากลัว
“ค่ะ...” เสียงตอบรับแผ่วเบาสั้นเพียงแค่นั้น เพื่อปิดกั้นการทักทายใดๆ ทั้งสิ้นที่จะตามมา และคุณหมอหนุ่มก็รู้ทันเสียแต่ว่าทำเป็นไม่เข้าใจเสียอย่างนั้น ซ้ำยังอยากรู้เสียด้วยซ้ำว่าเพราะอะไรเธอถึงไม่อยากคุยกับเขาทั้งที่เขาก็หน้าเหมือนปัณณ์ออกขนาดนี้ หรือว่าเพราะใบหน้าที่เหมือนกันนี่แหละที่มันทิ่มแทงใจดำจนเธอเองไม่กล้าแม้แต่จะเสวนาด้วย
“อาการของคุณดีขึ้นมาก อีกไม่กี่วันก็น่าจะกลับบ้านได้” ชายหนุ่มพูดขึ้นอีกรอดูอากัปกิริยาของฝ่ายตรงข้าม เพียงแวบเดียวเท่านั้นที่เขาเห็นรอยยินดีพัดผ่านสายตา นอกเหนือจากนั้นก็เป็นอาการนิ่งเงียบ ไม่ตอบรับ พูดคุยอะไรทั้งสิ้น ราวกับเขาไม่มีตัวตนกระนั้น ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่ชอบเอาเสียเลย หรือเธออยากเล่นสงครามประสาทกับเขาอย่างนั้นใช่ไหม ได้...อย่างนั้นก็มาลองดูกันสักตั้ง
“คุณเป็นผู้หญิงที่เก่งมากนะ...” เขาพูดสั้นๆ เพียงแค่นั้นและหยุดไป จนทำให้อีกฝ่ายที่ได้ยินชัดเต็มสองหูอดที่จะเงยหน้าขึ้นมามองไม่ได้ ด้วยคำชมลอยๆ หาจุดหมายไม่ได้ทั้งยังน้ำเสียงที่ดูราวจะเย้ยหยันมากกว่าชื่นชมนั่นด้วย
ชายหนุ่มยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเห็นเธอออกอาการสนใจเขาขึ้นมาบ้างแม้เพียงเล็กน้อยก็ตามซึ่งนั้นก็ทำให้เขารู้ว่าประสาทสัมผัสหูของเธอยังใช้การได้ ก่อนที่จะเอ่ยต่อ ด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ
“ตอนแรกที่ผมเห็นสภาพคุณ คิดว่าอย่างไรก็คงไม่รอด แต่ดูตอนนี้สิ คุณรอดมาได้และดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างกับปาฏิหาริย์”
เธอจ้องมองเขาค้นหาความหมายในประโยคยาวเหยียดนั้น อยากรู้นักชายหนุ่มต้องการสื่อถึงอะไรกันแน่ เขาคงไม่ใช่คุณหมอแสนใจดีที่เข้ามาเยี่ยมเยียนคนไข้ แล้วพูดเพียงเรื่องปาฏิหาริย์ทฤษฎีหลักลอยหาสาระอะไรไม่ได้เท่านั้นเป็นแน่ ซึ่งเธอเองไม่ต้องเสียเวลาค้นหาคำตอบเนิ่นนาน เมื่อประโยคถัดมาของเขาบ่งบอกเจตนารมณ์อย่างชัดเจน
“แต่ก็อย่างว่า คราวที่ประสบอุบัติเหตุกับนายปัณณ์ คุณก็ยังรอดมาได้ ได้ข่าวว่าคุณแค่หัวแตกนิดหน่อยเองไม่ใช่หรือครับ”
ร่างเล็กชาวาบกับความจริงที่หลุดมากับประโยคเหล่านั้น ทำให้อดนึกถึงลดาวลีขึ้นมาอีกครั้งไม่ได้ อันที่จริงเธอไม่ควรแปลกใจอะไรกับสิ่งที่คุณหมอคนนี้รู้ ถ้าเพียงแต่ก่อนหน้านี้ลดาวลีไม่เพียรพยายามปกปิดเรื่องราวต่างๆ และเขาเองก็ทำเป็นเหมือนไม่รู้เรื่อง ซึ่งพอมาถึงตรงจุดๆ นี้ ทำให้เธอต้องคิดถึงข้อสันนิฐานของลดาวลีอีกครั้ง หรือว่าทุกอย่างมันไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญจริงๆ และถ้าอย่างนั้นเป็นเพราะอะไรล่ะ
“คุณ...รู้” เธอหยั่งเสียงถาม ซึ่งแน่นอนน้ำเสียงนั้นหวาดระแวง ซึ่งเธอเองก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ไว้ใจในตัวเขาได้ไม่ใช่หรือ การที่เขาหน้าตาเหมือนปัณณ์ยังไม่ใช่คำตอบที่ดีพอที่เธอควรจะไว้วางใจ และยิ่งพฤติกรรมแปลกๆ ที่เขาแสดงออกตลอดเวลายิ่งตอบย้ำว่าในเรื่องที่ไม่ควรมีอะไร มันอาจมีอะไรซ่อนอยู่
“หมายถึงเรื่องไหนล่ะครับ” เขาตั้งคำถาม ยกมือขึ้นกอดอกในท่วงท่าที่ไม่วิตกทุกข์ร้อนใดๆ ทั้งสิ้น มุมปากแต้มยิ้มเยาะหยันเล็กน้อยให้คนมองละคายเคืองใจนิดหน่อยพอเป็นพิธี ซึ่งมันก็ได้ผลเสียด้วย ก่อนที่จะเลือกตอบคำถามของตนเองเสียเอง “ถ้าหมายถึงเรื่องคุณกับนายปัณณ์...ผมรู้”
“คุณรู้มาตลอดแล้วทำไม...” น้ำเสียงของเธอขาดหาย ไม่พูดอะไรมากกว่านั้นแม้จะเริ่มรู้สึกแปลกๆ กับท่าทีของอีกฝ่ายแล้วก็ตาม เธอช้อนสายตาขึ้นมอง ราวกับจะเร่งเอาคำตอบที่ค้างคาใจ แต่กระนั้นชายหนุ่มไม่ตอบคำถามของเธอในทันทีแต่กลับส่งรอยยิ้มเยาะหยันกลับมาก่อนแทน
“ผมก็แค่อยากจะรู้ ว่าเวลาที่พวกคุณเจอผมแล้วจะทำยังไงกันก็เท่านั้นเอง” เขาตอบคำถามด้วยน้ำเสียงไม่ยีหระ เหมือนในคำพูดนั้นไม่มีอะไรแฝงอยู่เลย แต่ปลิตรากับรู้อะไรมากกว่านั้น ถึงแม้จะรู้อะไรไม่แน่ชัด แต่อย่างน้อยตอนนี้เธอก็สามารถยืนยันพฤติกรรมของเขาได้ว่าต้องการอะไรบางอย่างจากเธอ
หญิงสาวเลือกใช้วิธีนิ่งเงียบไม่ตอบรับใดๆ ทั้งสิ้น เช่นกันเธอทำเหมือนเขาไม่มีตัวตน...แต่ปัฐน์ไม่ได้สนใจตรงนั้น เพราะเขารู้ว่าเธอได้ยินทุกคำพูด แม้จะไม่มีการตอบรับใดๆ แต่เธอก็รู้สึก
“ซึ่งก็ไม่เหนือความคาดหมายของผมเท่าไรนัก...” เขายิ้มและช่างเป็นยิ้มที่เยือกเย็น ให้คนมองรู้สึกหนาวไปถึงขั้วหัวใจ ปัฐน์ยังจำได้ดีถึงท่าทีของลดาวลีและวีรนันท์ในคราวที่พบเขาครั้งแรกนั้น และต่อมาก็เป็นปลิตรา คิดแล้วก็ช่างน่าทึ่งเสียจริงที่เธอสามารถพบกับเขาอีกในครั้งที่สองด้วยอาการนิ่งเงียบราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยกระนั้น ซ้ำยังแสดงท่าทีหยิ่งผยองใส่เขาได้อย่างไม่ละอาย เธอคงไม่ได้มีจิตสำนึกในเรื่องบาปบุญคุณโทษเลยกระมัง
“คุณต้องการอะไรกันแน่”
ครั้งนี้จากรอยยิ้มเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะแผ่วเบาผ่านลำคอหนา และอีกเช่นกันที่เธอไม่ชอบเลย เสียงหัวเราะเยาะหยันที่มีอะไรบางอย่างแอบแฝงอยู่ในนั้น
“แล้วคุณมีอะไรให้ผมต้องการ...”
