บท
ตั้งค่า

บทที่ 4

“ขอเวลาผมหน่อยนะครับ”

เวลาคลาดกันเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ก่อนที่ปลิตรามาถึงห้องและทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อยเหมือนเดิม โดยเฉพาะเตียงนอน!

“ปลิวซื้อโจ๊กเจ้าอร่อยมาฝากด้วยค่ะ” หญิงสาวชูถุงที่ถือมาในมือให้เขาดู ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสของคนรักไม่ได้ทำให้ปัณณ์รู้สึกสบายใจขึ้นได้เลย ซ้ำความรู้สึกผิดยังประเดประดังทับถมกันเข้ามา แต่เขาจะไม่ยอมให้ปลิตราได้รู้

“กำลังหิวพอดีเลย” เขาบอกพร้อมกับลูบท้องประกอบ

“แต่ปลิวว่าปัณณ์ไปอาบน้ำก่อนดีกว่าค่ะ เหม็นจะแย่” ลวิตตราพูดพร้อมกับบีบจมูกตัวเองแน่น ซึ่งทำให้คนมองอมยิ้มอย่างเอ็นดู เพราะเธอน่ารักอย่างนี้ เขาถึงได้รัก และการเลิกรักมันไม่ง่ายเลย ความคิดหม่นหมองเข้ามาแทนที่ และมากเกินจนทำให้อีกฝ่ายมองเห็นความผิดสังเกตนั้น

“เป็นอะไรหรือเปล่าคะปัณณ์” อาการห่วงใยที่แสดงออกทั้งสีหน้า และแววตาแบบนี้ ที่ปลิตราแสดงออกบ่อยครั้ง เธอห่วงใยเขาเสมอไม่ว่าเรื่องอะไร และเขาก็เคยบอกตัวเองว่าจะตอบแทนทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอทำให้เขาด้วยการรักเธอให้มากที่สุด แต่ความเป็นจริงไม่ใช่เลย เพราะเป็นเขาเองที่ทำร้ายเธอ

“ปัณณ์คะ คุณเป็นอะไรหรือเปล่า” น้ำเสียงย้ำถามทำให้เขาต้องจำใจโกหก

“เออ...เปล่าครับ”

“แต่คุณดู...เหมือนมีเรื่องไม่สบายใจ” น้ำเสียงในคำถามยังดูเหมือนกล้าๆ กลัวๆ ด้วยเธอเองก็ไม่อยากละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของเขามากนัก ต่อให้เป็นคนรักกันก็เถอะ

“นิดหน่อยน่ะปลิว เอาไว้ผมค่อยเล่าให้คุณฟัง แต่ตอนนี้ผมขอไปอาบน้ำก่อนดีกว่า เหม็นอย่างที่คุณว่าจริงๆ” เขายิ้มย่นจมูกนิดๆ เมื่อจับชายเสื้อขึ้นมาดม แม้ความจริงจะไม่เหม็น แต่การเก็บเชื้อโรคที่สะสมไว้ทั้งคืนคงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไร

ภายในห้องน้ำที่พื้นยังคงเปียกแฉะอยู่ พร้อมกับกลิ่นของอ่อนๆ ของสบู่ที่เพิ่งถูกใช้งาน จาก...ผู้หญิงอีกคนแม้จะบอกตัวเองว่าไม่ให้คิด แต่เขาก็อดคิดไม่ได้ ต่อให้เขาเป็นคนดีกับผู้หญิงอีกคนมากแค่ไหน แต่ก็ต้องเป็นผู้ชายที่เลวร้ายที่สุดกับผู้หญิงอีกคนอยู่ดี

น้ำจากฝักบัวถูกเปิดชำระล้างร่างกาย อยากจะยืนแช่ให้ตัวเปื่อยถ้าเพียงแต่มันจะช่วยชำระล้างปัญหาต่างๆ ให้หลุดลอกออกไปได้บ้าง แม้สักนิดก็ยังดี

ผ่านไปราวๆ ครึ่งชั่วโมง เสียงภายนอกเงียบเชียบเกินปกติ แต่ปัณณ์ยังจับความผิดปกตินั้นไม่ได้ เขาใส่ชุดลำลองสบายๆ ด้วยเสื้อยืดตัวโปร่ง กับกางเกงขาสั้น

ปลิตรานั่งอยู่ปลายเตียงนอน ตอนที่เขาเปิดประตูออกมา ดวงหน้าหวานของคนรักไม่ได้มองมาที่เขาเสียด้วยซ้ำ จนนึกแปลกใจ

“ปลิว...เป็นอะไรหรือเปล่า” เขาถามพร้อมๆ กับวางมือหนาลงบนไหล่เล็กๆ ก่อนที่ปลิตราจะเบี่ยงตัวหลบ ลุกขึ้นยืนหันมาเผชิญหน้ากับเขา

“คุณมีอะไร...จะเล่าให้ปลิว...ฟังไหมคะ” เธอตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงที่ขาดเป็นห้วงๆ สั่นสะท้านจนแม้กระทั่วตัวเธอเองก็ยังรู้สึกได้ แต่อย่างน้อยก็ยังนึกดีใจได้อย่างที่ตอนนี้น้ำตาเธอไม่ได้ไหลออกมาประจานความอ่อนแอเลยแม้แต่น้อย ดวงตาเล็กแดงช้ำ จากการกลั้นน้ำตายังคงจ้องมองเขา รอคอยคำตอบ ที่อยากจะได้ยินกับหู

“คุณเป็นอะไรไปน่ะปลิว...” ไม่ใช่แค่น้ำเสียงของเขาเท่านั้นที่ร้อนรน แต่สีหน้าท่าทางก็ยังแสดงออกถึงความร้อนใจ แต่เธอรู้ว่าไม่ได้มาจากการที่เขาเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของเธอ ในทางตรงกันข้าม เขากลัวต่างหาก กลัวความลับจะเปิดเผย

“ปลิวถามว่า คุณมีอะไรจะเล่าให้ปลิวฟังไหม” เธอย้ำคำถาม และครั้งนี้เธอทำมันได้ดีกว่าครั้งก่อนมากทีเดียว

ปัณณ์ส่ายหน้า พยายามคิดทุกอย่างให้อยู่ในเชิงบวก ทั้งที่เริ่มสัมผัสได้แล้วถึงเค้ารางอะไรบางอย่าง “ไม่เอาน่าปลิว...คุณเป็นอะไรไป”

“ตอบมาค่ะ...” น้ำเสียงของเธอเข้มขึ้นตามแรงอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน

“ผม...ไม่มีอะไรจะเล่าให้คุณฟัง”

ปลิตราเปื้อนหน้าหนี ก่อนจะชูสิ่งหนึ่งที่อยู่ในมือ พร้อมๆ กับน้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้ม อย่างสะกดกลั้นไม่อยู่

“ถ้าอย่างนั้นคุณพอจะบอกปลิวได้ไหมคะ ว่าของชิ้นนี้เป็นของใคร แล้วมาอยู่ที่ห้องคุณได้ยังไง” ของชิ้นนี่ที่เธอว่าคือบราเซียร์ตัวน้อยลายลูกไม้สีสด!!

ใบหน้าคมกล้าที่ซีดเผือดนั้นราวกับจะเป็นการย้ำความคิดอันเลือนรางให้แจ่มชัดมากยิ่งขึ้น และยิ่งแน่ใจขึ้นไปอีกเพราะเขาไม่ยอมตอบคำถามนั้น ไม่ปฏิเสธ ไม่แม้แต่จะแก้ตัว

“ปลิว...ผม...” น้ำเสียงเขาแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน “ผม...ขอโทษ”

มือเล็กตกลงข้างตัว เศษผ้าชิ้นน้อยล่วงหล่นลงสู่พื้น แต่นาทีนั้นไม่มีใครสนใจมันอีกแล้ว ปัณณ์มองน้ำตาที่หยาดรินลงมาไม่ขาดของปลิตราก่อนขยับตัวเขาหาและทันทีเช่นกันที่เธอขยับตัวหนี

“อย่ามาถูกตัวปลิวนะ” เธอร้องบอก ใช้ดวงตาหวานทีเปียกชื้นมองเขาอย่างตัดพ้อ

“ปลิว...ฟังผมก่อน” น้ำเสียงอ้อนวอน ดวงตาคมกล้าก็เช่นกัน แต่ไม่แล้วความไว้ใจที่เคยมีให้ถูกทำลายลงอย่างไม่เหลือชิ้นดี ไม่เหลือแล้วจริงๆ

ปลิตราส่ายหน้า กลั้นสะอื้น “ไม่ต้องอธิบายหรอกค่ะ ปลิวไม่อยากฟัง ถ้าคุณจะมีใครก็เป็นสิทธิ์ของคุณ ปลิวไม่มีสิทธิ์ไปยุ่งเกี่ยวกับคุณอยู่แล้ว”

“หมายความว่ายังไงปลิว”

เธอถอนหายใจแผ่วเบา ใช้หลังมือป้ายน้ำตาอย่างลวกๆ “เราเลิกกันเถอะค่ะ”

“ไม่...” น้ำเสียงปฏิเสธของของปัณณ์อ่อนล้า แต่ทำไมน้ำเสียงของปลิตราถึงเด็ดเดี่ยวนัก แต่ก่อนเขาเคยคิดว่าหญิงสาวช่างบอบบาง อ่อนแอ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลยเพราะเวลานี้กลับกลายเป็นเขาที่อ่อนแอเกินไป อ่อนแอต่อทุกสิ่งทุกอย่าง เขาอยากใจแข็งได้อย่างเธอ ที่ช่างตัดใจได้ง่ายดายเสียจริง

“อย่างรั้งเลยค่ะ...ยิ่งเรายื้อ เรารั้ง มันก็ยิ่งมีแต่เจ็บ”

“คุณไม่คิดจะให้โอกาสผมเลยหรือปลิว...ทำผิดแค่ครั้งเดียวคุณถึงกับจะเลิกกับผมเลย” ชายหนุ่มตั้งคำถาม เรื่องทุกอย่างมันเร็วเกินไปสำหรับเขา เขายังไม่พร้อมที่จะเสียเธอไป และเขาคงไม่ใช่คนดีพอที่จะตัดใจปล่อยเธอไปได้

“คงไม่มีใครทนได้หรอกค่ะ ที่เห็นคนที่เรารักมีคนอื่น แม้จะแค่ครั้งเดียว” ดวงตาหวานจ้องมองเขา...มองเขาที่ไม่ใช่คนเดิมของเธออีกต่อไป ถึงแม้แววตาของเขาจะหม่นเศร้าแต่นั่นก็ไม่สามารถเป็นเครื่องการันตีว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกในอนาคต และเธอก็ทนรับเรื่องแบบนี้บ่อยๆ ไม่ไหว ทางที่ดีตัดไฟเสียแต่ต้นลมตอนนี้เสียดีกว่า

“แต่ผมรักคุณนะปลิว” ประโยคนี้เขาพูดมาก็เพื่อที่จะใช้ยึดเธอเอาไว้ แต่สำหรับปลิตราแล้วคำนี้มันหมดความหมายตั้งแต่เธอเห็นสิ่งของต้องห้ามชิ้นนั้นซุกอยู่ใต้หมอน และมันก็คงไร้ความหมายไปพร้อมๆ กับความเชื่อใจความไว้ใจที่เคยมีให้ ในเมื่อไม่เชื่อใจเขาแล้ว และคำว่ารักของเขาเธอจะเชื่อได้อย่างไร

“ผมเป็นผู้ชายก็อาจมีเผลอไผลไปบ้างแต่สุดท้ายผมก็รักคุณคนเดียว” เขาบอกต่อเมื่อปลิตรานิ่งเงียบไม่เอ่ยสิ่งใดต่อ ใช่เพียงดวงตาจ้องมองเขาด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย และสุดท้ายก็เป็นสายตาที่ว่างเปล่าก่อนที่เธอจะเมินหลบไป แต่ปัณณ์กับรั้งร่างเล็กไว้ดึงหญิงสาวเข้ามาโอบกอดไว้แน่นราวกับว่าถ้าเขาคลายอ้อมกอดแม้เพียงนิดเธอจะละลายหายไป

ปลิตรายืนนิ่งในอ้อมกอดนั้นเพียงครู่ดั่งขอเวลาทำใจเช่นกัน ก่อนที่เธอจะดิ้นรนให้พ้นพันธนาการแห่งความเห็นแก่ตัวของเขา

“ปล่อยปลิวเถอะคะปัณณ์...คุณอย่าพยายามเลยไม่มีอะไรกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว” เธอร้องบอก พลางผลักไสร่างหนา ที่แข็งราวกับหินผากระนั้น อ้อมกอดของเขาไม่ได้อบอุ่นอีกต่อไป แต่กลับรัดรึงเธอแน่นจนแทบหายใจไม่ออก ยิ่งเขารัดแน่น เธอยิ่งดิ้นรน

“ไม่...ผมปล่อยให้คุณไปจากชีวิตผมไม่ได้ขอร้องเถอะปลิวให้โอกาสผมสักครั้ง...ผมรักคุณ” เขาร้องไห้ ครั้งที่สองที่เขาร้องไห้ ครั้งแรกให้กับมารดาที่ล่วงลับไปแล้ว และครั้งนี้จากคนที่เขารัก ที่กำลังจะทิ้งเขาไปอีกคน

“เรายังเป็นเพื่อนกันได้นะคะ”

จนถึงป่านนี้แล้วปลิตราก็ยังคงใจแข็ง ยัดเยียดคำว่าเพื่อนให้กับเขาอย่างเลือดเย็น ซึ่งเขาก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ปล่อยให้มือตกลงข้างลำตัวอย่างไร้เรี่ยวแรงปล่อยร่างบางให้เป็นอิสระ ร่างกายชาหนึบราวกับไร้ความรู้สึก แต่เปล่าเลยเขายังรู้สึกทุกอย่าง รับรู้ได้ทุกความรู้สึกที่กำลังประดังประเดเข้ามาจนเกินที่จะรับไหว คำว่ารักของเขามันไม่มีค่าจริงๆ ต่อให้ตะโกนให้ดังแค่ไหนเธอก็ไม่ได้ยิน ไม่สนใจที่จะฟังเสียด้วยซ้ำ

“ผมคงเป็นเพื่อนกับคุณไม่ได้...ขอโทษด้วย”

ปลิตราถอยห่างออกมา ใช่ว่าเธอเองจะไม่รู้สึกอะไร แต่สู้เสียใจกันตั้งแต่วันนี้ ดีกว่าเสี่ยงกับอนาคตที่ต้องเจ็บอีกครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งเธอเองไม่มีความสามารถมากพอที่จะทน

ดวงตาแดงช้ำมองเขาที่ตอนนี้แทบจะหมดอาลัยในชีวิต เอ่ยผ่านริมฝีปากเพียงแผ่วเบา แต่แค่นั้นกับกระทบใจคนฟังราวกับเธอตะโกนก้องใส่หูเขากระนั้น

“ลาก่อนค่ะ...”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel