บทที่ 19
“พักที่นี่...อย่างนั้นหรือคะ!” เธอตั้งคำถามแววตางุนงงหนักยิ่งขึ้น จริงอยู่ที่ว่าต้นเดือนก่อนมีคนย้ายเข้ามาพักในห้องข้างๆ แต่เธอก็ไม่คิดว่าจะเป็นพีรนัย หรืออันที่จริงแล้วเธอเองก็ไม่มีโอกาสได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ข้างห้องเลยเสียด้วยซ้ำ
“แล้วทำไมเมื่อวาน...”
“เมื่อวานผมเห็นว่ายังยุ่งๆ กันอยู่ แล้วอีกอย่างคุณหมวยเองก็...ดูจะไม่ไว้ใจผมเท่าไร ไม่อยากให้เป็นเรื่องราวใหญ่โตไปน่ะครับ” เขาไม่ได้กล่าวเกินจริง เพราะผู้หญิงอย่างวีรนันท์สามารถทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ได้เสมอ และเขาเองก็ไม่อยากให้หญิงสาวมาแว๊ดๆ ใส่เขาทุกวันแน่ๆ
ปลิตราพยักหน้ารับเข้าใจ แม้จะอดแปลกในใจลึกๆ ไม่ได้ว่าบุคลิกท่าทางของพีรนัยไม่เหมาะสมกับอพาร์ทเม้นท์เล็กๆ เช่นนี้เลย เพียงแต่ไม่ได้พูดอะไรออกไปเท่านั้นเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา
“ผมว่าแดดเริ่มแรงแล้วเราขึ้นข้างบนกันดีกว่านะครับ”
คำพูดนั้นถูกยืนยันด้วยการที่เขาลุกขึ้นก่อน ทำให้ปลิตราไม่สามารถปฏิเสธได้หญิงสาวยิ้มรับและตอนนั้นเองที่เธอเพียงแค่ขยับลุกขึ้นยืนความปวดร้าวจากหัวเข่าทั้งสองข้างก็แสดงผลเข้าเล่นงานอีกครั้ง อาการเจ็บจี๊ดทำให้หญิงสาวเกือบล้มลงไปแต่ดีที่วงแขนกว้างตวัดรับโอบประคองไว้ได้ทัน
“คุณปลิวเป็นอะไรไปครับ” น้ำเสียงกระวนวายร้อนรนทำให้ปลิตราต้องรีบส่ายหัวตอบกลับความหวังดีนั้น
“ปลิวไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกค่ะ...เผอิญเมื่อคืนลื่นล้มนิดหน่อยก็เลยเจ็บหัวเข่า เล็กน้อยเท่านั้นเองค่ะ” หญิงสาวอธิบายเสียงเรียบพลางรั้งตัวเองออกจากการประคองที่จะเหมือนการกอดกรายๆ นั้น ก่อนเอ่ยขอบคุณไปด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ลื้นล้มเมื่อคืนอย่างนั้นหรือครับ...” พีรนัยตีหน้ายุ่งตั้งคำถาม เขานิ่งคิดอย่างคาดคะเนพลางก้มลงมองชายกระโปรงที่ยาวเลยหัวเข่ามาเพียงนิด ชายหนุ่มลอบถอนหายใจยาวประคองร่างเล็กให้ทรุดตัวลงนั่งตามเดิมก่อนที่เขาจะย่อตัวลงนั่งในลักษณะชันเข่ากับพื้นหญ้าอย่างไม่กลัวเปรอะเปื้อน
“ขอโทษนะครับ ผมขอดูแผลหน่อยได้ไหม”
ปลิตราลังเล แต่แววตาจริงใจของอีกฝ่ายที่ส่งมานั้นทำให้ไม่กล้าปฏิเสธ หญิงสาวจึงทำได้เพียงแค่ขยับชายกระโปรงให้สูงขึ้นจนสามารถมองเห็นรอยช้ำที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำอย่างเห็นได้ชัดเจนเท่านั้น
พีรนัยมองรอยเขียวช้ำเป็นวงใหญ่ก่อนถอนลมหายใจยาวอีกครั้งเห็นทีเขาคงต้องเปิดคอร์สอบรมพิเศษในหัวข้อความเป็นสุภาพบุรุษให้กับปัฐน์เสียหน่อยแล้ว
“ผมว่าคุณปลิวไปให้หมอตรวจสักหน่อยดีกว่านะครับ บวมช้ำที่หัวเข่าแบบนี้อันตรายพอสมควร ถ้าไม่รังเกียจอะไรให้ผมไปเป็นเพื่อนนะครับ” พีรนัยไม่เพียงแค่พูดเท่านั้นแต่ดวงตาคมยังแฝงแววขอร้องอยู่ในที หรืออันที่จริงแล้วเขาก็อยากไปจัดการกับตัวต้นเรื่องเสียเดี๋ยวนี้เท่านั้น
แต่พีรนัยไม่รู้เลยว่าตัวต้นเรื่องที่เขาอยากจะไปจัดการก็ได้ยืนอยู่ข้างหลังและได้ยินไปทุกประโยคจนหมดแล้ว ซึ่งปัฐน์ก็ไม่รอให้อีกฝ่ายได้รู้ตัวเพราะเขาชิงตอบคำถามแทนปลิตราซึ่งยังมีท่าทางลังเลออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบทว่าดุดัน
“ไม่จำเป็น...เพราะผมดูแลคนของผมเองได้”
ไม่เพียงแค่พูดเท่านั้นเพราะปัฐน์ยังปราดเข้าไปโอบประคองคนของผมอย่างแนบชิด ดวงตาคมถึงแม้จะเรียบนิ่งแต่ปัฐน์ก็รู้ตัวดีว่าเขาหงุดหงิดมากพอสมควรเพราะนอกจากพีรนัยจะไม่ทำตามที่รับปากกับเขาไว้แล้วนั้น ซ้ำยังทำตัวสนิทสนมกับปลิตรามากเกินจำเป็น ปลิตราเองก็ใช่ย่อยดูเหมือนเธอเองจะชอบใจไม่น้อยที่มีผู้ชายมาพูดมาคุยด้วย พอทีกับเขาแค่หน้าก็ยังไม่อยากจะมอง แต่นี่อะไรกันรู้จักกันแค่ข้ามวันเท่านั้นก็ไปเปิดกระโปรงให้เขาดูอย่างผู้หญิงใจง่ายถึงแม้จะแค่หัวเข่าก็เถอะสมควรเสียที่ไหน
พีรนัยลุกขึ้นยืนกระตุกยิ้มมุมปาก มองอาการหวงก้างของปัฐน์ขำๆ ผิดกับปลิตราที่ยังจับต้นชนปลายอะไรไม่ถูกนักแต่กระนั้นร่างเล็กก็ยังดิ้นรนจากพันธนาการแข็งแกร่ง ดวงตาเล็กดุเอาเรื่อง ริมฝีปากบางจะขยับต่อว่า แต่ทันทีเช่นกันที่ดวงตาคมกริบก้มลงมองมาสายตาขู่บังคับให้เธอหุบปากลงเสีย
“ขอบคุณนะครับสำหรับความหวังดี แต่ผมดูแลคนของผมเองน่าจะดีกว่า” ปัฐน์ย้ำคำดวงตาคมจ้องนิ่งเหมือนกับจะย้ำเข้าไปในใจของคนฟังที่ยังคงอมยิ้มกริ่มอย่างไม่สะทกสะท้านเลยนั้น
“คุณปลิวเป็นคนของคุณอย่างนั้นหรือครับ?” พีรนัยตั้งคำถามยั่วเย้า แววตาส่อแววหยอกล้อกลับไปในแบบที่ทำให้ปัฐน์หน้าเห่อร้อนขึ้น แต่เขาก็ปกปิดอาการเหล่านั้นด้วยการตีหน้านิ่ง ก่อนย้อนกลับไปด้วยน้ำเสียงเจาะจงเน้นชัด
“ผู้หญิงคนนี้เป็นของผม”
ปลิตราปิดปากเงียบ ตั้งแต่ที่ปัฐน์ลากเธอขึ้นรถ สายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ใบหน้าหวานนิ่งเงียบติดบึ้งตึงเสียด้วยซ้ำ คำพูดของปัฐน์ที่ย้ำกับพีรนัยถึงสามครั้งนั้นบั่นทอนจิตใจของเธอจนแทบไม่มีชิ้นดี เขากล้าได้ยังไงที่ไปพูดต่อหน้าคนอื่นในทำนองที่ว่าเธอเป็นสมบัติของเขา ช่างไม่ให้เกียรติกันเสียเลย
“เป็นใบ้หรือยังไง” น้ำเสียงดุเอ่ยถาม ในขณะที่สายตาไม่ได้ละไปจากท้องถนนเลยสักนิด ปลิตราทำเพียงชำเลืองสายตามองพร้อมๆ เบ้ปากใส่ไม่ตอบคำถามนั้นให้เสียเวลาเลยสักนิด อันที่จริงเธอไม่อยากอยู่ใกล้เขา ไม่อยากเห็นหน้า ไม่อยากแม้กระทั้งได้ยินเสียงด้วยซ้ำไป
ปัฐน์กลั้นยิ้มยักไหล่เหมือนไม่แยแส เพราะความร้ายของเขาไม่ได้มีแค่นี้ เมื่อชายหนุ่มกดเท้าเหยียบคันเร่งจนความเร็วของรถพุ่งพรวดขึ้นจนน่าหวาดเสียว และวิธีของเขาก็ได้ผลเมื่อคนทำท่าเหมือนไม่สนใจอะไรต้องหันกลับมามองอีกครั้ง
“นี่คุณ...อยากตายหรือยังไง!”
ครั้งนี้เป็นปัฐน์บ้างที่ไม่ตอบคำถามเขายังคงทำเหมือนตั้งหน้าตั้งตาขับรถต่อไป พร้อมกับความเร็วของรถที่ยังคงสูงขึ้น
ริมฝีปากบางถูกเม้มแน่นเป็นเส้นตรงดวงตาหวานวาววับทั้งโกรธทั้งหวาดกลัว หญิงสาวแทบกลั้นหายใจในยามที่เขาขับรถปาดซ้ายทีขวาทีอย่างน่าหวาดหวั่น ดวงตาเล็กมองคนขับรถที่ดูสบายอารมณ์จนน่าหมั่นไส้สลับกับมองท้องถนนเป็นระยะๆ ราวกับเกรงว่าในวินาทีใดวินาทีหนึ่งอาจจะมีบางอย่างวิ่งมาตัดหน้าให้เกิดอุบัติเหตุได้
“คุณปัฐน์...ฉันถามคุณไม่ได้ยินหรือยังไง” น้ำเสียงฉุนเฉียวจนแทบกลายเป็นตวาด ก่อนที่ปัฐน์จะหันมามองเพียงครู่พร้อมๆ กับการปล่อยคันเร่งลงเพราะนึกสงสารกับแววตาสั่นระริกหวาดกลัวนั้น
“อ้าว...นี่พูดได้ด้วยหรือ...ผมก็คิดว่าเป็นคุณใบ้เสียอีก”
ปลิตราถอนหายใจเฮือกใหญ่ เธอพลาดที่ลืมคิดไปเสียสนิทว่าความทุกข์ของเธอมันคือความสุขของเขา
“คุณจะพาฉันไปไหน”
