บทที่ 18
“อะภิวาทะนะสีลิสสะ นิจจัง วุฒาปะจายิโน จัตตาโร ธัมมาวัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พลัง” คำให้พรของพระคุณเจ้าจบลงปลิตราก้มลงกราบ หญิงสาวผ่อนลมหายใจยาวริมฝีปากบางอมยิ้มเล็กน้อยอย่างสุขใจ ดวงตาหวานมองตามพระคุณเจ้าจนผ้าจีวรสีส้มทองของท่านลับหายไปจากสายตา
นับตั้งแต่ร่างสูงใหญ่ที่พกพาความโกรธจากไป ก็ทำให้แทบตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาเลยทีเดียว ที่เธอไม่สามารถทำใจข่มตาให้หลับลงได้ ความคิดวุ่นวายสับสนเรื่องราวหลากหลายอย่างตีกันจนวุ่นวายอยู่ในสมองของเธอ มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่แสงแรกยามเช้าของวันใหม่สาดส่องลงมาฉุดเธอให้ลุกขึ้นจากการจมปลักกับความคิดเดิมๆ เพราะสิ่งแรกที่เธอต้องทำคือการค้นหาความจริงเพื่อพิสูจน์ตัวเอง แม้ไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นที่ตรงไหนก็ตาม
ปลิตราอดไม่ได้จริงๆ ที่จะต้องถอนลมหายใจยาวอีกครั้งก่อนที่ร่างบางจะพาตัวเองไปทรุดลงบนม้านั่งหินอ่อนริมทางเดินแคบๆ ที่ทอดตัวยาวจรดแนวกำแพงสีทึม อาการปวดหัวเข่าทั้งสองข้างที่ยังไม่หายดีนักและดูเหมือนจะบวมขึ้นเสียด้วยซ้ำ ทำให้ต้องค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งมือเล็กยันกับพนักพิงไว้เพื่อประคองตัว พลางนึกโกรธเคืองคนที่ทำให้เธอมีสภาพเช่นนี้ยิ่งนัก แม้แววตาสำนึกผิดของเขาที่หลุดออกมาให้ได้เห็นก็ไม่ได้ช่วยให้ความโกรธของเธอลดน้อยลงได้เลย ซ้ำเธอจะต้องเกลียดเขาให้มากยิ่งขึ้น ให้สมกับข้อกล่าวหาที่เขาโยนมันมาให้เธออย่างไม่ปราณีกันนั้น
จริงอยู่ว่าเรื่องที่เขาเจอไม่ใช่เรื่องที่ดีนักการสูญเสียคนในครอบครัวอันเป็นที่รัก มันทำให้คนที่อยู่เหมือนกับตายทั้งเป็น แต่เธอจะไม่มีวันเห็นใจเขา เพราะคนอย่างปัฐน์ พิทยาเวชผู้เย่อหยิ่ง ไม่เคยต้องการความเห็นใจจากใคร โดยเฉพาะความเห็นใจจากเธอ
พื้นหญ้าสีเขียวกับเสียงนกเล็กๆ ช่วยทำให้บรรยากาศยามเช้าไม่หดหู่เกินไปนัก ความสงบเงียบทำให้เธอได้นิ่งคิดจะมีทางไหนบ้างที่จะปลดล็อกคำครหาที่เกิดขึ้นเธอยังมองไม่เห็น และดูเหมือนว่าปัฐน์จะปักใจเชื่อไปเสียแล้วว่าเรื่องทั้งหมดเกิดจากการฆาตกรรมจริง แต่น่าแปลกที่ปัณณ์ไม่เคยเล่าเรื่องถึงครอบครัวให้ฟังเลยสักนิด ไม่แม้จะบอกเสียด้วยซ้ำว่าเขามีพี่ชายซ้ำยังเป็นฝาแฝดและเธอเองก็ไม่เคยกล้าที่จะเอ่ยปากถามถึงแม้ถึงขั้นตกลงปลงใจที่จะแต่งงานกันแล้ว ปัณณ์ก็ยังเป็นคนดำเนินเรื่องเกี่ยวกับญาติของเขาเองทั้งหมดไม่เคยได้เปิดโอกาสให้เธอเข้าไปยุ่งเกี่ยว สิ่งเดียวที่เขาบอกกับเธอคือกำหนดงานแต่งงานเท่านั้น
และไม่ใช่ไม่ทันสังเกต เพราะแม้ว่ากระทั้งในงานศพของปัณณ์ ที่เธอแทบจะต้องลากสังขารที่ยังเจ็บช้ำอยู่มากจากอุบัติเหตุเพื่อไปร่วมงานดั่งเป็นการอำลาครั้งสุดท้ายแต่เธอก็ไม่เห็นคนที่อ้างตัวว่าเป็นพี่ชายของปัณณ์เลยแม้แต่เงา ช่างขัดกับการกระทำของเขาในตอนนี้เสียเหลือเกินที่บอกว่ารักน้องชายมากมายอย่างน่าสงสัย เพราะถ้าจำไม่ผิดแม้แต่งานสวดอภิธรรมศพที่เกิดขึ้นก็เป็นการรวมใจของเพื่อนร่วมงานทั้งหมด เนื่องจากไม่มีใครรู้เลยเสียด้วยซ้ำว่าปัณณ์นั้นมีภูมิลำเนาอยู่ที่ไหนไม่มีใครสามารถติดต่อญาติของเขาได้แม้แต่คนเดียว
หรือเธอจะต้องเริ่มค้นหาความจริงกับสิ่งที่หายไป...ซึ่งนั่นก็คือเขา ปัฐน์ พิทยาเวช
“คิดอะไรอยู่หรือครับคุณปลิว”
ร่างเล็กบางตกใจกับเสียงที่เอ่ยขัดขึ้นกับความเงียบหญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อยก่อนหันไปตามเสียงนั้นด้วยสัญชาติญาณ ก่อนที่สีหน้าตกใจแปรเปลี่ยนเป็นแปลกใจระคนงุนงง
พีรนัยหัวเราะแผ่วเบากับใบหน้าหวานเหรอหรานั้น ก่อนที่จะอนุญาตตัวเองทรุดตัวลงนั่งบนที่ว่างเคียงข้าง “ขอโทษนะครับที่ผมทำให้คุณปลิวตกใจ”
“เออ...คุณพี มาได้ยังไงคะ” ปลิตราที่เพิ่งจะหาเสียงตัวเองเจอเอ่ยถามออกไปในที่สุด ในเวลาเช้าตรู่เช่นนี้มันน่าแปลกไม่น้อยที่พีรนัยจะโผล่มา นอกเสียจากว่าเขาจะพักอยู่ที่นี่เท่านั้น
ชายหนุ่มยิ้มอีก เขาไม่ได้ต่อต้านความเผด็จการของปัฐน์ที่สั่งห้ามเขาก่อนหน้านี้ แต่แค่เห็นว่าการที่เขานั่งอยู่บนภูแล้วรอดูอย่างเดียวนั้นมันไม่ได้อรรถรสเอาเสียเลย และที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันอาจจะเพราะสัญชาติญาณหรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้เขาปักใจเชื่อไม่ลงเสียทีเดียวว่าหญิงสาวหน้าหวานคนนี้จะเป็นฆาตกรได้ แต่แน่นอนปัฐน์ไม่ได้คิดอย่างเขาเพราะใครก็ตามที่พัวพันอยู่ใกล้น้องชายในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตก็ไม่รอดพ้นจากการตกเป็นผู้ต้องหาอย่างไร้ซึ่งหลักฐาน ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ถ้าจะปล่อยให้หมาบ้าอย่างปัฐน์ทำอะไรโดยไร้ซึ่งการไตร่ตรองเช่นนั้น
ใช่ว่าเขาจะไม่เห็น ว่าในค่ำคืนที่ผ่านมาไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ตะวันจะขึ้น ปัฐน์ได้ออกมาจากห้องของหญิงสาวร่างเล็กคนนี้ ใบหน้าถมึงทึงโกรธจัดอย่างน้อยคนนักที่จะทำให้เกิดได้ เพราะปัฐน์ในมุมมองของเขาที่สามารถควบคุมอารมณ์ได้อย่างดีเยี่ยมเสมอมา ผิดก็แต่ครั้งนี้ ทีแรกก็ยังคิดหวั่นว่าปัฐน์อาจจะทำรุนแรงแต่เพราะความเชื่อใจทำให้เขาอดทนรอไม่ได้หลับไม่ได้นอนลุ่นระทึกว่าวันรุ่งขึ้นปลิตราจะมีสภาพอย่างไร แต่ก็อย่างที่เห็นมีเพียงรอยช้ำที่รอบดวงตาเท่านั้นถ้าไม่ได้เกิดจากการไม่ได้หลับไม่ได้นอนก็คงจะเกิดจากการร้องไห้เท่านั้น
โชคดีที่ปัฐน์ยังพอจะควบคุมพฤติกรรมของตนเองได้ดีพอสมควร แต่คำขอร้องของปัฐน์ที่ว่าให้เฝ้าหญิงสาวไม่ให้หนีไปไหนได้นั้นเห็นทีจะต้องเพิ่มจุดประสงค์เข้าไปอีกอย่างว่าให้คุ้มครองหญิงสาวให้รอดพ้นจากหมาบ้าอย่างปัฐน์อย่างน้อยในช่วงระยะเวลานี้ที่ยังหาหลักฐานไม่ได้ เขาก็อาจจะยังช่วยเป็นไม้กันหมาไม่ให้ปัฐน์ทำอะไรที่มากเกินจำเป็น
“อันที่จริงผมเห็นคุณปลิวใส่บาตรตั้งแต่เช้าแล้วล่ะครับแต่ไม่อยากรบกวน ก็เลยไปซื้ออาหารเช้ามา ผมซื้อมาเผื่อคุณด้วยนะ” พีรนัยพูดพร้อมกับโชว์ถุงหูหิ้วที่ภายในบรรจุน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ไว้อย่างละถุงขึ้นให้ดูประกอบคำพูดเหมือนเกรงว่าอีกฝ่ายจะไม่เชื่อ
“เออ...ขอบคุณนะคะ” หญิงสาวยิ้มรับตอบกลับด้วยเสียงเพียงแผ่วเบา แต่ดวงตาที่มองตอบกลับไปนั้นยังคงความสงสัยไว้อย่างปิดไม่มิด
ชายหนุ่มหัวเราะแผ่วเบา แววตาเช่นนี้ปิดบังความจริงอะไรกับใครไม่ได้เลยจริงๆ เพราะเพียงแค่เขาปลายตามองก็แทบจะเดาทุกความคิดของเธอได้เลยทีเดียว มิน่า...ปัฐน์ถึงได้หัวเสียทุกครั้งที่ได้คุยกับปลิตราก็คงจะเป็นเพราะแววตาใสซื่อเช่นนี้ที่ทำให้ความคิดฝังใจของปัฐน์สั่นคลอนอย่างไม่น่าที่จะเป็นไปได้
“ผมพักที่นี่มาสักพักแล้วล่ะครับ อยู่ห้องข้างๆ คุณปลิว”
“พักที่นี่...อย่างนั้นหรือคะ!”
