บทที่ 15
ปลิตราอึกอัก ยากที่จะบอก “ไม่รู้สิ...” หญิงสาวปฏิเสธเสียงแผ่วเบา นึกขุ่นเคืองร่างสูงใหญ่ที่ยืนอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวนั้น และที่สำคัญคนอย่างคุณหมอเถื่อนไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะเรียกว่าผู้ใจบุญถ้าจะให้เรียกว่าผู้ใจบาปดูจะเหมาะกับเขาเสียมากกว่า
“ไม่รู้อย่างนั้นหรือ...”
“ลดา ปลิวอยากกลับบ้านแล้ว เรากลับบ้านกันเถอะ...นะ” น้ำเสียงนั้นอ้อนวอน ก่อนที่หญิงสาวจะหันไปมองเขาเหมือนกับจะไล่ให้ไปเสียที ทำให้ปัฐน์ต้องลอบยิ้ม โค้งหัวให้เอ่ยอำลาเพียงแผ่วเบา ก่อนถอยห่างออกจากห้องไป
ปลิตราผ่อนลมหายใจยาวเมื่อประตูถูกปิดสนิทลงอีกครั้ง แววตาปนสงสัยนั้นยังคงจับจ้องมองมา “เรากลับกันเถอะลดา”
“ปลิวไม่รู้จริงๆ น่ะหรือ ว่าใครเป็นคนจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้”
“ทำไมลดาต้องไปสนใจด้วยนะ ปลิวยังไม่อยากจะรู้เลยว่าเขาเป็นใคร อีกอย่างเขาจ่ายให้ก็ดีแล้ว เพราะปลิวก็คงไม่มีปัญญาจ่ายแน่ๆ”
ลดาวลีผ่อนลมหายใจยาว ดวงตาเล็กปนความสงสัยใคร่รู้ ไม่ใช่อยากรู้ว่าใครคือผู้ใจบุญคนนั้น แต่ที่อยากรู้คือ ปลิตราปกปิดความลับอะไรไว้กันแน่ บุคคลปริศนาที่เพื่อนสนิทไม่แม้แต่จะอยากเอ่ยถึงแม้เป็นผู้มีบุญคุณอันล้นเหลือ ช่างผิดวิสัยปลิตราเสียจริง
ความสงสัยถูกเก็บงำอย่างเงียบเชียบ กลายเป็นความเงียบงันชวนอึดอัด ก่อนที่เสียงเคาะประตูห้องเพียงแผ่วเบาจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ ก่อนผู้ที่เข้ามาใหม่จะเปิดประตูเข้ามา ชายหนุ่มนิ่งงันไปเพียงครู่ ก็คงจะพอๆ กับหญิงสาวทั้งสองคนที่มองเขาด้วยสายตาแปลกใจอย่างปิดไม่มิดนั้น ก่อนที่พีรนัยจะตั้งสติได้และยิ้มทักทายออกไป
“เออ...สวัสดีครับ”
แค่เพียงประโยคสั้นๆ เท่านั้นที่พีรนัยมีโอกาสได้พูด เพราะหลังจากนั้นวีรนันท์ก็เดินมาถึงเสียก่อน และเสียงของเจ้าหล่อนก็ดังมากพอที่จะทำให้พีรนัยเปลี่ยนจากผู้พูดเป็นผู้ฟังแทน
“นี่คุณ...ฉันบอกคุณแล้วไม่ใช่หรือไงว่าให้คุณเดินตามฉัน ทำไมไม่รู้จักฟังกันเสียบ้าง”
“ก็คุณขาสั้น เดินช้า และอีกอย่างนะผมไม่ใช่คนรับใช้ของคุณ” น้ำเสียงตอบกลับอย่างเย่อหยิ่งพอกันนั้นไม่ได้ทำให้วีรนันท์โกรธเท่าคำสบประมาทว่าขาสั้นนั้นเลย ผู้ชายคนนี้เป็นคนแรกที่กล้าต่อว่าเธอซ้ำยังต่อหน้าเพื่อนของเธอเสียด้วย หญิงสาวกรีดร้องในใจ ระงับอารมณ์ก่อนเชิดหน้าตอบอย่างถือดีเช่นกัน
“ไม่ใช่ก็เหมือนใช่ เพราะตอนนี้คุณเป็นคนขับรถของฉัน”
พีรนัยอมยิ้ม ส่ายหัวเบาๆ “เข้าใจผิดแล้วครับคุณหมวย ผมไม่ใช่คนขับรถของคุณ แต่คุณเป็นผู้อาศัยรถของผมมาต่างหาก”
เต็มปากเต็มคำเกินไปแล้วรถคันนั้นมันก็รถของเตี่ยเธอชัดๆ แล้วเขามีกรรมสิทธิ์อะไรที่จะมาอ้างว่า เป็นรถของผมแบบนี้ได้ ช่างไม่สำนึกเอาเสียเลย แล้วไหนจะมาเรียกชื่อที่ใช้ในเฉพาะในครอบครัวต่อหน้าธารกำนัลเสียอีก ไม่ไหวแล้วนะ
วีรนันท์อ้าปากเตรียมที่จะโต้เถียงอย่างคนที่ไม่ยอมแพ้ แต่ก็ถูกเอ่ยขัดขึ้นจากปลิตราเสียก่อน
“เดี๋ยวนะวี นี่มันอะไรกัน”
วีรนันท์ถอนลมหายใจยาว ดวงตาคมตวัดค้อนใส่ร่างสูงก่อนเดินเข้าไปหาเพื่อนสนิท “ไม่มีอะไรหรอกปลิว ฉันก็แค่อบรมคนขับรถของฉัน ก็เท่านั้นเอง”
“ผมไม่ใช่คนขับรถของคุณ” น้ำเสียงเข้มยังคงเอ่ยค้าน แต่ครั้งนี้วีรนันท์เงียบกริบผิดวิสัย ทำให้ลดาวลีที่สังเกตการณ์อยู่เงียบๆ นั้นอมยิ้มอย่างรู้เท่าทัน ว่าคนอย่างวีรนันท์ไม่ยอมแพ้หรอก แต่เก็บเอาไว้ชำระความทีหลังเสียมากกว่า รู้ฤทธิ์เดชของวีรนันท์น้อยเกินไปแล้ว หญิงสาวคิดในใจอย่างอดสงสารชายหนุ่มแปลกหน้าไม่ได้
ปลิตราลอบสังเกตคนขับรถของเพื่อนสนิท คำพูดของเขาดูน่าเชื่อถือมากกว่าวีรนันท์เสียอีก ด้วยร่างสูงผึงผายในชุดลำลองแสนง่ายแต่ราคาคงจะหนักเอาการนั้นบ่งบอกสถานะของผู้สวมใส่ได้ดี รวมทั้งคำพูดคำจาที่มีความมั่นใจเกินไปนั้นไม่น่าที่จะมาเป็นคนขับรถของวีรนันท์ได้เลย
“เล่าให้ฟังบ้างสิ...วี”
หูไม่ได้เพี้ยนเมื่อน้ำเสียงของปลิตราที่เอ่ยถามนั้นดูแปลกประหลาดอย่างไรชอบกล ซ้ำทั้งสายตาของลดาวลีที่มองมาสมทบนั้นเหมือนกับจะต้อนเธอให้จนมุม ซึ่งวีรนันท์ไม่ชอบเอาเสียเลย เหมือนรู้เท่าทันเพราะอาการเหล่านั้นมันเหมือนกับเป็นการหยอกล้อกันเสียมากกว่าที่จะต้องการทำตอบที่แท้จริง ซึ่งวีรนันท์ได้แต่อ้ำอึ้ง หญิงสาวเหล่ตามองร่างสูงใหญ่ซึ่งเหมือนไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยนั้น ก็เลยคิดว่าเงียบไว้เสียดีกว่า เพราะถ้าพูดไปตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นการร้อนตัวเกินไป ซึ่งแน่นอนคนอย่างนายขี้เก๊กคนนี้ต้องเก็บมาเยาะเย้ยเธอทีหลังเป็นแน่
แต่วีรนันท์คิดผิด เมื่อคนกลางอย่างพีรนัยก็ฉลาดพอที่จะรู้เท่าทัน และเขาก็ทำเพียงแค่ยิ้มเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ได้พูดอะไรออกไปแม้จะแปลกใจอยู่ไม่น้อยเช่นกัน เขากับวีรนันท์น่ะหรือ ดูอย่างไรก็ขัดกันเหมือนขมิ้นกับปูนเสียมากกว่า ซึ่งวีรนันท์ก็คงคิดไม่ต่างกันมากนัก เพราะหลังจากนั้นหญิงสาวก็หลบเลี่ยงที่จะพูดถึงเขาไม่ว่าเรื่องใดๆ ทั้งสิ้นจวบจนถึงที่พักของปลิตราแล้วนั่นแหละ
วีรนันท์เพิ่งรู้ปลิตราเป็นคนพูดเก่งก็วันนี้เอง เมื่อเพื่อนรักผูกขาดการสนทนากับอดีตนายตำรวจนอกราชการ ราวกับรู้จักกันมานานแสนนานแล้วกระนั้น แม้แต่ลดาวลีเองก็ยังขมวดคิ้วมุ่นกับความสนิทชิดเชื้อนั้น เพราะโดยปกติแล้วปลิตราไม่ได้มีมนุษยสัมพันธ์ดีขนาดที่ว่าจะสามารถสนิทกับคนที่รู้จักกันได้ไม่ถึงสองชั่วโมงมาก่อน
วีรนันท์อดไม่ได้ที่จะเบ้ปากใส่ นั่นก็เพราะสีหน้าระรื่น และน้ำเสียงหัวเราะครื้นเครงของเขานั่นแหละเป็นสาเหตุหลักให้เธอรู้สึกหมั่นไส้เขาอย่างมากๆ เพราะทีกับเธอทำเป็นตีหน้ายักษ์ใส่ ซ้ำยังรวนหาเรื่องกันได้ตลอดเวลา และเพราะอาการเหล่านั่นก็ทำให้หญิงสาวอดกระแนะกระแหนเขาตามอารมณ์ขุ่นเคืองไม่ได้
“ระวังปากจะฉีกถึงหูนะคะ ยิ้มกว้างขนาดนั้น”
น้ำเสียงกระซิบดุเดือด แบบว่าถ้าไม่ตั้งใจก็คงไม่ได้ยินกันเลยทีเดียว แต่น่าแปลกที่พีรนัยกลับได้ยินชัดเต็มสองหู หรืออาจเป็นเพราะหญิงสาวตั้งใจให้เขาได้ยินกันแน่ เพราะเพียงแค่เขาหันไปมองแววตาเล็กดุถลึงใส่ราวกับแม่เสือหวงลูกที่พร้อมจะขยำเขากระนั้น
พีรนัยอมยิ้ม ยักคิ้วไม่ใส่ใจ “ให้ผมขึ้นไปส่งนะครับคุณปลิว”
“ไม่รบกวนดีกว่าค่ะ ปลิวเกรงใจ คุณพีต้องวนรถไปส่งยัยวีอีกนี่คะ เดี๋ยวปลิวขึ้นไปกับลดาก็ได้ค่ะ”
“ใครบอกว่าฉันจะกลับ” ไม่ใช่แค่น้ำเสียงเท่านั้นที่เอ่ยขัด เพราะร่างเล็กของวีรนันท์ที่รีบมายืนคั่นกลางอย่างถือวิสาสะ “ฉันจะอยู่ต่อ คุณจะไปไหนก็ไป หกโมงเย็นมารับฉันด้วย”
พีรนัยผ่อนลมหายใจยาว ด้วยเพราะอันที่จริงหญิงสาวควรใช้ประโยคขอร้องเขาไม่ใช่ประโยคที่เหมือนจะออกคำสั่งกันแบบนั้น ชายหนุ่มเตรียมจะอ้าปากโต้แย้งความไร้มารยาทของอีกฝ่ายก็พอดีที่หญิงสาวรู้ทันเอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน
“อย่าลืมว่าคุณรับปากกับเตี่ยฉันไว้แล้วว่าจะคอยไปรับและมาส่ง กรุณาอย่ากลืนน้ำลายตัวเองนะคะ”
พีรนัยถอนหายใจยาวอีกระลอกอย่างทำอะไรดีกว่านั้นไม่ได้ ดวงตาเยาะเย้ยของอีกฝ่ายทำให้เขาก่อนกดย้ำน้ำเสียงไปให้เหมือนกับการประชดประชัน “ผมจะมารับคุณหกโมงตรง กรุณารักษาเวลาด้วยนะครับ คุณหมวย”
วีรนันท์ทำเพียงอมยิ้มเยาะเย้ย ก่อนจะหมุนร่างเดินหนีไป ซึ่งก็ทำให้ทั้งปลิตราและลดาวลีต้องรีบเดินตาม จนไม่ทันได้สังเกตสีหน้าของชายหนุ่ม ที่มองตามจนทั้งสามคนเดินลับหายเข้าประตูไป
ดวงตาคมมองอพาร์ทเม้นท์ขนาดกลาง สภาพดูไม่ได้ย่ำแย่เท่าไรนักถ้าพูดถึงตัวอาคาร แต่ถ้าเป็นเรื่องความปลอดภัยดูเหมือนจะติดลบ ที่นี่ยามรักษาความปลอดภัยไม่มี ใครจะเข้าออกเมื่อไรก็ได้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องกล้องวงจรปิด ถ้ามีก็คงจะไม่กี่ตัวเท่านั้นคงไม่ได้ติดโดยรอบอย่างที่ควรจะเป็น ทางเข้ามาที่เขาสังเกตได้ถึงแม้ว่าจะไม่ลึกมากนักแต่สองข้างทางก็เงียบเหงาเป็นตึกสูงเท่านั้น บางจุดยังเป็นมุมมืดให้พวกมิจฉาชีพได้ใจอย่างน่าหวั่น
ทำไมปลิตราถึงเลือกมาอยู่ที่นี่...พีรนัยนิ่งคิดบางทีการที่ปัฐน์ให้เขามาอยู่ที่นี่ อาจเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดก็ได้ แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า...เขากระตุกยิ้มมุมปากเมื่อนึกอยากรู้ว่าสีหน้าของเพื่อนสนิท ในตอนที่ได้รู้ว่าเขาไปทำตัวสนิทสนมกับปลิตรามากเกินจำเป็นจะเป็นอย่างไร ทั้งยังเป็นคนมาส่งหญิงสาวถึงหน้าที่พักด้วยตัวเองแบบนี้ ปัฐน์อาจจะชื่นชมเขาก็ได้ที่ทำงานได้รวดเร็วสมกับความตั้งใจ หรือไม่ก็อาจจะต่อว่าเขาที่ทำงานเกินหน้าที่ แต่นั่นก็ต้องไปโทษวีรนันท์ที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น และเธอดันกลายเป็นเพื่อนสนิทของปลิตราแบบนั้น
พีรนัยเริ่มคิดกังวล หรือบางทีอาจจะเป็นโชคร้ายของเขาจริงๆ ก็ได้ที่ได้เจอ กับยัยหมวยตัวแสบ
ร่างสูงใหญ่นิ่ง ใจจดจ่ออยู่กับเอกสารในมือ ริมฝีปากหนากระตุกยิ้ม เมื่อข้อผูกมัดในสัญญาเพิ่มขึ้นทีละข้อตามแต่ใจเขาต้องการ จากสี่ข้อกลายเป็นห้าหกอย่างไร้เงื่อนไข และเขาก็จำมันได้ทุกข้ออย่างขึ้นใจ เขาช่วยอะไรไม่ได้เลยในเมื่อปลิตราเซ็นสัญญาฉบับนี้ให้กับเขาแล้ว เขาก็ต้องเป็นผู้กำหนดทุกสิ่งทุกอย่างเอง และนั่นก็ต้องรวมทั้งความต้องการของเขาด้วยเช่นกัน
ชายหนุ่มอ่านทวนอีกครั้ง ก่อนที่จะตวัดปลายปากกาเซ็นชื่อลงบนเอกสารที่ยังเว้นว่างไว้อยู่สำหรับเขา ก็พอดีที่เสียงเคาะประตูดังขึ้นแผ่วเบาก่อนที่จะถูกเปิดออก ปัฐน์ทำเพียงชำเลืองหางตามองเท่านั้น ก่อนที่เขาจะสนใจเอกสารในมือมากกว่าผู้เข้ามาใหม่
พีรนัยยักไหล่ ก่อนเชิญตัวเองลงนั่นในเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม และการนั่งของพีรนัยก็คือการเงียบ จนเป็นเจ้าของห้องเองที่ทนไม่ได้ ถอนลมหายใจยาว
“งานการไม่มีจะทำแล้วหรือไง” งานการที่คุณหมอหนุ่มพูดคือ การดูแลห้างสรรพสินค้าชื่อดังใจกลางเมืองหลวงที่เพิ่ง ถูกโอนกรรมสิทธิ์เป็นของพีรนัยเมื่อไม่นานมานี่ แม้เขาปฏิเสธไม่รับมาตลอดก็ตาม และครั้งนี้ถึงแม้จะมีอุดมการณ์และทิฐิมานะเป็นที่ตั้งก็ไม่ได้ช่วยอะไร เมื่อไม้ตายสุดท้ายคืออาการป่วยหนักของบิดาบังเกิดเกล้าทำให้พีรนัยตำรวจฝีมือดีต้องจำยอมมานั่งเก้าอี้ผู้บริหารอย่างจนใจ
“มี...แต่ต้องมาทำงานให้เพื่อนรักที่จอมวางแผน และเจ้าคิดเจ้าแค้น”
ปัฐน์ไม่ได้สนใจคำพูดเชิงประชดประชันนั้นเลย เพราะมีสิ่งอื่นที่เขาสนใจมากกว่านั้น “ไปทำงานให้ฉัน งานอะไร”
“ความจำสั้นเป็นปลาทองเลยนะครับไอ้คุณนายแพทย์ปัฐน์ พิทยาเวช”
ปัฐน์ตีหน้ายุ่ง เขาพร้อมจะอ้าปากด่าเมื่อพีรนัยลีลาเล่นลิ้น กั๊กคำพูดจนน่าโมโห และด้วยความซึ่งสนิทสนมกันมากนั้นทำให้พีรนัยเองก็พอเดาอารมณ์นั้นออก แต่นั่นยิ่งทำให้เขาสนุกสนานอมยิ้มเลศนัยจนเกือบหัวเราะ และเอ่ยต่อก่อนที่เพื่อนรักจะคิดคำด่าเขาได้ทัน
“ฉันก็ไปดูแลเทคแคร์ คู่แค้นของแกน่ะสิ ไม่เห็นแกบอกเลยว่าคุณปลิวเขาสวยหวานน่ารัก แล้วก็นิสัยดีแบบนั้น”
สวยหวานน่ารัก แล้วก็นิสัยดีอย่างนั้นหรือทำไมเขาถึงไม่เคยเห็นสิ่งนั้นในตัวปลิตราเลย เพราะสิ่งที่เขาเห็น หญิงสาวมีแต่ความกระด้าง อวดเก่ง ถือดีและมันก็มากจนปิดบังความสวยไปเสียหมด
“ฉันให้แกไปดูแลเทคแคร์เขาอย่างนั้นหรือ” ปัฐน์ถามน้ำเสียงกระด้าง ความคิดที่จะส่งคนไปดูแลเธอไม่เคยมีอยู่ในสมอง ถ้าเปลี่ยนเป็นให้ไปคอยตอกย้ำ เยาะเย้ยถากถางยังจะน่าเชื่อเสียกว่า
พีรนัยยักไหล่ ก่อนตอบคำถามน้ำเสียงสูง “เปล่า...”
“แกกำลังทำเกินหน้าที่” น้ำเสียงยังคงความกระด้างขุ่นเคือง สายตาคมกล้าส่อแววยุ่งเหยิง ดูเหมือนว่าเขาจะเสียความเป็นตัวของตัวเองเพราะเรื่องของผู้หญิงคนนั้นอย่างไม่น่าให้อภัย
และก็เหมือนว่าปลิตราก็จะทำเกินหน้าที่เช่นกัน เพราะในเงื่อนไขข้อสุดท้ายของสัญญาที่เขาคงจะต้องระบุเพิ่มว่าเธอห้ามไปยั่วผู้ชายคนไหนอีก ห้ามแม้แต่มอง นั่นก็ไม่ใช่เพราะอะไรเขาก็แค่...แค่ไม่อยากให้ผู้ชายคนไหนมีสภาพเหมือนน้องชายของเขาอีกเท่านั้น
“ฉันไม่เห็นจะรู้ว่าหน้าที่ของฉันมีขอบเขตด้วย”
“ถ้าอย่างนั้นแกก็รู้ไว้ซะ ต่อไปห้ามเข้าไปรู้จักสนิทสนมอะไรทั้งสิ้น แม้แต่ไปพูดคุยก็ไม่ได้ แกมีหน้าที่คือคอยดู อยู่ห่างๆ เท่านั้น” ปัฐน์บอกด้วยน้ำเสียงที่พยายามใช้อย่างเรียบๆ ที่สุด แต่แววตาของพีรนัยที่มองตอบกลับทำให้เขารู้สึกร้อนตัว จนต้องเอ่ยแก้ต่างอย่างที่ทำให้คนฟังยิ่งแน่ใจ
“ที่ฉันห้ามก็เพราะไม่อยากให้แกไปตกหลุมพรางของผู้หญิงคนนั้น ไม่อยากให้แกต้องมาทุกข์ใจทีหลังหรอกนะ”
พีรนัยพยักหน้ารับยิ้มๆ ไอ้ที่ไม่อยากให้เขาตกหลุมพรางก็เพราะจะเดินลงไปเองสิไม่ว่า แล้วเรื่องที่ไม่อยากให้เขาทุกข์ใจก็ดูเหมือนว่าจะมีคนทุกข์ใจก่อนเขาแล้วตอนนี้เสียแต่ว่ายังไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง
