บทที่ 14
ท้องฟ้าในยามเช้าถูกปกคลุมด้วยเมฆฝนสีดำครึ้ม เหมือนเป็นสัญญาณเตือนว่าอีกไม่นานคงฝนคงโปรยปรายลงมารับรุ่งอรุณเช้าวันนี้ในไม่ช้า
ปลิตราผ่อนลมหายใจยาว ท้องฟ้ามืดมิดก็คงจะพอๆ กับความรู้สึกของเธอในตอนนี้ที่มืดดำพอกัน ดวงตาเล็กดำคล้ำจากการพักผ่อนน้อยหรืออันที่จริงเธอไม่ได้พักผ่อนเลยเสียด้วยซ้ำ ความว้าวุ่นใจ ความหวาดระแวงทำให้ตลอดคืนที่ผ่านมาเธอไม่สามารถที่จะข่มตาหลับลงได้จนกระทั่งเวลานี้
ความเครียดเข้าเกาะกุมจนเผลอถอนลมหายใจออกมาอีกครั้ง สัญญาฉบับนั้นที่แทบไม่ได้อ่านรายละเอียดอะไรเลยนึกทำให้เป็นกังวล เพราะที่รู้แน่ๆ ข้อผูกพันนั้นจะต้องส่งผลกระทบต่อเธอไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และที่สำคัญไปกว่านั้นเธอไม่รู้เลยว่าคุณหมดเถื่อนมีจุดประสงค์อะไรกันแน่
แต่ถ้า...จุดประสงค์ของเขาคือการเห็นเธอเศร้าโศกเสียใจล่ะก็ อย่างได้หวังเลย
หญิงสาวฝืนลุก เรียกกำลังใจให้ตัวเอง ไม่มีใครหรือว่าอะไรที่จะทำร้ายเธอได้อีกแล้ว เพราะความเจ็บปวดที่สุดมันได้ผ่านเธอไปนานมากแล้ว
ร่างบางประคองตัวได้อย่างยากลำบาก การลุกขึ้นทำให้เธอปวดหัวจี๊ดก่อนจะค่อยๆ ทุเลาลงเมื่อร่างกายปรับสมดุลได้แล้ว แต่ยังไม่ทันได้ขยับไปทางไหน เสียงเคาะประตูห้องเบาๆ นั้น ทำให้หญิงสาวต้องเกร็งตัวรับสถานการณ์อย่างคนที่หวาดระแวง ก่อนผ่อนลมหายใจยาวเมื่อผู้ที่เปิดประตูเข้ามาคือลดาวลี
รอยยิ้มอ่อนหวานของเพื่อนสนิทนั้น ทำให้ปลิตรารู้สึกคลายใจได้อีกอักโข แต่กระนั้นหญิงสาวก็ยังชะเง้อมองว่าจะมีใครตามเข้ามาอีกหรือไม่ จนตอนนี้ปลิตราคิดว่าตัวเองนั้นออกจะหวาดระแวงมากเกินจำเป็นจนกลัวว่าตัวเองอาจจะประสาทหลอนเข้าสักวันถ้ายังอยู่ที่โรงพยาบาลนานกว่านี้
การที่ต้องทนพบกับปัฐน์เป็นเรื่องที่น่าอเนจอนาถใจที่สุดในชีวิต แววตาเชือดเฉือนสมเพช คำพูดรุนแรงพฤติกรรมหยาบคายที่เขาแสดงออกกับเธอ มันทำให้หญิงสาวหวาดกลัวจนเผลอแสดงความรู้สึกออกมาในยามที่นึกถึง
แต่สิ่งที่ลดาวลีเห็นกลับเป็นสิ่งตรงกันข้าม ปลิตราที่ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาดำคล้ำจัด สภาพที่ดูๆ แล้วเหมือนยังเป็นคนป่วยมากกว่าคนที่กำลังจะออกจากโรงพยาบาลเสียอีก พร้อมๆ กับร่างผอมบางของเพื่อนที่เหมือนซวนเซยืนไม่คงที่ทำให้ต้องรีบผวาไปช่วยประคองอย่างร้อนรน
“ปลิว...เป็นอะไรหรือเปล่า”
“ปลิวไม่ได้เป็นอะไรหรอกลดา แค่รู้สึกมึนหัวนิดหน่อย” คนป่วยเอ่ยตอบ ด้วยน้ำเสียงอ่อนเรียบ ก่อนที่จะถูกประคองให้ไปนั่งบนเตียงอีกครั้ง
“แต่ปลิวดูไม่ดีเลย อยู่โรงพยาบาลอีกสักวันไหม”
ปลิตราส่ายหน้าหวือ อีกสักวินาทีเดียวเธอก็ไม่อยากอยู่ เพราะการไปให้พ้นๆ จากที่นี่คือสิ่งที่เธอปรารถนามากที่สุด
“ไม่...ปลิวไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ อย่าห่วงเลยนะ”
สภาพที่ดูย่ำแย่นั้นไม่สมกับคำปฏิเสธเอาเสียเลย แต่นิสัยดื้อ...ก็เป็นนิสัยส่วนตัวของปลิตราอยู่แล้ว ป่วยการที่เธอจะต้องมาเสียเวลาคัดค้านกับความต้องการนั้น
“ถ้าอย่างนั้นปลิวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ ลดาจะทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลให้ อีกสักพักเดี๋ยวยัยวีก็คงมาถึง”
ปลิตราพยักหน้ารับ แต่ทั้งคู่ยังไม่ได้ขยับตัวไปทางไหน ประตูห้องก็ถูกเปิดออกอีกครั้งโดยคนที่ปลิตราไม่อยากพบเจอมากที่สุด ใบหน้าคร้ามของคุณหมอหนุ่มจ้องแน่นิ่งมองร่างบางที่ยังคงมีสภาพอ่อนละโหยอย่างเห็นได้ชัด แต่อย่างนั้นร่างเล็กก็ยังขืนตัวแข็งเชิดหน้าซ้ำร้ายแววตาของเธอยังมองเขาอย่างเหยียดๆ ก่อนจะเมินหน้าหนีไป
ปัฐน์เพียงยิ้มนิดๆ เขาจะจดจำแววตาเย่อหยิ่ง พฤติกรรมแข็งกระด้างของหญิงสาวไว้ ปลิตราก็มีปัญญาทำได้แค่นั้นแหละ ผู้หญิงที่เก่งแต่ปาก ชอบหนีความผิด สาบานได้ว่าเขายอมให้แค่ครั้งนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้นที่หญิงสาวจะเมินหน้าหนีแบบนั้นได้
“ยินดีด้วยนะครับ จะได้ออกจากโรงพยาบาลเสียที” ปัฐน์ยิ้มมุมปาก เขาว่าหนามยอกก็ต้องเอาหนามบ่ง ยิ่งเธอหลีกหนีเขามากเท่าไรเขายิ่งต้องพาตัวเองไปให้ใกล้เธอมากเท่านั้น
น้ำเสียงทุ้มที่เอ่ยอย่างสุภาพ นึกทำให้ปลิตราหมั่นไส้ จนเผลอแสดงอาการเบ้ปากออกมาอย่างอดไม่อยู่ นึกค่อนขอดในใจว่าเขาช่างเป็นคนที่สร้างภาพเล่นละครได้เก่งกว่าดาราบางคนเสียอีก
ลดาวลีลอบผ่อนลมหายใจยาว ด้วยอากัปกิริยาไร้มารยาทนั้นถึงคุณหมอหนุ่มไม่เห็นแต่เป็นเธอเองที่เห็นมันเต็มๆ และนอกจากที่หญิงสาวจะเบ้ปากใส่แล้ว เธอยังไม่หันไปมอง ไม่หือไม่อือ ทำราวกับว่าคุณหมอไม่มีตัวตนอยู่เลยกระนั้น ซึ่งก็ทำให้เธอซึ่งเป็นคนกลางรู้สึกอึดอัดในและขณะเดียวกันก็อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้ ว่าทำไมปลิตราถึงไม่ชอบคุณหมอ และแสดงท่าทีรังเกียจออกมาชัดเจนเช่นนี้
“แต่ผมว่า สีหน้าคุณดูไม่ดีเลย อยู่พักโรงพยาบาลอีกสักวันไม่ดีกว่าหรือครับ” น้ำเสียงห่วงใยจากคุณหมอเถื่อนไม่ได้ทำให้ปลิตรารู้สึกซาบซึ้งเลยสักนิด ถ้าสังเกตดีๆ คำถามของเขามันเจือแววขบขันเยาะเย้ยเสียด้วยซ้ำ
“ฉันหายดีแล้ว...ค่ะ” คำลงท้ายที่ถูกต่อเติมเหมือนนึกขึ้นได้ ทั้งที่จริงแล้วปลิตรานึกไม่อยากมีมารยาทกับเขาเสียด้วยซ้ำ
ชายหนุ่มพยักหน้ารับ เขายิ้มมุมปาก “ถ้าคุณปลิตรายืนยัน ผมก็ไม่ห้าม เพียงแต่เป็นห่วงเท่านั้น”
เสแสร้ง! คนอย่างคุณหมอเถื่อนนี่หรือ จะเป็นห่วงเธอ ช่างสร้างภาพได้อย่างน่ารังเกียจเสียเหลือเกิน กลับกันถ้าเขาบอกว่าอยากให้เธอตายเร็วขึ้นยังจะน่าเชื่อเสียกว่า
“ดิฉันหายดีแล้วค่ะ สามารถกลับบ้านได้” น้ำเสียงถูกเน้นหนักราวกับจะประชดประชัน และปัฐน์รู้ แต่เขาทำเพียงยิ้มรับและตอบออกไปด้วยน้ำเสียงปกติเท่านั้น
“ไม่เป็นอะไรครับ มันเป็นหน้าที่ของหมออยู่แล้ว และที่แวะนี่ก็เพื่อที่จะบอกว่าผมทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลให้เรียบร้อยแล้ว คุณลดาสามารถพาคุณปลิตรากลับบ้านได้เลย ยังไงหมอก็ขอให้เดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพนะครับอย่าไปวิ่งให้รถชนเล่นอีกจะได้ไม่ต้องมานอนโรงพยาบาลยาวๆ แบบนี้ และอีกอย่างโชคไม่ได้เข้าข้างเราทุกครั้งไปครั้งหน้าคุณอาจจะไม่มีกระทั่งลมหายใจก็ได้”
ปัฐน์กระตุกยิ้มมุมปากอีกครั้ง เมื่อใบหน้าซีดเซียวแต่แรกนั้นยิ่งเซียวลงไปอีก โดยที่ปัฐน์ได้ความสะใจคืนกลับมาเขาเพียงแค่อยากให้เธอรู้ ว่าหญิงสาวไม่มีความสามารถอะไรเลยในการต้านทานเขานอกเสียจากยอมรับความพ่ายแพ้ในครั้งนี้และครั้งต่อๆ เท่านั้น เพราะแน่นอน ที่เธอจะไม่มีวันชนะเขาได้
ลดาวลีเหมือนกลับกลายเป็นบุคคลที่ไร้ตัวตนไปชั่วขณะ หญิงสาวได้เพียงแต่ยืนนิ่งมองคนนู้นทีคนนี้ทีกลับไปกลับมาอย่างชั่งใจ และจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้ความพยายามเล็กน้อยในการตั้งคำถามเอ่ยแทรกขึ้นไป
“เออ...กลับบ้านได้เลยอย่างนั้นหรือคะคุณหมอ” คำถามแผ่วเบานั้นไม่เท่ากับสายตาที่มองอย่างคาดคั้นในทีของลดาวลี พร้อมๆ กับเอ่ยถามต่อด้วยสายตาที่ไม่ได้คลาดเคลื่อนไปจากใบหน้าคุณหมอหนุ่มเลยสักน้อย “แล้วค่ารักษาพยาบาล”
แม้เหมือนถูกคาดคั้น แต่เขาก็พร้อมที่จะบอกว่าเป็นคนจ่ายค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด ถ้าเพียงไม่ติดที่สายตาตื่นตระหนกปนอ้อนวอนของคนที่เพิ่งหายป่วยนั้นมองมาเสียก่อน และเขาก็ไม่อยากให้เธอคิดว่าเขาใจไม้ไส้ระกำเกินไปนัก
“กลับบ้านได้เลยครับ ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องค่ารักษาพยาบาล มีผู้ใจบุญจ่ายให้หมดแล้ว”
“ผู้ใจบุญอย่างนั้นหรือคะ...” ความสงสัยยังไม่สิ้นกับคำตอบอันแสนสั้นของคุณหมอ ทำให้ลดาวลีหันไปถามกับเพื่อนสนิทแทนเสียเอง “ผู้ใจบุญคือใครหรือปลิว?”
