บทที่ 13
พีรนัยหยุดยืนนิ่งอย่างคาดไม่ถึง ให้ตายเถอะ! สาบานได้ว่าเขาล่ะเกลียดความบังเอิญแบบในครั้งนี้จริงๆ เมื่อรถเก๋งคันน้อยถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะเห็นจากมุมไกลๆ และจำเลขทะเบียนไม่ได้ แต่รอยจารึกที่ยุบหายไปกว่าครึ่งค่อนนั้นเป็นหลักฐานชั้นดีที่ยืนยันได้ว่าเขาจำไม่ผิดคันแน่ๆ กำลังจอดนิ่งสงบอยู่ในลานสำหรับซ่อมของอู่รถ
ดวงตาคมหรี่เล็กคล้ายสงสัย ก็ตอนคุยกันท่ามกลางแดดจ้ากลางถนนนั้นเจ้าหล่อนตะโกนใส่หูเขาปาวๆ ว่ารีบนักรีบหนา นี่คือการรีบของหล่อนอย่างนั้นหรือ?
เขาเหยียดยิ้มมุมปากพร้อมกับการทอดถอนหายใจยาวอย่างปลงไม่ตก ไม่อยากคิดจะสภาพต่อจากนี้ที่ต้องไปพบหน้ากับผู้หญิงปากจัดคนนั้นเท่าไรเลย และนั่นก็ทำให้พาลคิดอยากจะเปลี่ยนใจกับการนัดพบรุ่นน้องซึ่งเป็นทายาทโดยตรงกับเจ้าของอู่นี้เสียแล้ว
แต่ความคิดของเขาดูเหมือนจะไม่ทันการ เมื่อน้ำเสียงคุ้นหูก็เอ่ยดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเจ้าของเสียง แต่ดูเหมือนกิตตินันท์จะมองไม่เห็นเขา เมื่อหนุ่มรุ่นน้องร่างสูงไปหยุดยืนอยู่ข้างรถเจ้าปัญหาที่เขายังไม่เห็นเจ้าของเลยตั้งแต่มา
“โธ่! เตี่ยก็อั้วอยากเป็นตำรวจนี่นา นี่มันเป็นความฝันของอั้วเลยนะ”
“ถ้าลื้อไปเป็นตำรวจแล้วใครจะดูแลอู่ล่ะอาตี๋ นี่มันเป็นสมบัติของตระกูลเราเลยนา ที่ลื้อมีทุกวันนี้ได้ ก็เพราะอู่นี้” คนเป็นเตี่ย เอ่ยพร้อมๆ กับการก้าวเดินตามมา ทำให้พีรนัยเห็นชายชราที่ยังดูแข็งแรง ถึงแม้ว่าเส้นผมจะเป็นหย่อมสีขาวให้เห็นรางๆ แล้วก็ตาม
“เตี่ยมีลูกตั้ง 2 คนนะ เจ้หมวยไงเตี่ย...เตี่ยก็ยกอู่ให้เจ้แกดูแลไป” ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ยอมแพ้และหาเรื่องแถไปได้เรื่อยๆ นั้น ทำให้พีรนัยอดยิ้มออกมาไม่ได้ อดนึกไปถึงผู้หญิงตัวเล็กปากดีที่นิสัยคล้ายๆ กันไม่ได้
“อาหมวยอีเป็นผู้หญิง วันหนึ่งอีก็ต้องแต่งงาน มีลูกมีเต้า แล้วอีจะเอาเวลาที่ไหนมาดูแลอู่ของอั๊ว...”
“โธ่เตี่ยสบายใจได้อย่างเจ้นะ หาแฟนให้ได้ก่อนเถอะ ก่อนที่จะคิดแต่งงานมีลูกมีเต้าน่ะ เผลอๆ อยู่เป็นเจ้เหนียวบนคานหลังคาอู่นี่แหละ” กิตตินันท์พูดพร้อมๆ กับสำรวจรอยยุบของท้ายรถ ที่ครั้งนี้ดูจะเสียหายมากกว่าครั้งก่อนๆ ให้มันได้อย่างนี้สิน่า ทุกครั้งเลยเชียวที่พี่สาวตัวดีได้จับรถละก็เป็นต้องได้บาดแผลมาทุกครั้งไป
“ซี้ซั้วต่าน่า อาตี๋ อาหมวยอีก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหล่อะไร อั้วเห็นนามีคนมาชอบอีตั้งหลายคน”
“เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะเตี่ย มาดูนี่ดีกว่า” กิตตินันท์ชี้ชวนให้ดูร่องรอยจากอุบัติเหตุนั้น “อาหมวยของเตี่ย คราวนี้เล่นหนักเลยนะเนี่ย”
“ไอ้หยา อีไปทำอีท่าไหนล่ะเนี่ย แล้วบอกอั้วว่าชนมาหน่อยเดียว” เตี่ยส่ายหัวเบาๆ “อั้วล่ะ อยากเห็นหน้าไอ้คนที่มันชนท้ายอาหมวยจริงๆ ชนยับแบบนี้อาหมวยอีปล่อยให้หนีไปได้ยังไง”
“ถ้าเตี่ยอยากพบคนที่ชนท้ายรถคันนั้น ผมเองครับ” พีรนัยที่อดทนนิ่งเฉยยืนดูอยู่ห่างๆ มาได้สักพัก จับใจความสำคัญได้อีกหนึ่งอย่างที่ว่ากิตตินันท์เป็นน้องชายของผู้หญิงปากจัดคนนั้น และที่แน่ๆ เธอพูดอะไรบางอย่างที่ไม่ให้ผลดีกับเขาอย่างแน่นอน
“พี่พี...”
น้ำเสียงเรียกขานอันสนิทสนมของกิตตินันท์นั้นเต็มไปด้วยความแปลกใจ แต่พีรนัยก็เข้าใจดีเพราะการปรากฏตัวแบบกะทันหันนั้นย่อมต้องเรียกความแปลกใจจากทั้งคู่ได้อยู่แล้ว และนั่นยังไม่รวมประโยคเปิดตัวชวนระทึกชนิดที่ว่าถ้าไม่ตกใจก็แปลกแล้ว
พีรนัยยิ้มรับ เขายกมือไหว้ชายชราที่กิตตินันท์เรียกว่าเตี่ย “แล้วอีกอย่างนะครับ ผมไม่ได้ชิ่งหนี หรือปัดความรับผิดชอบ แต่เรื่องทั้งหมดมันเป็นอุบัติเหตุ ที่มีสาเหตุมาจาก...เออ...”
“มาจากเจ้หมวยใช่ไหมครับ” คำตอบนี้กิตตินันท์ตอบแทนให้ เพราะเขาก็ค่อนข้างมั่นใจในการขับรถที่ไม่ได้เรื่องของพี่สาวเสียเหลือเกิน
พีรนัยโค้งหัวเสมือนรับคำ ถ้าเจ้หมวยของกิตตินันท์ หมายถึงเจ้าของรถคันนี้ก็ไม่ผิดตัวเป็นแน่
“นี่ลื้อสองคนรู้จักกันด้วยหรือ”
“นี่พี่พีหรือพี่พีรนัย รุ่นพี่ที่เคยเป็นตำรวจที่อั้วเคยเล่าให้เตี่ยฟังไง แล้วอั้วก็บอกเตี่ยไปแล้วด้วยว่าวันนี้พี่เขาจะมาทานข้าวกับเรา” กิตตินันท์เอ่ยบอกก่อนหันไปทางพีรนัยตั้งคำถามอย่างสงสัยและตรงประเด็นมากที่สุด
“ว่าแต่เรื่องมันเป็นยังไงมายังไงกันแน่ครับ”
พีรนัยอมยิ้ม พฤติกรรมการแฉจะเริ่มต้นขึ้นก็ต่อเมื่อได้พบเจ้าของเรื่องเขาเสียก่อนล่ะ เพราะเขาเองก็ไม่อยากขึ้นชื่อว่านินทาผู้หญิงลับหลัง
สีหน้าบูดบึ้งของหญิงสาวเพียงคนเดียวไม่ได้ทำให้เสียงหัวเราะของสมาชิกร่วมวงที่เหลือลดน้อยลงไปเลยสักนิดตรงกันข้าม ดูเหมือนว่าทั้งเตี่ยและน้องชายของเธอจะมีความสุขกับการได้เล่าความหลังในวัยเด็กอันแสนน่าอับอายให้คนแปลกหน้าฟังอย่างไม่รู้จักจบ
“จริงหรือครับคุณหมวยที่ว่าเมื่อก่อนคุณชกเพื่อนผู้ชายจนเลือดกำเดาไหล แล้วคุณก็แอบไปร้องไห้คนเดียว”
พีรนัยยักคิ้วถามเชิงล้อ ไม่ใช่เขาไม่รู้ว่าหญิงสาวกำลังเก็บกดอารมณ์มากแค่ไหน เจ้าหล่อนไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยสักคำเดียวในขณะที่พ่อและน้องชายก็พร้อมกันที่จะแฉเรื่องราวที่เขาไม่เคยได้รับรู้มาก่อน ราวกับจะเป็นการตอบแทนที่เขาเล่าเรื่องว่าได้ปะทะฝีปากกับพี่สาวของเขามาแล้วส่วนหนึ่งโดยที่เจ้าของเรื่องไม่คิดที่จะโต้แย้งอย่างน่าแปลกใจ
“นี่คุณ...เรื่องนั้นมันเก่าเก็บตั้งแต่ฉันยังอยู่อนุบาลโน้น” เธอบอกน้ำเสียงห้วน ดวงตาตวัดค้อนใส่อย่างถือดี “และอีกอย่างชื่อหมวย สงวนไว้ให้เรียกแค่ภายในครอบครัวเรียกเท่านั้น คนอื่นไม่เกี่ยว”
“อาหมวยอีก็ใจแคบเกินไป อาพีรนัยอีเป็นรุ่นพี่ของอาตี๋ ก็เหมือนเป็นคนในครอบครัวเรา”
วีรนันท์แทบอยากจะเอาหัวทุบกำแพงไปเสียเดี๋ยวนั้น ดูเหมือนว่าทุกคนในบ้านจะเข้าข้างคนอื่นมากกว่าเธอที่เป็นคนในครอบครัวแท้ๆ เสียอีก และยังบอกได้อีกว่าคู่ปรับที่เธอไม่ชอบขี้หน้าสุดๆ นั้นเป็นเสมือนคนในครอบครัว ให้ตายเถอะเธอก็ไม่มีวันนับญาติกับคนแบบนี้แน่ๆ
“ไม่เป็นอะไรหรอกครับเตี่ย ผมว่าให้เวลาคุณหมวยเขาหน่อยดีกว่า เพิ่งมีเรื่องกันมาแท้ๆ จะให้คุยกันดีๆ ก็ยากสักหน่อย”
“ไม่ได้ซิ เรื่องนี้อาหมวยอีเป็นคนผิด ลื้อก็ยังไม่โกรธ แล้วอาหมวยอียังจะมาโกหกอั้วซ้ำอีก ใช้ไม่ได้”
น้ำเสียงตำหนิติเตียนที่ยิ่งทำให้วีรนันท์แทบปรี๊ดแตก ส่วนพีรนัยตัวต้นเหตุโดยตรงทำได้เพียงสีหน้าเยาะเย้ยกลับไปเท่านั้น บางทีเขาเริ่มคิดว่าตัวเองกำลังทำตัวเหมือนเด็กผู้ชาย ที่ชอบกลั่นแกล้งเด็กผู้หญิงก็วันนี้
“เตี่ย หมวยไม่ได้โกหกสักหน่อย หมวยเล่าให้เตี่ยฟังว่ารถถูกชนท้ายก็เท่านั้น และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ แล้วถ้าเตี่ยยังคิดว่าหมวยผิดอีกล่ะก็ หมวยจะบอกให้ว่าหมวยขอโทษเขาไปแล้ว ซึ่งเรื่องมันก็น่าจะจบแล้วไม่ใช่หรือเตี่ย”
“แต่อั้วว่า ลื้อต้องขอโทษแบบขอไปทีใช่ไหมล่ะอาหมวย” น้ำเสียงรู้เท่านั้นทำให้วีรนันท์ไปต่อไม่ถูก นึกขัดใจที่ทุกคนเข้าข้างคนอื่นมากกว่าลูก มากกว่าพี่ในใส้เสียอีก
“แล้วนี่พี่พีจะเอารถที่ไหนใช้ล่ะครับ” กิตตินันท์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย เสมือนประหนึ่งขอโทษแทนผู้เป็นพี่สาว
“รถพี่ไม่ได้เป็นอะไรมาก ยังพาพี่ซิ่งได้อยู่” เขาบอกอย่างยิ้มๆ อย่างไม่ได้อนาทรร้อนใจเท่าไรนัก เพราะเรื่องแค่นี้ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับเขาอยู่แล้ว
“ถ้ายังงั้นผมว่าพี่พีทิ้งรถไว้ที่นี่เถอะครับ เดี๋ยวผมซ่อมให้ถือว่าเป็นการชดใช้ก็แล้วกันนะครับ”
“นี่น้อยๆ หน่อยนะนายกิต ก็เจ้บอกแล้วไงว่าเจ้ไม่ได้ตั้งใจ”
แต่ดูเหมือนว่าจะมีบางคนที่ร้อนรนมากกว่าเขา จากดวงตาเขียวปั๊ดที่ส่งมาให้ตลอดนั้น ไม่ส่อแววถึงมิตรภาพเลยสักนิด ทั้งที่เขายังไม่ได้ตกปากรับคำเสียด้วยซ้ำไป
“พี่ว่า พี่ซ่อมเองดีกว่า พี่ต้องใช้รถด้วย”
“ก็ดี...” เสียงตอบกลับมาเป็นของวีรนันท์ที่ย้อนมาลอยๆ ไม่มองหน้า
กิตตินันท์ส่ายหัวเบาๆ วันนี้ดูเหมือนพี่สาวของเขาจะทำตัวแปลกมากกว่าที่เคย คนอย่างเจ้หมวยน่ะหรือที่จะมานั่งต่อปากต่อคำถกเถียงเอาชนะคะคานกับเรื่องไม่เป็นเรื่องเช่นนี้ ผิดปกติเกินไป
“ไม่ได้ครับ ถึงเจ้จะบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ แต่เหตุมันก็เกิดขึ้นแล้วนี่ครับ ยังไงเจ้ก็ต้องรับผิดชอบ”
วีรนันท์ผ่อนลมหายใจยาว “ก็เขาเป็นคนบอกเองว่าไม่ต้องการความรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น และเขาก็ต้องใช้รถ ถ้าให้ทิ้งรถไว้ที่นี่ แล้วเขาจะเอารถที่ไหนใช้”
“ก็รถของเตี่ยไง เตี่ยไม่ค่อยได้ไปไหนอยู่แล้ว เอาไปให้พี่พีใช้สำรองก่อนสักสองสามวัน เตี่ยไม่ว่าอะไรใช่ไหมครับ” ประโยคคำถามสุดท้าย หันไปถามเจ้าของรถ ซึ่งวีรนันท์รู้ดีอยู่แล้วว่าคำตอบจะออกมาในทิศทางไหน
“แล้วเจ้จะเอารถที่ไหนใช้ล่ะ รถของเจ้ก็พังเหมือนกันนะ” น้ำเสียงของวีรนันท์อ่อนละโหยโรยแรงได้อย่างน่าสงสาร
ครั้งนี้กิตตินันท์ตอบคำถามนั้นไม่ได้ เขานิ่งคิด
“บอกไว้ก่อนนะไม่ว่ายังไงเจ้ก็ไม่ยอมใช้งานเจ้ากระป๋องทั้งๆ ที่สภาพมันยับยู่ยี่แบบนั้นแน่ๆ แล้วเจ้ก็จะไม่ยอมขึ้นรถเมย์ รถไฟฟ้าเจ้ก็ไม่ขึ้น”
น้ำเสียงสำทับยืนยันหนักแน่น ทำให้พีรนัยต้องกลั้นยิ้ม ก่อนตัดสินใจเอ่ยประโยคหนึ่งไปอย่างไม่กลัวตาย “ถ้าอย่างนั้น ให้ผมไปรับไปส่งคุณก็ได้นะครับ”
