บทที่ 12
ท่ามกลางอากาศอันร้อนอบอ้าวบนถนนสายหลักเต็มไปด้วยรถราที่เบียดเสียดกันอย่างเนืองแน่น วีรนันท์ยังคงเป็นหนึ่งในนั้นที่ติดอยู่บนถนนหลวงมามากกว่าชั่วโมง ซึ่งเธอเองก็พยายามทำใจให้ชินอยู่แต่ก็ยากเต็มที ถ้าไม่ใช่เพราะความตระหนี่ถี่เหนียวที่มีอยู่ในสายเลือดอย่างเต็มเปี่ยมแล้วล่ะก็ ป่านนี้เธอคงพาเจ้ากระป๋องไปแล่นฉิวอยู่บนทางด่วนอย่างสบายอารมณ์ไปแล้ว
และในช่วงเวลาที่ทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ วีรนันท์จึงเลือกที่จะหยิบเครื่องมือสื่อสาร ท่องไปในโลกโซเชี่ยลฯ อย่างสำราญ แต่ในจังหวะหนึ่งที่รถกำลังเคลื่อนตัวและเมื่อสายตายังคงพะวงอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์ ทำให้หญิงสาวไม่ทันสังเกตเห็นรถมอเตอร์ไซค์ที่วิ่งปาดแทรกเข้ามา อารามตกใจหญิงสาวกดเหยียบเบรกสุดแรงอย่างกะทันหัน ซึ่งเคราะห์ดีไป ที่รถมอเตอร์ไซค์คันนั้นยังคงปลอดภัย ซ้ำยังวิ่งหนีหายไปอย่างกับไม่เคยเกิดอะไรขึ้น แต่เคราะห์ร้ายมันกลับมาตกที่เธอแทนเมื่อปั้นท้ายรถของถูกจูบอย่างจัง! จากคู่กรณีคันหลัง ซึ่งเจ้าของรีบร้อนเดินลงมาเคาะกระจกระรัวด้วยแรงอารมณ์
วีรนันท์ถึงแม้จะมีอาการจุกจากแรงกระแทกอยู่บ้าง แต่ก็ยังพอมีสติ ที่จะเห็นสีหน้าบูดบึ้งของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ซึ่งทำให้วีรนันท์ลังเลอยู่เพียงครู่ก่อนลดกระจกลง
“มีอะไรหรือคะ” เธอแทบจะเชิดหน้าใส่เลยทีเดียว เมื่อฝ่ายตรงข้ามตีหน้ายักษ์ใส่ ไม่ใช่ความผิดเธอสักหน่อย ถ้าอยากจะโกรธหรือโทษใครสักคนก็ต้องเป็นเจ้าของมอเตอร์ไซค์ที่ขับปาดหน้าเธอนั่นต่างหาก
พีรนัยเลิกคิ้วแปลกใจกับคำถามที่ถูกถามกลับมานั้น ซ้ำด้วยสีหน้าของเจ้าหล่อนที่เหมือนกับไม่เคยเกิดอะไรขึ้นนั่นอีก แรงกระแทกที่รุนแรงมากพอขนาดที่ว่าหน้ารถเขา และท้ายรถของเธอยุบไปกว่าครึ่งค่อนนั้นไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกอะไรเลยหรือไงกัน เขานึกห่วงว่าไม่รู้ว่าหัวไปกระแทกกับอะไรเข้าหรือเปล่า ถึงได้ดูเลอะเลือนแปลกๆ แบบนี้
“คุณหยุดรถกะทันหันแบบนี้ได้ยังไง ผมอยู่ข้างหลังไม่ทันมอง เบรกไม่ทันก็เลยชนท้ายรถของคุณ”
วีรนันชะโงกหน้าไปดูเล็กน้อยตามคำบอกเล่า “อ้อ...ค่ะ” เธอรับคำพลางยิ้มระรื่น “แล้วตกลง คุณจะชดใช้ค่าเสียหายให้ฉันเท่าไรคะ”
เหลือเชื่อ! ผู้หญิงคนนี้เรียกร้องค่าเสียหายจากเขา ทั้งๆ ที่เธอเองเป็นคนผิดแท้ๆ ให้ตาย “ขอโทษนะครับ ศีรษะของคุณไม่ได้ไปกระแทกกับอะไรตรงไหนใช่ไหมครับ”
หญิงสาวเม้มริมฝีปากเล็กน้อย นึกไม่สบอารมณ์กับคำตอบโต้ของอีกฝ่ายเท่าไรนัก ซึ่งเหมือนๆ กับการหลอกด่ากลายๆ “ก็ไม่นี่ค่ะ”
“งั้นคุณก็น่าจะเข้าใจที่ผมพูดว่าคุณหยุดรถกะทันหัน ทำให้รถของผมไปชนท้ายรถของคุณ” ชายหนุ่มเน้นเสียงเหมือนตอกย้ำและเช่นเดิมที่เขาได้รับสีหน้าเหมือนกับว่าตัวเองไม่ผิดเลยนั้นตอบกลับมา และเหมือนจะแทนคำตอบของเธอเองด้วยเช่นกัน
“ฉันเข้าใจค่ะ แต่ฉันว่าคุณน่าจะเห็นว่ามีรถตัดหน้าฉัน ซึ่งนั่นก็แสดงว่าฉันไม่ได้ตั้งใจ และอีกอย่างคุณขับรถประมาท จี้ท้ายรถของฉันเกินความจำเป็นทำให้คุณเองก็เบรกไม่ทัน และเพราะอย่างนั้นคุณก็ควรจะต้องเป็นฝ่ายที่ชดใช้ค่าเสียหายให้ฉัน นี่ถือว่าฉันก็ใจดีกับคุณมากแล้วนะคะ ที่ให้คุณเป็นคนกำหนดค่าเสียหายเอง ถ้าจะให้ฉันเรียก ก็เกรงว่าจะเป็นการรีดเลือดกับปู เพราะราคาค่าซ่อมก็คงจะหนักเอาการ”
พีรนัยนิ้งงั้นไปเรียบเรียงคำพูดที่เข้าข้างตัวเองอย่างเห็นได้ชัดนั้นอีกครั้ง ผู้หญิงคนนี้กล้าบอกว่าตัวเองใจดีรวมทั้งคำพูดที่ให้ความหมายว่าเขาเป็นคนผิดโดยใช้น้ำเสียงที่เห็นอกเห็นใจอีก ช่างกล้า!
“เอาอย่างนี้แล้วกันค่ะ” วีรนันท์เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นอีกฝ่ายยังเงียบอยู่พร้อมๆ กับการก้าวลงจากรถ มองจุดเกิดเหตุอีกครั้ง นึกใจหายเหมือนกันที่เห็นท้ายรถของเธอในสภาพบี้แบนแบบนั้นชัดๆ ตา “ไหนๆ คุณเองก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะชนฉัน และฉันเองก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะเหยียบเบรกกะทันหันแบบนั้น เอาเป็นว่าเราต่างคนต่างซ่อมดีไหมคะ สบายใจทั้งฉันและคุณ วิน-วินดี”
“แต่ผมว่าเราควรรอประกัน” เขายื่นขอเสนอที่คิดว่านั่นเป็นเรื่องที่ วิน-วิน สำหรับเขามากกว่า
วีรนันท์ตวัดสายตามองคู่กรณีก่อนผ่อนลมหายใจยาวอย่างนึกเซ็งๆ ถ้าต้องรอประกันอย่างว่า ในจังหวะที่รถยังเหนียวแน่นเป็นตังเมเช่นนี้นั่นก็เท่ากับว่าเธอต้องติดแหง็กอยู่ตรงนี้อีกนานนับชั่วโมง
“นี่คุณ...คุณไม่เห็นหรือไงว่าเรากำลังเป็นหนึ่งในต้นเหตุที่ทำให้เพื่อนร่วมถนนต้องลำบากไปด้วย ไอ้ลำพังธรรมดารถก็ติดจะแย่อยู่แล้ว คุณไม่เห็นใจคนอื่นเขาบ้างหรือยังไง”
“นั่นก็เพราะคุณเป็นต้นเหตุ”
“เอ๊ะ...นี่คุณ พูดอย่างนี้ก็สวยสิ คุณเป็นฝ่ายขับรถชนท้ายฉันแท้ๆ นี่ให้ต่างคนต่างซ่อมก็ดีเท่าไรแล้ว ยังจะมาพูดเหมือนตัวเองเป็นฝ่ายถูกอีก นิสัยแย่ชะมัด”
พีรนัยถอนหายใจยาว ถ้าไม่ติดว่าเจ้าหล่อนเป็นผู้หญิงล่ะก็ เธอคงได้ไปสลบอยู่แทบเท้าเขาแล้ว ลองได้มากวนประสาทกันแบบนี้ โดยปกติแล้วเขาไม่ใช่คนโมโหร้ายแต่ก็ไม่ใช่คนอารมณ์ดีพอที่จะมาต่อความยาวสาวความยืดกับเรื่องไม่เป็นเรื่องพรรณนี้ ทั้งๆ ที่เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าใครเป็นฝ่ายผิดฝ่ายถูกเจ้าหล่อนยังจะมาเถียงข้างๆ คู ถ้าเพียงแต่ตอนแรกเธอออกมาขอโทษดีๆ เรื่องมันก็จบเพราะเขาก็ไม่คิดจะเอาเรื่องเอาราวอะไรอยู่แล้ว เพราะก็เห็นอยู่เหมือนกันว่ามีรถขับปาดหน้าเธอจริง แต่เพราะไอ้สีหน้าเชิดๆ หยิ่งๆ นี่แหละ ที่ทำให้เขานึกหมั่นไส้
“ผมก็แค่เห็นว่าในเมื่อต่างคนต่างคิดว่าตัวเองถูก อย่างนั้นเราควรเรียกประกันมาจัดการให้จะดีกว่า ถ้าเรามัวแต่เถียงกันแบบนี้จะไม่ได้อะไรขึ้นมาเลยสักอย่าง รังแต่จะเป็นภาระให้คนอื่นเขาเดือดร้อนไปด้วยเปล่าๆ”
“แต่ฉันกลับคิดว่าคุณกำลังทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่”
ชายหนุ่มยักไหล่ “ผมไม่เห็นว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ตรงไหน ในเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถของผมเสียหายและรถของผมก็มีประกันซึ่งปีหนึ่งก็ไม่ใช่บาทสองบาทนะคุณ ผมก็ต้องการเครมประกันเป็นธรรมดา นอกเสียจากว่ารถของคุณจะไม่มีประกัน”
“นอกจากจะไม่ยอมรับความผิด และยังจะสบประมาทคนอื่นอีกนะคุณ ขอบอกไว้ก่อนเลยว่ารถของฉันประกันชั้นหนึ่ง และถ้าคุณอยากจะรอประกันของคุณก็เชิญรอไปคนเดียวเลย ฉันเสียเวลากับเรื่องนี้มามากเกินพอแล้ว” วีรนันท์หมุนตัวเดินหนีเปิดประตูรถจนแทบจะกลายเป็นกระชากเลยเสียด้วยซ้ำด้วยอารมณ์โกรธที่พลุ่งพล่าน
“คิดจะหนีกันง่ายๆ อย่างนี้เลยหรือไงคุณ” พีรนัยเอ่ยพร้อมๆ กับการรั้งประตูรถไว้ก่อนที่เธอจะหนีความผิดไปได้อย่างสบายใจเฉิบ
“ฉันรีบ” เธอแทบจะตะโกนใส่หน้าเขาเลยด้วยซ้ำกับประโยคนี้ แต่ให้ตายเถอะเขาช่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยเมื่อชายหนุ่มยักไหล่อย่างไม่แยแส
“เรื่องนั้นไม่เกี่ยวกับผม แต่ว่าเรื่องของเรายังเคลียร์กันไม่จบ และคุณก็ยังไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น”
ไอ้ท่ายียวนกวนประสาทกันแบบนี้ ที่วีรนันท์ไม่ชอบเอาเสียเลย ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องโชคร้ายมาเจอผู้ชายนิสัยเสียอย่างนายนี่มาก่อน “ถ้าคุณจะเรียกประกัน จะเครมกันยังไงก็เป็นเรื่องของคุณ แต่รถของฉัน ฉันซ่อมเองได้ และก็กรุณาช่วยปล่อยประตูรถฉันด้วย ฉันรีบมาก หวังว่าคงฟังภาษาคนรู้เรื่อง”
“ขอโทษผมก่อน” เขาบอก เหมือนกับไม่สนใจคำพูดเชิงด่าของเจ้าหล่อน แม้มันจะฝังอยู่ในหัวแล้วก็ตาม เอาเป็นว่าถ้าเขาถือเรื่องก็คงไม่จบ แต่อย่างน้อยขอให้เจ้าหล่อนมีสามัญสำนึกสักนิดก็ยังดี
“อะไรนะ?” หญิงสาวถามออกไปอย่างงงๆ
“ผมคิดว่าคุณน่าจะฟังภาษาคนรู้เรื่องนะ” พีรนัยยิ้มเย็น ย้อนคำพูดของเธอ ให้เจ้าของนั้นเจ็บใจเล่นๆ
“นี่คุณ...ฉันว่าคุณต่างหากที่พูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง จะให้ฉันขอโทษเรื่องอะไรมิทราบ”
“สมองปลาทองหรือไง” เขาย้อนกลับหน้าตาย “คุณเพิ่งทำให้หน้ารถของผมพังยับเยินไป แล้วจะยังไม่รับผิดชอบอีก อย่างน้อยขอโทษสักคำ เป็นไหม”
“ก็ฉันบอกคุณแล้วไง ว่าฉันไม่ตั้งใจ มีรถตัดหน้าฉัน มันเป็นอุบัติเหตุ”
“ก็เพราะอย่างนั้นไง คุณถึงควรต้องขอโทษผม ส่วนไอ้เรื่องที่คุณไม่ได้ตั้งใจผมก็พอจะรู้ แต่ยังไงคุณก็ปฏิเสธไม่ได้อยู่ดีว่าตัวเองเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งเหมือนกัน”
วีรนันท์ผ่อนลมหายใจยาว นึกหมั่นไส้คนตรงหน้าเป็นกำลัง ถ้าไม่ติดว่าตัวเองเป็นผู้หญิงล่ะก็ แม่จะซัดหมอนี่ให้หมอบราบคาบแก้วนอนอยู่กลางถนนนี่ล่ะ
“โอเคๆ...ขอโทษ...พอใจหรือยัง” น้ำเสียงถูกเน้นหนัก ก่อนจะตวัดถามเชิงประชดประชัน
น้ำเสียงช่างจริงใจอะไรขนาดนี้ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเธอไม่ได้รู้สึกผิดสักนิดในยามที่พูดออกมาแต่ได้แค่นี้ก็ยังดี เขายักไหล่ตอบ ไม่ถือสาในน้ำเสียงประชดนั้น แต่ก็ต้องยอมรับล่ะนะว่าหมั่นไส้สุดๆ
“ถ้าพอใจแล้ว ก็ถอยไปได้แล้ว”
ชายหนุ่มยอมปล่อยมือจากประตูรถได้ในที่สุด แอบยิ้มผ่อนลมหายใจยาวกับการกระชากปิดประตูรถด้วยแรงอารมณ์นั้น ก่อนที่รถคันเล็กที่เลี้ยวลับหายเข้าซอยไป พีรนัยส่ายหัวยิ้มๆ ให้กับไฟท้ายที่เห็นอยู่ไกลๆ นั้น นึกถึงเจ้าของแล้วก็อดหัวเราะเบาๆ ไม่ได้ ก่อนที่ชายหนุ่มจะขับตามไปในทิศทางเดียวกัน แต่แน่นอน จุดมุ่งหมายย่อมไม่เหมือนกัน
