ตอนที่ 6
(น้ำฟ้า)
...........
“น้ำครับ” ผมวางแก้วน้ำไว้บนโต๊ะ คุณหมอวางกรอบรูปลงที่เดิม แล้วเดินกลับมานั่ง
“ขอบคุณครับ” คุณหมอเอ่ยบอก แล้วยกน้ำขึ้นมาดื่ม
“ผมไปเก็บกระเป๋าก่อนนะครับ” ผมบอก แล้วรีบเดินไปที่ห้องนอนทันที ตั้งใจจะเก็บกระเป๋าให้เร็วที่สุด เพราะกลัวเพื่อนคุณหมอจะรอนาน
ผมจำได้ว่า ก่อนที่คุณหมอจะกลับไปเอารถที่คลินิก คุณหมอบอกว่าเหลือเวลาอีกสิบห้านาทีที่เพื่อนจะมารับ แต่ดูเวลาแล้ว นี่มันเกินสิบห้านาทีมาแล้ว แต่ไม่พูดครับ แกล้งทำเนียนๆ ไปก่อน เนื่องจากเวลาที่เกินไปนี้ เกิดจากผมที่โอ้เอ้อยู่ในร้านนานไปหน่อย
แต่ผมก็ยังไม่เห็นว่าเพื่อนของคุณหมอจะโทรมาตามเลย
Rrrrrr…
เพียงแค่จับลูกบิดแล้วเปิดประตูห้องนอน ยังไม่ทันก้าวเข้าไปในห้อง โทรศัพท์คุณหมอก็ดังขึ้นมาเลย ผมเลยรีบหนีความผิดของตัวเองที่สร้างความล่าช้าให้กับการเดินทางของคุณหมอและผองเพื่อน ด้วยการเข้าห้องไปเก็บเสื้อผ้าด้วยความรวดเร็วที่สุด ป่านนี้เพื่อนคุณหมอคงรออยู่ที่คลินิกแล้วกระมังถึงได้โทรมาตามตัว
ผมเสียเวลาหากระเป๋าเป้อยู่นานมาก ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเก็บมันไว้ที่ลิ้นชักในตู้เสื้อผ้า ที่เสียเวลาหานานเป็นเพราะผมไม่ค่อยได้ไปเที่ยวที่ไหนก็เลยไม่ค่อยได้หยิบกระเป๋าออกมาใช้ เรียกว่าเก็บเอาไว้จนลืมเลยครับ
ผมเป็นคนมีเพื่อนน้อย นับนิ้วก็คงได้แค่สามนิ้ว และหนึ่งในจำนวนสามนิ้วก็กลายมาเป็นอดีตแฟนของผมในตอนนี้
ครับ... นนท์คือเพื่อนที่คบกันมาตั้งแต่อนุบาล จากนั้นก็ขยับความสัมพันธ์ขึ้นมาเป็นแฟนตอนเรียนปีหนึ่ง
ไม่รู้ว่าผมกับนนท์ เรารักกันตอนไหน เมื่อไร ผมไม่รู้เลย คิดว่าคงเป็นเหมือนความเคยชินที่ต้องมีกันและกัน กลายเป็นว่าเราสองคนรักกันโดยไม่รู้ตัว
นนท์เจ้าชู้มาก แต่สุดท้ายแล้วคนที่นนท์เลือกก็คือผม ถึงตอนนี้จะไม่ใช่แล้วก็ตาม ตั้งแต่ก่อนคบและหลังคบกัน นนท์เจ้าชู้ให้ผมเห็นทั้งต่อหน้าและลับหลัง มีคนหวังดีเดินเข้ามาบอกผมตลอด รวมถึงคนที่ได้ชื่อว่าเป็นกิ๊กของนนท์ด้วย
ผมเชื่อคำพูดที่มีคนบอกว่านนท์ไม่ได้ซื่อสัตย์กับผม ผมเชื่อเพราะผมเคยเห็นนนท์เดินควงคนอื่นบ่อยครั้ง เจอจังๆ แบบเราสามคนยังมีเลย แต่อย่างที่บอก สุดท้ายนนท์ก็เลือกผมเสมอ โดยที่ผมไม่เคยยื่นคำขาดหรือบังคับให้นนท์เลือกผมแม้แต่ครั้งเดียว แต่นนท์ก็เลือกผม
นนท์บอกผมเสมอว่า ผมคือคนที่เขารักและอยากใช้ทุกวันไปพร้อมกัน ผมเลยให้อภัยทุกครั้งที่นนท์มีคนอื่น
ไม่ใช่สิ...
มันไม่ใช่การให้อภัย เพราะผมไม่เคยโกรธ เกลียด เสียใจ เสียน้ำตากับสิ่งที่นนท์ทำหรือสิ่งที่นนท์เป็น เพราะระหว่างผมกับนนท์ เราคบกันในฐานะเพื่อนและแฟนไปพร้อมกัน ด้วยความสัมพันธ์ที่เป็นทั้งเพื่อนและแฟนกระมัง ที่ทำให้ผมไม่เคยรู้สึกหึงหวงหรือโกรธแค้นนนท์เลย หรืออาจเป็นเพราะผมมั่นใจในตัวนนท์ เชื่อในคำบอกรักของนนท์ ไม่เคยเลยที่จะไม่เชื่อ
ใครที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนนท์ จะเป็นเพียงใครคนหนึ่งที่ผ่านเข้ามาแล้วผ่านออกไป สุดท้ายนนท์กับผม เราสองคนก็คือคนรักกัน เราคุยกันเหมือนเพื่อน มีกุ๊กกิ๊กกันตามประสาคนรัก จูงมือกันบ้างในบางเวลาที่ไม่นึกอยากสนใจสายตาของคนที่เราไม่รู้จัก
ผมไม่รู้หรอกว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมทำผิดไปหรือเปล่า ผิดที่ไม่เคยหึงหวงนนท์ ไม่เคยโกรธ ไม่เคยงอน ไม่เคยร้องไห้ฟูมฟายทำเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย หรือก่นด่านนท์ด้วยถ้อยคำหยาบคาย ระบายความผิดหวัง กับความไม่ซื่อสัตย์ของนนท์ ถึงทำให้นนท์ทิ้งผมไปได้ง่ายๆ ด้วยเหตุผลที่ว่า...
ผม ‘ดีเกินไป’
คงจะจริง เพราะผมดีเกินไป ดีถึงขั้นที่ว่าเปิดประตูเข้าไปเจอนนท์นอนกับคนอื่น (ทั้งหญิง ทั้งชาย) กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ผมก็ไม่เคยโวยวาย ไม่เคยโกรธ ไม่เคยลั่นคำว่า ‘เลิกกัน’ ออกจากปากแม้แต่ครั้งเดียว
...แม้แต่จะคิดถึงการเลิกรา ผมยังไม่เคยเลย
มีแต่นนท์ที่เฝ้าขอโทษผม สัญญาว่าจะไม่ทำมันอีก ทั้งที่นนท์ไม่ต้องขอโทษเลย ไม่ต้องสัญญาด้วยซ้ำ เพราะผมยังคงรู้สึกกับนนท์เหมือนเดิมไม่เปลี่ยน นนท์คือเพื่อนและคนที่ผมจะใช้ชีวิตด้วยไปตลอด
...นนท์คือส่วนหนึ่งของชีวิตผม
แต่เมื่อวานเป็นครั้งแรกที่ผมเสียน้ำตาเพราะนนท์ และนนท์คงไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมอีกต่อไป
จบลงแล้วครับ เรื่องราวความรักระหว่างผมกับนนท์ แต่กลับเป็นจุดเริ่มต้นความเสียใจของผมแทน
ผมไล่ความคิดที่ทำให้ขอบตาอุ่นร้อนออกไป หยิบกระเป๋าในลิ้นชักออกมา หยิบเสื้อยืดที่พับเก็บไว้มาห้าตัว กางเกงขาสั้นจำนวนเท่ากัน เอาไปเผื่อไว้ครับ เผื่อได้เล่นน้ำ (ผมว่ายน้ำไม่เป็น เล่นได้แค่น้ำตื้นๆ เลยไม่มีกางเกงว่ายน้ำ) หยิบนู่นยัดนี่ยัด จนแน่นกระเป๋าก็พอดีกับที่ของทุกอย่างครบ ถึงได้หิ้วกระเป๋าเดินออกจากห้องมาหาคุณหมอ
“เพื่อนคุณหมอมาถึงแล้วหรือครับ” ผมแบกเป้ขึ้นหลัง ถามคุณหมอที่นั่งทำหน้าขรึมอยู่บนโซฟา คล้ายมีเรื่องให้ต้องคิดหนัก
“ใกล้ถึงแล้วครับ” ใกล้ถึงแล้วก็แปลว่ายังไม่ถึง ดีหน่อย ไม่งั้นผมคงรู้สึกผิดที่ทำให้เพื่อนคุณหมอต้องรอใครก็ไม่รู้ที่ไม่ใช่เพื่อนตัวเอง
แต่ว่าโล่งอกได้ไม่ถึงห้าวินาทีด้วยซ้ำ ผมก็ต้องเปลี่ยนมาแปลกใจแทน เมื่อคุณหมอบอกอีกว่า
“ใกล้ถึงจันท์”
“ห๊า! ใกล้ถึงจันท์ อย่าบอกนะว่าผมกับคุณหมอโดนทิ้ง”
ความจริงผมว่าคุณหมอโดนทิ้งคนเดียวมากกว่า ก็ในเมื่อเพื่อนของคุณหมอไม่รู้นี่นาว่าผมจะไปด้วย
เอ๊ะ! หรือรู้ว่าผมจะไปด้วย เลยชิงชิ่งไปกันเอง โดยไม่เอาคุณหมอไปด้วย
แต่ไม่มั้ง... คำนวณเวลาตั้งแต่ที่ผมกับคุณหมอเจอหน้ากัน ไม่น่าจะถึงชั่วโมง ถ้าจงใจจะไม่ให้ผมไปด้วย ก็ไม่น่าจะขับรถไปถึงจันท์ได้ในเวลาไม่ถึงชั่วโมง
ผมว่า... เพื่อนคุณหมอจงใจทิ้งคุณหมอแน่ๆ
“เสียดายหรือครับที่ไม่ได้ไป”
ถามทำไมคุณหมอ ไปหรือไม่ไป มันก็มีค่าเท่ากัน เพราะไปเที่ยว ผมก็ได้พักผ่อน แต่ถ้าไม่ได้ไป ผมก็ได้กลับไปทำงาน ไปดูแลร้านที่ผมรัก
“เปล่าครับ” บอกแล้วก็วางกระเป๋าเป้ไว้บนพื้นข้างโซฟา ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่ง ส่วนคุณหมอก็คว้ามันขึ้นมาพาดบ่า ผมมองตามการกระทำนั้น อย่างไม่เข้าใจว่า อีกฝ่ายเอากระเป๋าผมไปทำไม
คุณหมอส่งยิ้มละมุนมาให้ รู้สึกดีครับ บอกไม่ถูกว่าทำไมถึงรู้สึกดีกับยิ้มของคุณหมอด้วย แล้วผมก็ยิ้มตอบแบบไม่มีเหตุผลเช่นกัน
“ไปกันครับ” คุณหมอชวน ก่อนบอกต่อทันที เมื่อผมมองอย่างสงสัย และมีคำถาม ประมาณว่า
‘จะชวนผมไปไหน ?’
แล้วจึงเข้าใจในวินาทีต่อมาว่าคุณหมอจะชวนผมไปไหน หลังจากถูกเพื่อนคุณหมอทิ้ง
“เราสองคนไม่ต้องรอใครแล้วครับ งั้นก็ไปกันได้แล้ว แต่ไปรถผมนะครับ”
นั่นสิ! ผมลืมไปได้อย่างไรว่าคุณหมอมีรถ ถูกเพื่อนทิ้งแล้วไง มีรถซะอย่าง ขับตามไปก็ได้ ไม่เห็นยากเลย จะยากก็ตรงที่ผมลืมคิดไปนี่แหละ
ตกลงว่า... ผมต้องไปทะเลจริงๆ แล้วสินะ
ผมต้องไปทะเลในรอบหลายปี เพราะผมไม่ได้ไปทะเลนานมากแล้ว นานจริงๆ ...
. . .
