ตอนที่ 5
(น้ำฟ้า)
............
“ยีน!”
“ยีน!!”
เสียงแรกของผม แต่เสียงที่สองเป็นของแดน เจ้าตัวเรียกชื่อยีนดังมาก จนยีนต้องเอามืออุดหู แต่ไม่วายทำหน้ายั่วคู่กัดด้วยความสนุกบวกสะใจ ส่วนคนที่อยู่ในรถ ผมเห็นว่ายิ้มมุมปากอย่างเดียว ไม่พูดอะไร
“ทำไม ฉันพูดอะไรผิด คุณแดนไม่กล้าเองนี่นา ไม่เคยได้ยินหรือไงว่า... ด้านได้อายอด”
แดนไม่ยอมเถียงตอบ แต่ทำหน้าไม่พอใจ แล้วก็หันหลังเดินกลับเข้าไปในร้านเลย
“พี่ฝากร้านด้วยนะยีน กลับมาจะเพิ่มเงินเดือนให้”
“จริงนะคะพี่ฟ้า” ยีนตาวาว ดีใจจะได้เงินเพิ่ม
“อืม” จะโกหกทำไมล่ะ ผมไม่ใช่คนชอบโกหกสักหน่อย
“รักพี่ฟ้าที่สุดเลย คุณหมอคะ ยีนฝากรักษาแผลใจให้พี่ฟ้าของยีนด้วยนะคะ” ยีนก้มหน้าไปพูดกับคุณหมอสัตว์ ผมจนปัญญาจะห้าม รู้อยู่ว่ายีนเป็นคนแบบไหน ช่างพูด ช่างคิด ช่างจินตนาการไปหมดทุกอย่าง และผมไม่อยากต่อความให้ยาวกว่านี้ เดี๋ยวไม่จบง่ายๆ เลยปล่อยให้ยีนอยู่ในโลกของสาววายของเธอต่อไป จะจับผมจิ้นกับคุณหมอแบบไหนก็ตามใจ เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว ...ผมกับคุณหมอนี่นะ ไม่มีทางอย่างแน่นอน
แต่ผมกลัวอยู่อย่างเดียวคือ กลัวจะมองหน้าคุณหมอสัตว์ไม่ติดนี่สิ อีกฝ่ายจะตะขิดตะขวงใจกับผมหรือเปล่า เพราะคุณหมอรู้และเห็นมาตลอดว่าผมมีแฟนเป็นผู้ชาย เมื่อวานตอนถูกนนท์บอกเลิก คุณหมอก็เดินผ่านมาเห็นเหตุการณ์ด้วย ยิ่งยีนพูดแบบนี้อีก คุณหมอจะคิดแบบไหนล่ะ หวังว่าจะไม่คิดว่าผมเป็นคนสั่งให้ยีนพูดหรอกนะ
“ดูแลพี่ฟ้าของยีนให้ดีๆ นะคะ” ยีนย้ำอีก จนผมปล่อยไปไม่ได้แล้ว
“ยีน พอได้แล้ว” ผมดุ ก่อนเดินอ้อมไปที่ประตูฝั่งข้างคนขับ แต่ก็ได้ยินเสียงเจ้าของรถตอบพนักงานในร้านผมไปว่า
“ครับ”
ได้ยินยีนพูดแบบนั้น และคุณหมอก็ตอบยีนไปอย่างนั้น ผมเลยทำหน้าไม่ถูกตอนเปิดประตูเข้าไปนั่งในรถโฟร์วีลคันใหญ่ ก่อนคุณหมอจะเลื่อนกระจกขึ้น พร้อมกับยีนที่โบกมือผ่านกระจกมาให้
“ยีนก็พูดไปเรื่อยเปื่อย อย่าคิดมากนะครับคุณหมอ” ผมรีบเอ่ยแก้ตัว ไม่อยากให้คุณหมอคิดมากกับคำพูดเพ้อเจ้อของยีน จนถึงขั้นระแวงผม
“ครับ” คุณหมอหันมายิ้ม
แล้วรถคันใหญ่ก็วิ่งออกมาจากหน้าร้านเชิญครับช้าๆ ขณะเดียวกันภายในรถก็เงียบลงเรื่อยๆ ก็ต้องเป็นแบบนี้อยู่แล้ว ในเมื่อคนพูดน้อยสองคนมาเจอกัน นั่งในรถคันเดียวกัน ความเงียบจึงเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่บรรยากาศก็ไม่ชวนให้อึดอัดนะครับ ให้ความรู้สึกสบายๆ เสียด้วยซ้ำ
แต่พอรถวิ่งห่างออกมาจากร้านมากเท่าไร ผมก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของร้านที่ใช้ไม่ได้เลย แทนที่จะดูแลร้านกลับทิ้งงานไปเที่ยว คิดแล้วก็อยากขอให้คุณหมอเลี้ยวรถกลับเสียให้ได้ ไม่อยากไปไหนแล้วเพราะห่วงร้าน กลัวยีนกับแดนเหนื่อยด้วย
แต่แล้วความเป็นห่วงและกังวลใจของผมก็สะดุดลง เพราะ...
“จะเปลี่ยนใจหรือครับ” แน่ะ... คุณหมอถามเหมือนรู้ความคิดผม
“แล้วได้ไหมครับ” ผมไม่ตอบ แต่ถามกลับ ซึ่งก็ไม่ต่างจากคำตอบสักเท่าไร ก็มันมีความหมายไปในทางเดียวกัน ว่าผมอยากเปลี่ยนใจกลับไปทำงานแทนการไปทะเล
คุณหมอถึงกับหันมามองหน้าผม ก่อนหันกลับไปมองถนนตามเดิม พร้อมถอนหายเบาๆ เหมือนเหนื่อยใจกับคำถามกึ่งคำตอบของผม
...ก็ผมห่วงร้านจริงๆ นี่นา แล้วคุณหมอล่ะ ไม่นึกห่วงคลินิกของตัวเองเลยเหรอ แต่ก็นะ คลินิกใหญ่ขนาดนั้น คุณหมอรักษาสัตว์ก็ตั้งหลายคน ผู้ช่วยอีกเยอะแยะ (ตามคำบอกเล่าของยีน) ขาดคุณหมอไปสักคนคงไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง
คุณหมอเงียบไปเลย (ที่จริงก็เงียบมาตลอดทางนั่นแหละ) จากนั้นผมก็สัมผัสได้ถึงล้อรถที่หมุนช้าลง พร้อมกับที่คุณหมอตบไฟเลี้ยว รอจังหวะที่รถขาดช่วงเพื่อจะเลี้ยวกลับไปทางเดิม (รถอีกเลนยังติดเป็นแถวยาวอยู่ ถึงจะเป็นถนนในซอย แต่ก็เป็นซอยที่ใหญ่มาก)
“ผมแค่ถามครับ ไม่ได้บอกว่าจะไม่ไปสักหน่อย” ผมแก้ตัวเสียงอ่อย คุณหมอหันกลับมามองผมนิดหนึ่ง ก่อนที่ล้อรถจะหมุนอีกครั้ง มุ่งหน้าสู่คอนโดมิเนียมของผม
ผมจำได้ว่าไม่เคยบอกคุณหมอว่าคอนโดฯ อยู่ที่ไหน แต่คุณหมอก็ขับรถมาถึงคอนโดฯ ผมได้อย่างถูกต้อง โดยไม่ถามทางผมสักคำ คงเป็นเพราะยีนเอาเรื่องส่วนตัวของผมไปเล่าให้คุณหมอฟังแน่นอน และรวมถึงเรื่องที่อยู่ของผมด้วย คุณหมอถึงรู้ว่าผมพักอยู่ที่ไหน ก็เหมือนที่ยีนเอาเรื่องของคุณหมอมาเล่าให้ผมฟังนั่นแหละ
...ยีนชอบบังคับให้ผมนั่งฟังเธอเล่าเรื่องคุณหมออยู่บ่อยๆ ทั้งที่ผมไม่ได้อยากรู้เรื่องของคุณหมอเลยสักนิด
ตอนนี้รถคุณหมอวิ่งมาจอดข้างทาง บริเวณด้านหน้าคอนโดฯ ผม จอดต่อท้ายรถเก๋งคันหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ได้ขวางการจราจรเลย เพราะบริเวณหน้าคอนโดฯ มีรถจอดตลอดแนวอยู่แล้ว
ผมลงจากรถ แต่คุณหมอยังคงนั่งอยู่ในรถ จนผมต้องเปิดประตูรถอีกครั้ง แล้วก้มหน้าลงไปถามแกมชวนว่า
“ไม่ขึ้นไปด้วยกันหรือครับ” ผมไม่อยากให้คุณหมอนั่งรออยู่ในรถคนเดียว เกรงใจครับ เหมือนผมเสียมารยาทด้วย อีกอย่างถ้าคุณหมอตามขึ้นไปด้วย ผมจะได้เก็บกระเป๋าเร็วขึ้น มันก็จะประมาณว่า เหมือนมีคนมาเร่งให้เราทำอะไรสักอย่างให้เร็วขึ้น ด้วยการนั่งรอและกดดันเราไปในตัว
ซึ่งผมเองเป็นคนที่ทำอะไรช้ามาก ต้องมีคนคอยกระตุ้นตลอด
ไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นเหมือนผมหรือเปล่า แต่ผมต้องมีคนมาคอยกระตุ้นตลอดครับ เพราะเป็นคนทำอะไรช้ามากจริงๆ ยีนบ่นตลอด แต่ก็เฉพาะเรื่องส่วนตัวนะครับ ส่วนเรื่องงานผมไม่เคยช้า ยืนยันด้วยเกียรติของเจ้าของร้านเชิญครับ
“จะดีหรือครับ” คุณหมอถามกลับมา
“....?” ผมไม่เข้าใจคำถาม ก็มันจะ ‘ไม่ดี’ ตรงไหนล่ะ
คุณหมอคงเห็นว่าผมสงสัย มองหน้าคุณหมอแบบงงๆ เลยไม่เอาคำตอบจากผม ยอมเปิดประตูลงมาจากรถ แล้วเดินตามผมขึ้นไปยังห้องชุดในคอนโดมิเนียมที่ไม่ได้หรูหรามากนัก แต่ระบบความปลอดภัยอยู่ในระดับดีเลยทีเดียว
ตั้งแต่ผมวางแผนจะเปิดร้านกาแฟกับเค้ก ผมก็ซื้อคอนโดฯ หลังนี้ และย้ายเข้ามาอยู่ทันทีที่สร้างเสร็จ เพราะมันใกล้ร้าน เดินไม่ทันเหนื่อยก็ถึง ไม่ต้องใช้รถให้เปลืองน้ำมัน จะได้ช่วยชาติ ไม่ต้องฝ่ารถติดไปทำงาน เพราะบ้านผมไกลจากที่นี่มาก อยู่เกือบถึงรังสิตเลยครับ
“ห้องรกหน่อยนะครับ” ผมรีบบอกไว้ก่อน ก่อนจะเปิดประตูห้อง เพราะกลัวเสียภาพพจน์เจ้าของร้านเชิญครับ ที่ภายในร้านต้องสะอาดและเป็นระเบียบที่สุด เพื่อความสบายตาและสบายใจของลูกค้าที่มาใช้บริการ
แต่สำหรับห้องพักแล้ว ผมเน้นความสะดวกของตัวเองครับ และนั่นอาจทำให้ห้องของผมดูรกและไม่เป็นระเบียบในสายตาแขก แต่ไม่ถึงกับรกเป็นรังหนู เสื้อไปทางกางเกงไปทางแบบห้องของนนท์ ส่วนมากจะรกเพราะหนังสือ หรือไม่ก็ข้าวของเครื่องใช้ ที่ผมหยิบออกมาใช้แล้วไม่ได้เก็บไปไว้ที่เดิมของมัน
ผมเปิดประตูห้องเข้าไป คุณหมอเดินตามเข้ามา แล้วเอ่ยประโยคที่ทำเอาผมต้องแอบถอนหายใจ
“ก็พอดูได้ครับ”
“อ่า...ครับ” รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย นึกว่าคุณหมอจะบอกว่าไม่เห็นรกเลย พูดโกหกให้รู้สึกดีหน่อยก็ไม่ได้ แล้วก็รู้สึกเสียหน้านิดหน่อยด้วย รู้งี้ไม่น่าชวนขึ้นมาด้วยเลย
“เมื่อคืนดื่มเยอะเลยนะครับ”
เฮ้ย!!...
ขวดเหล้าเปล่ายี่ห้อดังบินมาไกลจากต่างประเทศ วางตั้งบนโต๊ะเตี้ยหน้าโซฟาตัวที่คุณหมอกำลังเดินไปทิ้งตัวลงนั่ง เมื่อเช้าผมเก็บแต่แก้วไปล้าง แต่ลืมเก็บขวดทิ้ง
“ก็...นิดหน่อยครับ” ผมได้ยินเสียงตัวเองตอบไปแบบเบามาก อายมากครับ เมื่อคืนผมดื่มไปพอสมควร ทั้งดื่มทั้งร้องไห้ เช้ามาก็โดนฤทธิ์เดชของมันเล่นงาน แต่ก็ไม่ถึงกับปวดหัวจนลุกไปทำงานไม่ได้
ผมเดินไปหยิบขวดเปล่าเอาไปวางไว้ใกล้ถังขยะ ในห้องครัวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้องนั่งเล่น แล้วจึงเปิดตู้เย็น เทน้ำใส่แก้ว ตั้งใจเอาไปให้คุณหมอ แต่พอเดินถือแก้วน้ำออกมา ก็เห็นคนที่เพิ่งเข้าห้องผมเป็นครั้งแรกเดินสำรวจห้องนั่งเล่นอยู่ (แบ่งเป็นโซนห้องนั่งเล่นกับห้องครัว มองเห็นกันได้) พอผมเดินถือแก้วน้ำเข้าไปใกล้ ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่คุณหมอหยิบกรอบรูปที่ผมถ่ายคู่กับนนท์ขึ้นมาดู
ผมว่าคุณหมอเป็นคนใจดี เป็นผู้ชายที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนอบอุ่น แต่เรื่องของมารยาทนั้น ดูจะมีน้อยไปนิดนะ
ก็ดูสิ หยิบกรอบรูปของคนอื่นขึ้นมาดูหน้าตาเฉยเลย ไม่ขออนุญาตสักคำ
หรือจะให้บ่นอีกนิดก็คือ... คุณหมอไม่ควรมายุ่งกับรูปของผมเลยด้วยซ้ำ นั่งอยู่เฉยๆ รอผมเก็บกระเป๋าไม่ได้เลยหรือไง
