บทที่ 4 สัมภาษณ์งาน
เอมี่ลากกระเป๋าลงมาที่เคาน์เตอร์เพื่อเช็กเอาต์ เธอกวาดตามองหามาวินจะได้ร่ำลาก่อนกลับ ถึงเธอไม่ได้คิดที่จะสานสัมพันธ์อะไรด้วย แต่อย่างน้อยเขาก็พาเที่ยวก็เลยอยากร่ำลาก่อนสักหน่อย แต่ดูจนทั่วแล้วก็ยังไม่เห็นเขา เช็กเอาต์เสร็จเธอจึงเดินออกมาที่รถของตัวเอง
มุ่งหน้ากลับสู่กรุงเทพ ทั้งได้เที่ยวและพักผ่อนจนเต็มอิ่มแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องหางานทำสักที
พอกลับเข้ามาถึงคอนโด เอมี่ก็เปิดเว็บไซต์หางานเลื่อนดูทีละบริษัทแต่ก็ยังไม่เจองานที่น่าสนใจ ใบหน้าของเธอเคร่งเครียดขึ้นเรื่อย ๆ เพราะส่วนใหญ่ก็จะเป็นงานธุรการ ซึ่งเธออยากได้งานที่จะได้เอาความรู้ปริญญาโทมาใช้ เจองานที่เป็นระดับผู้จัดการ แต่เขาก็ต้องการคนมีประสบการณ์ก่อน
หญิงสาวกรอกประวัติไว้ในเว็บไซต์ หากบริษัทไหนสนใจก็จะได้ติดต่อเธอกลับมา แต่ทว่าผ่านไปหลายวันก็ยังไม่ได้รับการติดต่อมาเลยสักที่
“จะทำยังไงเนี่ย” เอมี่ย่นคิ้วเข้าหากัน เธอเช็กเมลดูทุกวันไม่มีข้อความติดต่อมา จึงเปิดหน้าเว็บไซต์หางานแล้วเลื่อนงานใหม่ ๆ
“หรือว่าจะเอาวุฒิปริญญาตรีสมัครไปก่อนดีนะ” เอมี่พึมพำ สีหน้าของเธอเจือความคิดมากอยู่ในที เห็นว่าถ้าใช้วุฒิปริญญาตรีก็มีงานให้ได้ยื่นใบสมัครเข้าไปหลายงาน
แต่หากเอาวุฒิปริญญาตรีมาสมัคร เงินเดือนก็คงไม่พอใช้แน่ ๆ เธอบอกกับพ่อแม่ไปแล้วด้วยว่าจะไม่ผลาญเงินท่านเล่น จะหางานและเงินมาดูแลตัวเองให้ได้ ที่พูดไปแบบนั้นก็เพราะกลัวจะโดนลากกลับไปทำงานที่บริษัทของท่าน
เสียงถอนหายใจดังออกมา ก่อนที่ร่างบางจะทิ้งตัวลงนอนบนโซฟานุ่ม มองเพดานที่ขาวโพลนพลางคิดว่าจะเอายังไงดี
Rrr
เอมี่สะดุ้งเพราะเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นมา เธอรีบหยิบมาดูเผื่อว่าจะเป็นบริษัทใดสนใจให้เธอไปสัมภาษณ์ ทว่าพอเห็นชื่อหน้าจอแล้วก็ทำหน้าเบื่อหน่าย ก่อนที่จะกดรับสาย
(หางานได้หรือยัง)
“ยังค่ะแม่” เอมี่ตอบกลับเสียงแผ่ว เพราะกลัวว่าท่านจะบังคับให้กลับบริษัท
(ฮ่า ๆ ๆ) คนในสายหัวเราะร่วนราวกับสะใจที่เธอยังว่างงาน
(แม่บอกแล้วว่าให้ทำงานบริษัทเรา เป็นยังไงล่ะแค่หางานยังหาไม่ได้เลย) แม่เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือความสบประมาท
“มี่เพิ่งจะหาได้แค่ไม่กี่วันเองนะ บางคนเขาว่างงานกว่ามี่อีก” เธอหางานมาประมาณ 2 อาทิตย์เอง ท่านน่าจะให้เวลาเธอสักหน่อยแล้วค่อยมาสบประมาทกันอย่างนี้
(แล้วมี่คิดว่าจะใช้เวลาสักแค่ไหนสำหรับการหางานทำ มี่ก็น่าจะรู้ว่างานไม่ได้หากันได้ง่าย ๆ)
พอท่านเอ่ยถามแบบจริงจัง เอมี่ก็ตอบไม่ออก เพราะถ้าหางานทำไม่ได้เธอก็จะลบคำดูถูกว่าเธอไร้ความสามารถจากปากใครไม่ได้เลย
(ตอบไม่ออกเลยเหรอ) แม่เอ่ยถาม
“อีกสักพักค่ะ มี่จะหางานทำให้ได้ และจะทำให้ทุกคนเห็นว่ามี่มีความสามารถ” เอมี่ตอบกลับไป แววตาของเธอดื้อรั้นขึ้นมา
(เอาล่ะ แม่จะรอดูก็แล้วกัน ช่วงนี้ก็อย่าช็อปปิ้งเยอะนักล่ะ มันเปลืองเงินแม่)
“ค่า” เอมี่ตอบกลับเสียงยาน ถึงท่านไม่บอกเธอก็ไม่กล้าใช้เงินนักหรอก เธอวางสายจากแม่แล้วเลื่อนดูงานในเว็บไซต์อื่น ๆ ต่อ
ทีแรกก็ลังเลว่าจะใช้วุฒิปริญญาโทดีไหม แต่พอต้องการจะสู้เพื่อลบคำสบประมาท เธอก็ตัดสินใจเอาวุฒิปริญญาตรีมาใช้แทน
“ธุรการจัดซื้อ…ลองดูดีกว่า” เอมี่อ่านงานที่ประกาศรับ งานนี้น่าสนใจเพราะเธอจะได้ติดต่อคนอื่นบ้างไม่เหงาอยู่แต่กับเอกสาร หญิงสาวกดส่งเรซูเม่ไปในทันที
ใบหน้าสวยมีรอยยิ้มขึ้นมา พอไม่ได้เลือกงานนักก็รู้สึกสนุกกับการกดส่งเรซูเม่ไปเรื่อย ๆ ต้องมีสักที่ที่ให้เธอไปสัมภาษณ์!
หลายวันต่อมา
เอมี่มองตัวเองผ่านกระจกบานใหญ่ การแต่งตัวที่เรียบร้อยทำให้เธอดูผิดตาไปบ้าง ทั้งชุดที่ยาวคลุมเข่าและรัดผมเรียบร้อย วันนี้เอมี่มีนัดสัมภาษณ์งานที่บริษัทแห่งหนึ่งในย่านธุรกิจ ตำแหน่งของเธอคือพนักงานจัดซื้อ
หญิงสาวออกมาจากคอนโดมาที่บริษัทก่อนเวลานัดประมาณครึ่งชั่วโมง ท่าทางของเธอเต็มไปด้วยความมั่นใจจนเรียกสายตาของคนในบริษัทให้หันมามองเป็นตาเดียว
เอมี่ใจชื้นขึ้นมาที่มีบริษัทเรียกสัมภาษณ์สักที และเธอก็สนใจบริษัทนี้มาก คาดหวังไว้ว่าจะต้องได้งานนี้เท่านั้น
ทว่าสีหน้าของเธอพลันซีดลงไปเมื่อมาถึงห้องประชุมที่ฝ่ายบุคคลพาเดินเข้ามาเพื่อนั่งรอเรียกสัมภาษณ์ เพราะภายในห้องมีผู้สมัครอยู่เป็นจำนวนมาก แล้วแต่ละคนก็ดูเหมาะสมกับงานกันทั้งนั้น
เอมี่นั่งลงหันมองคนอื่น ๆ ที่เอาแต่นั่งนิ่งกัน บรรยากาศในห้องเงียบสงบจนเธอรู้สึกอึดอัด เอมี่อยากเผ่นกลับไปตอนนี้แต่เธอก็นึกถึงสิ่งที่ตัวเองต้องการคือพิสูจน์ตัวเอง
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึก จะได้งานหรือไม่ได้งานเธอก็จะอยู่สัมภาษณ์ อย่างน้อยก็ได้ลองทำให้เต็มที่
เธอมองแต่ละคนที่เดินออกมาหลังจากสัมภาษณ์ สีหน้าเครียดกันทั้งนั้น คำถามยากขนาดนั้นเลยเหรอ? แม้เอมี่จะเรียกความมั่นใจของตัวเองไว้ แต่ทำใจไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ว่าเธอคงไม่ได้งานแน่
พอถึงคิวของตัวเอง เธอก็ลุกเดินเข้าไปในห้องด้วยความมั่นใจ ผู้จัดการที่มาสัมภาษณ์อ่านประวัติของเธอแล้วย่นคิ้วเข้าหากัน
“คุณจบปริญญาโทจากต่างประเทศมาด้วยเหรอ”
“ใช่ค่ะ แต่ฉันใช้วุฒิปริญญาตรีสมัครงานนี้เพราะอยากทำงานค่ะ”
“อืม แต่ผมคิดว่าระดับการศึกษาของคุณจะทำให้คุณหางานได้ดีกว่านี้ คุณลองหาใหม่ดีกว่าครับ”
เอมี่กะพริบตาถี่ ๆ ก่อนจะยกมือไหว้อย่างสุภาพแล้วเดินออกมา พอพ้นประตูห้องก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
ทำไมการหางานทำมันถึงได้ยากเย็นขนาดนี้ เอมี่เข้ามานั่งในรถแล้วเปิดอีเมลเช็กดูเผื่อว่าจะมีบริษัทไหนให้เธอเข้าไปสัมภาษณ์อีก แต่พอเห็นว่าไม่มี สีหน้าของเธอก็เศร้าลง
หญิงสาวตัดสินใจโทรหาเพื่อนสนิท
(ว่าไงเอมี่ วันนี้ไปสัมภาษณ์มาเป็นไงบ้าง) น้ำหวานเอ่ยถามทันทีที่รับสาย
“แทบไม่ได้คุยกันเลย เขาบอกว่าฉันจบโท หางานอื่นทำดีกว่า เฮ้อ”
(เอาน่า ถ้าหาไม่ได้ก็กลับไปทำกับพ่อเถอะ ไม่เห็นต้องมาพิสูจน์ตัวเองอะไรให้มันลำบากเลย)
“ไม่เอาอะ ฉันจะสู้ต่อ ว่าแต่ที่บริษัทแกมีตำแหน่งว่างไหม” เอมี่เอ่ยถาม เผื่อว่าจะพอมีว่างให้เธอได้เข้าไปทำ ทั้งที่ใจเธอก็ไม่ได้อยากใช้เส้นสายของใครทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นพ่อหรือเพื่อนตัวเองก็ตาม
(ไม่มีเลย บริษัทที่ฉันทำแทบไม่มีใครลาออก)
“ดีจัง โอเคงั้นแค่นี้นะ ฉันขับรถก่อน”
(เดี๋ยวก่อน แกรู้หรือยังว่ายัยด้ากลับมาไทยแล้วนะ)
ด้าหรือดาด้าคือเพื่อนอีกคนของแก๊งนี้ ดาด้าไปเรียนต่างประเทศพร้อมกับเอมี่ แต่น้ำหวานไม่ได้ไปด้วยเพราะไม่มีเงินที่จะส่งตัวเองเรียนถึงต่างประเทศ
“ไม่รู้”
(ด้าส่งเข้าไลน์กลุ่มมาเมื่อสักพักนี้ เห็นว่าจะนัดเจออะ ฉันเลยบอกให้เจอวันอาทิตย์เพราะเป็นวันหยุดของฉัน)
“โอเค เดี๋ยวฉันเข้าไปอ่านไลน์” ตอนที่ดาด้าส่งมาคงเป็นตอนที่เธอเข้าไปสัมภาษณ์
เอมี่กดเข้าไลน์กลุ่มก็เห็นข้อความของดาด้าที่ส่งเข้ามา เธอเพิ่งกลับมาถึงไทย ที่จริงก็จบพร้อมกันแต่ดาด้าอยากอยู่เที่ยวต่อก่อน
เอมี่ถอนหายใจออกมา ในใจก็ไม่ได้อยากไปเจอแต่ก็ต้องไป เพราะน้ำหวานรับนัดไปแล้ว เธอก็ไม่อยากหาข้ออ้างอะไรที่จะเอามาปฏิเสธ
