บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2

" กูมีนัดกับไลลาตอนทุ่ม อาจารย์วรรณามีอะไรสำคัญป่าววะ "ผมยกนาฬิกาเรือนหรูขึ้นมาดู ความหายที่ผมถามไปคือถ้าอาจารย์วรรณาไม่มีอะไรคลาสนี้ผมจะไม่เข้าเรียนครับ

"ไม่มี "พิชญ์กับเตชินตอบพร้อมกัน เห็นแบบนี้พวกผมเป็นแค่นักศึกษากันนะครับ อ่าวทำไมมองผมแปลกๆ แบบนั้นล่ะ ก็ผมพึ่งจะอายุยี่สิบเองนะครับ ตอนนี้เรียนอยู่ปีสามคณะบริหาร อ่อลืมบอกครับสองคนนี้เป็นเพื่อนกึ่งบอดี้การ์ดละครับประมาณนั้น พ่อผมทำธุรกิจหลักหมื่นล้านยูโรครับไม่ใช่บาท ส่วนตัวผมเองก็มีกิจการของผมเอง หาเงินจากไหนมาทำน่ะเหรอครับก็จากเงินค่าขนมที่พ่อผมให้ทุกเดือน ที่ผมอยู่เมืองไทยเพราะคุณย่าเป็นคนไทยครับ คุณปู่ผมท่านเสียตอนที่ผมอายุเจ็ดขวบคุณย่าไม่อยากกลับไปอยู่ที่สเปนอีก คุณพ่อผมเลยให้ผมมาอยู่เป็นเพื่อนท่าน แค่นี้พอก่อนนะครับประวัติคร่าวๆ ของผมน่ะ หรือพวกคุณอยากรู้อะไร หึ ถึงรู้ผมก็ไม่บอกหรอก หรือพวกคุณกล้ากันล่ะ

"ดี... เก็บห้องวีไอพีไว้ กูมีเรื่องต้องคุยกับไอ้มินทร์มัน...เป็นการส่วนตัว" ผมบอกเสียงเหี้ยมลอยๆ ว่าแต่ร้านอาหารที่ผมมานั่งนี่ดีนะครับ อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยชื่อดังที่พวกผมเรียนอยู่ มีห้างสรรพสินค้าที่คนธรรมดาไม่ค่อยอยากจะเดินเท่าไหร่เพราะแพงหูฉี่ สนามกอล์ฟ ยิมหรู เอาง่ายๆ ถ้าไม่รวยหลักสิบล้านคงมาเรียนที่นี่ลำบาก เพราะที่นี่เรียนแบบอินเตอร์ครับตึกเรียนทันสมัย ทุกอย่างอำนวยความสะดวกขนาดโรงอาหาร ยังเป็นเซนเตอร์ของร้านอาหารชื่อดังสารพัดมาเปิด มีเสื้อผ้ายี่ห้อหรู กระเป๋ารองเท้าแบรนด์ดังแห่กันเข้ามาเปิด เพราะรู้ดีว่านักศึกษาที่นี่รวยกว่าคนปรกติหลายเท่านัก โอกาสที่จะได้ขายของเหล่านี้มีเยอะมากกว่าปรกติทั่วไป

"ไอ้พิชญ์ เดี๋ยวเอาเอกสารบัญชีของทุกที่มาให้กูด้วยกูจะตรวจ แล้วไอ้เตมึงอีกคน กูบอกว่า ถ้าป๊ากูโทรมาให้บอกไปว่ากูเรียนอยู่ ห่าเสือกบอกไปได้ว่ากำลังเอาอยู่"ไอ้เตหัวเราะก๊ากทันที พวกเราหลักจากรองท้องกันอิ่มหนำพอสมควรแล้วก็ออกมาที่ร้านอาหารฆ่าเวลาเพื่อรออยู่เรื่องเดียวละครับ คือรอลูกน้องมารายงานว่าเจอไอ้มินทร์มันอยู่ที่ไหน

"จะให้กูโกหกนายท่านเหรอวะ แค่อ้าปากกูว่านายท่านก็รู้แล้วเหอะว่ามึงทำอะไรอยู่ ไม่งั้นเขาจะเป็นนายท่านของมึงได้เหรอวะไอ้คิง"ไอ้เตบอกขำๆ ผมถีบขาของมันแรงๆ “

คนอย่างมึงเนี่ยนะไม่กล้าโกหก กูว่าท้องฟ้าเปลี่ยนจากสีฟ้าเป็นน้ำตาลแล้ว”ผมแซะมันแรงๆ

"หึหึ สรุปเรื่องน้องคิสจะเอาไงวะ พวกกูจะได้เตรียมงาน"ไอ้เตเอาจริงเรื่องานขึ้นมาทันที ผมส่ายหน้าไปมา

"ไม่ต้องทำ กูจัดการเอง " ไม่ทันขาดคำเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง เขาขบกรามแน่น ดวงตาเริ่มเย็นเยียบขึ้นมาอีก ไอ้พิชญ์ที่ปรกติแล้วปากหมาปากมากไปตามเรื่องกลับหุบปากสนิท สีหน้าจริงจังขึ้นมาทันทีที่เห็นสายตาของผม ไอ้เตก็ไม่ต่างครับ มันจ้องหน้าผมนิ่งคล้ายรอฟังคำสั่ง

"..............."

"บอกแล้วใช่มั๊ยว่าควรทำตัวยังไง"

"..................."

"ไลลา ...."

ไอ้สองคนเงียบกริบทันที รู้กันเองว่ากึ่งเจ้านายกึ่งเพื่อนของตนเองถึงขีดสุดของความอดทนแล้ว แต่เรื่องคงไม่จบแบบง่ายๆ เพราะฝั่งตรงข้ามเป็นถึงลูกของเพื่อนมาดาม ซึ่งทุกคนรับทราบกันโดยทั่วกันว่าใหญ่กว่านายท่านเสียอีก ผมโกรธจนหน้ามืด ปาโทรศัพท์ไปยังผนังกระจกใสด้านข้าง จนกระจกร้านแตกละเอียด ภายในร้านเงียบกริบจนกระทั่งได้ยินแค่เสียงลมหายใจ คนในร้านดูหวาดกลัวบางคนที่นั่งห่างกันถึงกับขยับตัวเข้าชิดกันทันที ไม่มีใครกล้าสบตาหรหือมองมาทางกลุ่มที่ผมนั่งเลยสักคน

"จ่ายค่าเสียหายด้วย กูจะไปเคลียร์กับมัน แม่งหงุดหงิดชิบหาย "ผมเอ่ยเสียงเรียบน้ำเสียงเย็นเยือก ก่อนจะยืดตัวเต็มความสูงร้อยเก้าสิบห้าเซ็นต์ ร่างกายผมส่วนมากได้รับมาจากฝั่งของพ่อครับ เลยดูเหมือนถึกและบึกบึน (ใช่เหรอแกมันไม่ใช่ดูเหมือนนะได้ข่าวว่า) เพื่อนผมอีกสองคนลุกไปคุยกับเจ้าของร้านและเอาบัตรเครดิตยื่นให้ ผมก้าวเท้ายาวๆ จะออกนอกร้าน เสื้อนักศึกษาสีขาวแขนยาวที่ผมพับแขนขึ้นมาเลยศอก ชายเสื้อออกมานอกกางเกงยีนส์สีซีดเริ่มเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ ร้อนสัสอะครับแดดประเทศไทยเฮ้อ คนในร้านมองมาที่ผมทุกคนเหมือนผมเป็นตัวประหลาด พอผมจ้องกลับก็หลบหน้าหลบตายิ่งทำให้ผมหงุดหงิดเข้าไปอีก ชอบจริงชอบจังเลยนะครับเสือกเรื่องชาวบ้านเขาเนี่ย ผมกวาดสายตาดุๆไปมอง ทุกคนไม่เลยกล้ามองมาตรงๆ ต่างก็หลบสายตาทำเป็นมองนั่นมองนี่ บางคนถึงขั้นเพ่งมองรอยแยกของผนังก็มีครับ

"ยกขานะ ยกขาเดี๋ยวนี้ ฮือๆ ๆ บอกให้ยกออกมาไง " เสียงแง๊วๆดังแว่วเข้าหูผม ไหนวะจากทางไหน ผมหันซ้ายหันขวาก็ไม่เห็นมีใคร หรือเป็นเสียงกุมารที่เจ้าของร้านเลี้ยงเอาไว้เกือบจะขนลุกแล้วครับ แต่พอผมก้มลงเท่านั้นแหละ

"หืออออ" ผมก้มลงมองหัวกลมๆผมสีดำออกน้ำตาลเข้ม มือทั้งสองข้างพยายามจะยกรองเท้าผมออก ผมออกจะงงๆหน่อยๆครับว่าทำไมถึงมีคนมานั่งอยู่ตรงปลายเท้าของผม เพื่อนทั้งสองคนพอเห็นแบบนี้ก็รีบเดินมาหา เพราะกลัวผมจับเด็กตัวเล็กๆทุ่มลงพื้น กลัวจะเป็นข่าวออกมาให้เสียหาย ว่านักษ฿กษารูปหล่อพ่อรวยกำลังทำร้ายเด็กอะไรประมาณนี้แหละครับ

"อะไร.." ผมก้มลงถามเสียงเย็น ก็ไอ้ตัวเล็กที่พยายามจะแทะรองเท้าผ้าใบคู่หรูของผม เอ้ย!พยายามยกเท้าผมขึ้นมันดูตัวจ้อยเหลือเกินเหมือนเด็กสิบขวบ เสื้อนักศึกษาสีขาวที่เห็นปุ๊บก็รู้ทันทีว่าเรียนที่เดียวกับผมแน่นอน เขานั่งพับขาออกจากกัน น้ำตาครับ น้ำตาหยดลงบนรองเท้าผม สายตาผมเย็นเยียบหนักกว่าเดิม ทุกคนที่นั่งอยู่คงคล้ายรู้สึกอยู่บนเทือกเขาหิมาลัยที่มีหิมะปกคลุมอยู่ถึงได้ห่อไหล่ทำท่าหนาวสั่นกันเกือบทุกคน ยกเว้น....

"บอกให้ยกเท้าขึ้นไง ไอ้บ้านี่ มึงเหยียบลูกกูอยู่อะ" ผมนี่ถึงกับผงะ ลูกเหรอวะ ลูกใคร? ทำไมกูไม่รู้สึกวะว่ากำลังเหยียบเด็กอยู่ ผมรีบยกเท้าขึ้นใจนี่วูบไปละครับ หรือผมฆ่าเด็กไปแล้วถึงได้ไม่มีสะ...เสียง!

"........................." ไอ้ตัวเล็กเงยหน้าขึ้นมองผม หน้าขาวๆ เล็กๆ เปื้อนมอมแมมไปด้วยน้ำตาและขี้มูก ครับ อ่านไม่ผิดหรอกขี้มูกจริงๆ ใสๆ ย้อยยืดจนจะเข้าปากมันอยู่ละหน้าตาดูไม่จืดเลยทีเดียว ปากแดงๆ เล็กๆ นั่นเม้มแน่น ดวงตาเรียวคล้ายกวางมีน้ำใสๆไหลลงมาไม่หยุด ชิบ! ตัวเท่าลูกหมาทำไมถึงทำลูกได้แล้วล่ะ

"......................." ก็จะไม่ให้ผมเงียบได้ยังไงล่ะครับใต้ตีนผม เอ้ยใต้เท้าผมที่มันร่ำร้องเรียกลูกๆอยู่น่ะ ตุ๊กตาครับ ใช่แล้วมันคือตุ๊กตา ผมที่ถึงกับหางตากระตุกยังกับเป็นโรคพากินสัน

"ฮึก .. โถลูก....." ยังครับ มันยังรำพัน นึกไม่ออกกันใช่มั๊ยครับว่าตุ๊กตาอะไรตุ๊กตาผ้านี่แหละครับ มันคร่ำครวญว่าผมฆ่าลูกมันตาย นี่ผมดูเหมือนคนรังแกเด็กขนาดนี้เลยเหรอครับ เพียวูบแรกที่สบตามันหัวใจของผมกระตุกเหมือนถูกไฟดูด รู้สึกหายใจไม่ออก ผมเหลียวซ้ายแลขวามองหาเพื่อนที่ยังเดินมาไม่ถึง

"ลูก? ตุ๊กตา? ลูกอะไร ลูกยังไง"ผมยังถามเหมือนคนไม่มีสติ กระทั่งไอ้สองคนนั่นเดินมาถึงที่ผมหยุดยืนอยู่

"เกิดอะไรขึ้นวะ"ไอ้เตถามเสียงลนๆกลัวเพื่อนจะระงับอารมณ์ไม่อยู่ ไอ้พิชญ์เองก็ทำท่าอึ้งๆเหมือนกันเมื่อเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า พวกมันสองคนละล้าละลังไม่รู้จะช่วยใครก่อนดี

"เด็กนี่ใคร มึงรังแกน้องเขาเหรอ"ไอ้พิชญ์ปากไวกว่าสมองตามเคย ผมตาเขียวเข้าใส่

"ที่ถามนี่คิดก่อนถามแล้วใช่ไหม"ผมถามเสียงเหี้ยม

"เดี๋ยวๆใจเย็นๆทั้งคู่ เลิกเถียงกันก่อนดิวะดูเด็กก่อนไหมมึง มันร้องใหญ่แล้ว"ไอ้เตเข้าห้ามสงครามไร้สาระทันทีเหมือนกัน

"ก็กูเห็นมันทำท่าจะทำร้ายเด็ก"ยังครับ ไอ้พิชญ์ยังจะเถียง

"มึงดูชุดของมันก่อนเหอะแล้วค่อยเรียกมันเด็ก มันก็แค่เตี้ย"ผมเสียงแข็งเข้าใส่ ไอ้เด็กนั่นตาเขียวปั๊ดทันทีที่ได้ยินคำว่าเตี้ย น้ำตาหยดโตๆยังไหลไม่หยุด แต่พอได้มองเห็นใบหน้าเล็กๆนั่นเต็มตาพวกผมถึงกับไปกันไม่เป็น

"เห้ยคิงใจเย็น "ไอ้พิชญ์รีบบอก ส่วนไอ้เตกำลังจะก้มลงดึงน้องมันขึ้นมา แต่ผมแตะมือที่กำลังจะเอื้อมมือไปดึงน้องมันให้หยุดไว้

"กูจับเอง" ผมบอกไอ้เตเสียงเรียบ มองสำรวจคนตัวเล็กเหมือนเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่แปดของโลก

"ยกขาดิ๊ ฮึกๆ มึงนี่มันใจร้ายเหยียบลูกกูจนแบนหมดแล้วไอ้เหี้ย " เด็กนั่นด่าไปสะอื้นไปจนฟังเกือบไม่รู้เรื่อง ดูท่าทางอ่อนแอขี้แยครับ บ่อน้ำตาคงจะตื้นเอะอะร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่า ไอ้เตกับไอ้พิชญ์ชะงักกึกเหมือนจะหายใจไม่เต็มปอด ส่วนผมสูดลมหายใจเข้าเสียงดัง ใบหน้าหล่อๆของผมมองสบตากวางฉ่ำน้ำตาเลอะเทอะเต็มใบหน้า ทำให้ผมอดใจอ่อนไม่ได้ พอพวกเราสามคนมองใบหน้าที่เปื้อนน้ำตาจริงจังเต็มตาพร้อมกันก็ต้องตกใจจนอดอุทานออกมาไม่ได้

"เหี้ย!!!!! " ครับ คำเดียวแต่ประสานเสียงกันออกมาพร้อมๆกัน ราวกับเจอยมฑูตมาเยี่ยมถึงหน้าบ้าน

"หึหึ.... " เสียงผมหัวเราะในลำคอ

"ชิบละมึง " พิชญ์สบถออกมาด้วยความตกใจ

"ตลกชัดๆ"ไอ้เตพึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัว สายตาของพวกเราทั้งสามเหม่อลอยด้วยความที่คิดไม่ถึง เพราะเวลาตามหาพวกผมหาเท่าไหร่ก็ไม่ยักเจอ แต่เวลาที่ไม่คิดว่าจะเจอกลับเจอง่ายเสียจนคิดไม่ถึงซะอย่างนั้น

"ฮึก"เสียงพยายามกลั้นสะอื้นดังขึ้นมาให้ผมได้ยิน ผมยกยิ้มก้มลงมานั่งยองๆ เขย่งด้วยปลายเท้า สบตามันตรงๆ มือใหญ่เท่าบ้านเกลี่ยน้ำตาให้ ดูเหมือนจะรุนแรงเพราะมือใหญ่แทบจะบังใบหน้าเล็กๆนั่นมิด ผมเกลี่ยน้ำตาให้อย่างนุ่มนวลแทบไม่อยากจะเชื่อ มืออีกข้างล้วงกระเป๋ากางเกงดึงผ้าเช็ดหน้าสีเข้มมาซับน้ำมูกให้อีกด้วย

"สั่งสิเดี๋ยวหายใจไม่ออก" ห้วนๆ สั้นๆครับเพราะผมไม่ค่อยพูดมาก ผมบอกให้มันสั่งน้ำมูกลงบนผ้าเช็ดหน้าที่ผมถือรออยู่ ผมมองตาแป๋วแหว๋วของมันอย่างนึกเอ็นดูมันไม่น้อย มือสองข้างของมันยังอุ้มตุ๊กตาที่มันเรียกว่าลูกเอาไว้แนบอกและยังไม่ได้ลุกขึ้นจากพื้น

"เอ้า....." ผมทำหน้านิ่งมองหน้ามันเหมือนจะสั่งด้วยสายตาซ้ำอีกครั้ง มันก็ทำตามคำสั่งนะครับ พรืด พรืด มันสั่งน้ำมูกออกมาแรงๆ ผมจับท้ายทอยมันเอาไว้กดหัวลงมา มืออีกข้างก็บีบจมูกมันแรงๆ เพราะตั้งใจจะเช็ดน้ำมูกออกให้เกลี้ยงเพื่อที่จะดูหน้ามันให้ชัดๆอีกครั้งแบบที่ไม่มอมแมมน้ำตาจนดูไม่ออก

"ไปสตาร์ทรถ กูจะอุ้มน้องออกไป" ผมสั่งสั้นๆ เพื่อนผมสองคนก็เข้าใจ รีบทำตาม พวกมันสองคนรีบเดินออกไปด้านนอกที่จอดรถ ส่วนผมน่ะเหรอ

"เห้ยยยยยยยยยย "มันร้องสุดเสียงจนคนในร้านตกใจ ผมตวัดตัวมันอุ้มท่าเจ้าหญิงช้อนตัวมันขึ้นแล้วยืดตัวเต็มความสูง มันผวาเข้ากอดคอผมทันทีแบบไม่ได้คิดอะไรคงจะกลัวตก ผมยกยิ้มมุมปาก ไม่ได้บอกใครว่าเพราะอะไรผมถึงยิ้มเช่นนั้น มันเองก็คงไม่เข้าใจเหมือนว่าผมยิ้มทำไม วันนี้เรื่องที่ผมอารมณ์เสียก็คงจะคลายลงบ้างเพราะคนในอ้อมแขนนี้แหละครับ ใครจะรู้ล่ะว่าส่วนลึกในใจของผมคิดอะไรอยู่ ต่อให้เพื่อนสนิทของผมสองคนนั้นก็ไม่อาจเดาใจส่วนลึกของผมได้ ผมก้มลงมองใบหน้าเหว๋อๆของมันด้วยความอิ่มใจ อยากจะหัวเราะให้เต็มเสียง นานแค่ไหนแล้วที่ไม่เคยได้หัวเราะเต็มเสียงแบบนี้ มันก็แค่นั้นแค่ผมดีใจก็พอแล้วใช่ไหมครับ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel