บทที่ 7 คืนแรกในคฤหาสน์วาเลนเต -2-
บทที่ 7 คืนแรกในคฤหาสน์วาเลนเต -2-
เอเลนายืนมองประตูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเผลอยิ้มตาม โทรศัพท์ในกระเป๋าสั่นขึ้น เมื่อเห็นชื่อบนหน้าจอ รอยยิ้มของเธอก็จางลงเล็กน้อย
แม่
เอเลนารีบกดรับ
“แม่คะ”
“ถึงแล้วใช่ไหมลูก”
เสียงของโซเฟียทำให้ความตึงเครียดที่สะสมมาตลอดทั้งวันคลายลงอย่างประหลาด
“ถึงแล้วค่ะ แล้วแม่ล่ะ ถึงบ้านหรือยัง”
“ถึงตั้งนานแล้ว แม่ต่างหากที่รอลูกโทรมา”
เอเลนาหลับตา ตั้งแต่ออกจากโรงแรม เธอเอาแต่วิ่งตามเรื่องลูกา ต่อรองกับดาเมียน อ่านสัญญา จดทะเบียนสมรส แล้วก็มาถึงคฤหาสน์ จนเกือบลืมไปว่าแม่เองก็เพิ่งผ่านวันที่ควรเป็นงานแต่งของลูกสาว แต่กลับต้องหนีออกจากโรงแรมเพราะมีคนพกปืนเข้ามา
“ขอโทษค่ะ วันนี้มัน...”
“แม่รู้”
โซเฟียตอบทันที
“แม่ไม่ได้โทรมาเพื่อดุ แค่อยากได้ยินเสียงลูก”
เอเลนาเม้มริมฝีปาก
“หนูไม่เป็นไรค่ะ”
“แน่ใจ?”
“ถ้าบอกว่าแน่ใจ แม่จะเชื่อไหม”
“ไม่”
เธอหลุดหัวเราะ
“งั้นจะถามทำไมคะ”
“เผื่อลูกจะโกหกเก่งขึ้น”
“แม่!”
เสียงหัวเราะของโซเฟียดังมาตามสาย ก่อนเงียบลงเล็กน้อย
“เอเลนา”
“คะ”
“ลูกอยู่กับดาเมียนจริง ๆ ใช่ไหม”
เธอเหลือบมองประตูห้องทำงานที่เพิ่งปิดใส่หน้าเจ้าของบ้านไป
“แม่คะ หนูมีเรื่องต้องบอก”
เอเลนาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อ
“หนู...กับดาเมียนจดทะเบียนกันแล้วค่ะ แล้วตอนนี้หนูอยู่ที่บ้านเขา”
ปลายสายเงียบไป
“ปลอดภัยดีใช่ไหมลูก”
คำถามนั้นตอบยากกว่าที่ควรจะเป็น คฤหาสน์นี้มีกล้องวงจรปิดสามสิบกว่าตัว เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเต็มบ้าน และประตูที่คงแข็งแรงพอรับมือคนมีอาวุธได้มากกว่าบ้านธรรมดาหลายเท่า
ในแง่นั้น เธอคงปลอดภัยมาก
แต่ถ้าถามว่าอยู่กับดาเมียนแล้วสบายใจหรือไม่...
เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
“ตอนนี้ปลอดภัยค่ะ”
โซเฟียเงียบไปชั่วครู่
“แม่ยังไม่ถามเรื่องที่ลูกจดทะเบียนกับเขาคืนนี้ก็ได้”
เอเลนาชะงัก
“แม่...”
“เพราะถ้าถาม แม่คงถามยาว แล้วดูจากเสียงลูก ตอนนี้คงไม่พร้อมตอบ”
เธอยิ้มบาง ๆ
“ขอบคุณค่ะ”
“แต่มีอย่างหนึ่งต้องตอบ”
“อะไรคะ”
“เขาบังคับลูกหรือเปล่า”
เอเลนานิ่งไป เธอมองรอบห้องทำงานที่ถูกจัดไว้ด้วยทุกอย่างที่ตัวเองชอบ ก่อนนึกถึงสัญญาที่เพิ่งเซ็นไปเมื่อตอนกลางวัน
“หนูเป็นคนเซ็นเองค่ะ”
“แม่ไม่ได้ถามว่าใครเซ็น”
สมกับเป็นแม่เธอจริง ๆ เอเลนาถอนหายใจ
“เรื่องมันซับซ้อนค่ะ แต่หนูยังมีสิทธิ์ตัดสินใจบางอย่าง แล้วหนูก็ใส่เงื่อนไขของตัวเองไว้ในสัญญา”
“บางอย่าง?”
เธอรู้ทันทีว่าใช้คำผิด
“แม่คะ...”
“โอเค ๆ คืนนี้แม่จะไม่ซัก”
โซเฟียยอมถอยง่ายกว่าที่คิด
“แต่ถ้ามีอะไรไม่ปกติ โทรหาแม่นะ”
“แม่ต่างหากที่ต้องโทรหาหนู ถ้ามีคนแปลกหน้ามาแถวบ้าน หรือมีใครโทรมาถามอะไรเรื่องหนู เรื่องพ่อ หรือลูกา อย่าเพิ่งบอกอะไรนะคะ”
คราวนี้ปลายสายเงียบไป
“มันอันตรายขนาดนั้นเลยเหรอลูก”
เอเลนากัดริมฝีปาก เธอยังไม่รู้ว่าควรเล่าเรื่องออร์ฟิอุสหรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพ่อมากแค่ไหน และยิ่งไม่อยากทำให้แม่ต้องนั่งหวาดระแวงทั้งคืนด้วยข้อมูลที่เธอเองยังไม่เข้าใจทั้งหมด
“หนูยังไม่รู้ค่ะ”
เธอตอบตามตรง
“เพราะงั้นถ้ามีอะไรผิดปกติ โทรหาหนูก่อนนะ”
“จ้ะ”
“แล้วล็อกประตูด้วย”
“ล็อกแล้ว”
“หน้าต่างล่ะ”
“เอเลนา”
“คะ”
“แม่เลี้ยงลูกมา ไม่ใช่ลูกเลี้ยงแม่”
เธอหัวเราะออกมา
“ก็หนูเป็นห่วง”
“แม่ก็เป็นห่วงลูกเหมือนกัน เพราะงั้นคืนนี้ไปอาบน้ำ นอนให้พอ แล้วพรุ่งนี้ค่อยจัดการโลกต่อ”
“รับทราบค่ะ”
“กินข้าวหรือยัง”
ภาพซุปเห็ดชามใหญ่ผุดขึ้นมาในหัวทันที
เอเลนาทำหน้าเบ้
“กินแล้วค่ะ”
“ทำไมตอบเหมือนมีเรื่อง”
“เดี๋ยวไว้เล่าให้ฟัง”
“ตกลง งั้นแม่ไม่กวนแล้ว”
โซเฟียหยุดไปนิดหนึ่ง
“เอเลนา”
“คะ”
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ลูกโทรหาแม่ได้เสมอนะ”
เอเลนานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเบา ๆ
“รู้ค่ะ”
“ดี นอนเสียบ้าง”
“แม่ก็เหมือนกันค่ะ”
เธอวางสาย แต่ยังถือโทรศัพท์ค้างอยู่ในมืออีกครู่หนึ่ง อย่างน้อยแม่ก็ปลอดภัย สำหรับคืนนี้ แค่นั้นก็พอแล้ว เอเลนาเก็บโทรศัพท์ลง ก่อนหันกลับมามองห้องทำงานอีกครั้ง แล้วเริ่มตรวจลิ้นชัก
ช่องบนสุดมีเครื่องเขียน ช่องกลางว่างเปล่า ส่วนช่องล่างกลับติดขัดจนต้องออกแรงดึง ข้างในมีหนังสือปกสีน้ำเงินเข้มอยู่หนึ่งเล่ม
เอเลนาหยิบขึ้นมาอย่างสงสัย แต่ทันทีที่เปิดหน้าแรก มือของเธอก็ชะงัก ตรงมุมกระดาษมีลายมือที่คุ้นเคย
E. Marino
เธอรีบพลิกหนังสืออีกสองสามหน้า รอยขีดเส้นใต้ ปลายกระดาษที่พับไว้ และข้อความที่เธอเคยเขียนด้วยดินสอยังอยู่ครบ
หนังสือเล่มนี้เป็นของเธอ! เอเลนาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ความทรงจำจากเจนีวาย้อนกลับมาอย่างรวดเร็ว คืนหนึ่งฝนตกหนักจนทั้งคู่ติดอยู่ที่ห้องสมุด เธอหอบหนังสือออกมาหลายเล่ม ดาเมียนบ่นว่าไม่รู้จะอ่านอะไรนักหนา ก่อนยอมถือให้แทบทั้งหมดระหว่างเดินกลับหอพัก
เธอจำได้ว่าเขาเดินอ้อมไปส่งทั้งที่เสื้อเปียกฝนไปครึ่งตัว ส่วนเธอเอาแต่หัวเราะเวลาที่เขาพยายามหลบแอ่งน้ำ
หลังจากนั้นไม่นาน ดาเมียนก็หายตัวไป
เธอเคยตามหาหนังสือเล่มนี้อยู่หลายครั้ง เพราะจำได้ว่ามันหายไปช่วงเดียวกัน ไม่คิดเลยว่าจะมาเจออีกครั้งในบ้านของเขา
เอเลนาลูบปกหนังสือเบา ๆ สิบปีที่ผ่านมา เธอเคยพยายามติดต่อดาเมียนอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเลิกเมื่อเข้าใจว่าอีกฝ่ายคงไม่อยากเกี่ยวข้องกับเธออีกแล้ว
แต่เขากลับเก็บหนังสือของเธอเอาไว้
เก็บไว้ทำไมกัน
และทำไมถึงเอามาวางในห้องทำงานที่เตรียมไว้ให้เธอ
เอเลนาปิดหนังสือลง
คำถามนี้เธอจะไม่ยอมปล่อยผ่านแน่
เช้าวันต่อมา ดาเมียนกำลังดื่มกาแฟอยู่ในห้องครัว เมื่อหนังสือปกสีน้ำเงินถูกวางลงตรงหน้า
เขาเงยหน้าขึ้น
“อรุณสวัสดิ์”
“อธิบายมา”
ดาเมียนเหลือบมองหนังสือ
“คุณเจอแล้ว”
“เห็นอยู่ว่าฉันเจอ!”
เอเลนาดึงเก้าอี้ออกมานั่งตรงข้าม
“หนังสือฉันไปอยู่ในลิ้นชักนายได้ยังไง”
“คุณลืมไว้ที่ห้องสมุด”
“แล้วนายเก็บกลับมา?”
“ใช่”
“ทำไมไม่คืน”
“ผมไม่อยากคืน”
เอเลนานิ่งไป
เธอเตรียมคำถามไว้หลายอย่าง แต่ไม่คิดว่าจะได้รับคำตอบตรงขนาดนี้
“นายรู้ใช่ไหมว่ามันเป็นของฉัน”
“ชื่อคุณอยู่หน้าแรก”
“แล้วเก็บไว้ตั้งสิบปี?”
ดาเมียนวางแก้วกาแฟลง
“ใช่”
“ทั้งที่นายเป็นคนหายไปเอง!”
คราวนี้เขาไม่ตอบ ความเงียบระหว่างทั้งคู่ทำให้เอเลนารู้สึกโกรธขึ้นมาอีกครั้ง เธอไม่ได้ต้องการให้เขาเก็บหนังสือไว้เป็นที่ระลึก เธอเคยต้องการแค่คำอธิบายสักคำในวันที่เขาหายไปต่างหาก
“ถ้าฉันไม่เจอ นายคิดจะบอกไหม”
ดาเมียนมองหนังสือ ก่อนตอบเบา ๆ
“ผมตั้งใจให้คุณเจอ”
เอเลนาถึงกับพูดไม่ออก
นี่เขากำลังทำอะไรกันแน่!
เธอคว้าหนังสือกลับมา ก่อนลุกไปหยิบกระดาษแผ่นใหญ่กับปากกา
“โอเค เราต้องมีกฎ”
ดาเมียนมองเธอเดินไปที่ตู้เย็น
“ในสัญญามีแล้ว”
“ยังไม่พอ”
เอเลนาแปะกระดาษลงบนประตูตู้เย็นแล้วเริ่มเขียน
1. ห้ามเข้าห้องโดยไม่เคาะ
2. ห้ามตรวจโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ หรือของส่วนตัว
3. ห้ามข่มขู่เพื่อนร่วมงานของฉัน
ดาเมียนเดินเข้ามายืนข้าง ๆ
“ผมยังไม่รู้จักเพื่อนร่วมงานคุณเลย”
“ดีมาก รักษามาตรฐานนี้ต่อไป”
เธอเขียนข้อที่สี่
4. ห้ามสั่งอาหารแทน
ดาเมียนเลิกคิ้ว
“เรื่องซุปเห็ดเมื่อคืน?”
“ใช่!”
เมื่อคืนเธอหิวจนแทบจะกินโต๊ะได้อยู่แล้ว แต่พอเปิดฝาอาหารที่คนครัวยกมาให้ กลับพบซุปเห็ดชามใหญ่ตั้งเด่นอยู่ตรงหน้า
“ผมจำได้ว่าคุณเคยกิน”
“ฉันเคยกิน ไม่ได้แปลว่าต้องชอบไปตลอดชีวิต!”
“เมื่อก่อนคุณแย่งอาหารในจานผมแทบทุกวัน”
“นั่นเพราะอาหารในจานนายอร่อยกว่าของฉัน!”
ดาเมียนหลุดหัวเราะ
เอเลนาหันขวับ
“ขำอะไร”
“เพิ่งรู้เหตุผล”
“ฉันบอกนายตั้งหลายครั้งแล้วต่างหาก!”
เขายังยิ้มอยู่
เอเลนามองหน้าเขา ก่อนรีบก้มกลับไปเขียน เพราะไม่อยากยอมรับเลยว่ารอยยิ้มเมื่อครู่ทำให้เธอนึกถึงเด็กหนุ่มในโรงอาหารมหาวิทยาลัยขึ้นมาอีกแล้ว
เธอเขียนข้อสุดท้ายด้วยตัวหนังสือใหญ่กว่าข้ออื่น
5. ห้ามใช้อำนาจเข้ามาจัดการงานของฉัน ถ้าต้องการความช่วยเหลือ ฉันจะขอเอง
“เข้าใจไหม”
ดาเมียนอ่าน ก่อนพยักหน้า
“เข้าใจ”
เอเลนาหันมามองอย่างระแวง
“ง่ายขนาดนั้น?”
“คุณเขียนชัดแล้ว”
เธอกำลังจะเก็บปากกา แต่ดาเมียนกลับยื่นมือมาขอ
“อะไรอีก”
“ผมขอเพิ่มหนึ่งข้อ”
เอเลนากอดอก
“ว่ามา”
เขาเขียนต่อท้ายด้วยลายมือเรียบร้อย
6. หากออกจากพื้นที่รักษาความปลอดภัย ต้องแจ้งทีม
“นี่ไง!” เอเลนาชี้ทันที “เพิ่งเป็นสามีได้วันเดียวก็เริ่มออกคำสั่งแล้ว!”
“ผมไม่ได้ขอให้คุณรายงานผม”
ดาเมียนเคาะปากกาตรงคำว่า ทีม
“แจ้งคนที่รับผิดชอบความปลอดภัย จะได้ไม่เกิดเรื่องแบบที่โรงแรมอีก”
เอเลนามองข้อความอยู่ครู่หนึ่ง เรื่องเมื่อวานยังทำให้เธอขนลุกทุกครั้งที่นึกถึง ผู้ชายสามคนถือปืนเข้ามาในงานแต่งของเธอ และถ้าดาเมียนมาช้ากว่านั้นอีกนิด...
เธอไม่อยากคิดต่อ แต่จะให้แจ้งทุกครั้งที่ออกจากบ้านไปตลอดสามสิบวันก็ไม่ใช่เรื่องที่เธอจะยอมเหมือนกัน
เอเลนาดึงปากกากลับมาเติมข้อความ เฉพาะช่วงที่ยังมีภัยคุกคาม
“แบบนี้”
ดาเมียนอ่าน ก่อนพยักหน้า
“ตกลง”
“แล้วห้ามแอบส่งคนตามไปโดยไม่บอกด้วย”
“เรื่องนั้นเราต้องคุยกัน”
เอเลนาหันมาทันที
“ดาเมียน!”
“คุณเพิ่งบอกว่าต้องการให้ผมพูดตรง ๆ”
เธออ้าปากเตรียมเถียง แต่โทรศัพท์บนเคาน์เตอร์กลับส่งเสียงแจ้งเตือนขึ้นมาเสียก่อน
เอเลนาหยิบขึ้นมาดู
อีเมลฉบับใหม่
ผู้ส่งเป็นบัญชีที่เธอไม่รู้จัก แต่หัวข้อกลับทำให้เธอหยุดหายใจไปชั่วขณะ
ถ้าผมหายไป เปิดอีเมลนี้
เอเลนารีบกดเข้าไป เวลาตั้งส่งระบุไว้ก่อนวันแต่งงาน
“มีอะไร”
ดาเมียนเดินเข้ามาใกล้ แต่หยุดอยู่ข้างตัวเธอโดยไม่แตะโทรศัพท์
เอเลนาอ่านอีเมลซ้ำอีกครั้ง เธอจำได้ว่าลูกาเคยพูดถึงการตั้งเวลาส่งอีเมล แต่ไม่คิดเลยว่าจะได้รับข้อความแบบนี้จากเขา
“เอเลนา?”
เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองดาเมียน
“ฉันคิดว่าลูกาส่งมา”
ก่อนจะยื่นหน้าจอให้เขาดู
ข้อความในอีเมลมีเพียงสองบรรทัด
ออร์ฟิอุสไม่ได้เริ่มจากผม
มันเริ่มจากพ่อของคุณ
