บทที่ 2 ต้องการคนนี้
“ผมต้องการให้ผู้หญิงคนนี้มาเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของผม และเธอจะต้องมาเริ่มงานภายในวันพรุ่งนี้ ฝากคุณอรจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยด้วย ขอบคุณครับ” สิ่งแรกที่ท่านประธานหนุ่มวัย28ปีทำเมื่อเข้ามาถึงบริษัทในวันนี้ ก็คือวางเอกสารเรซูเม่ของคนที่เขาต้องการลงบนโต๊ะทำงานของอรชร เลขาประจำตัวของเฮนรี่
“รับทราบค่ะท่านประธาน แล้วจะให้อรเตรียมโต๊ะทำงานของพนักงานใหม่ไว้ตรงไหนดีคะ หรือจะให้เอาไว้ในห้องทำงานของท่านประธานด้วย” อรชรเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มแบบมีเลศนัย เธอไม่อยากใช้คำว่ารู้ทันหรอกนะ เพราะมันก็ชัดเจนอยู่
อรชรทำงานในตำแหน่งเลขาของประธานบริษัทมาตั้งแต่รุ่นพ่อของเฮนรี่ แน่นอนว่าเธอเห็นเขาตั้งแต่เด็กๆรู้จักนิสัยของเขาเป็นอย่างดี แค่เฮนรี่อ้าปากอรชรก็รู้ทันทีว่าเขาต้องการอะไรและเฮนรี่เองก็ให้ความเคารพเหมือนเธอเป็นญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งด้วย
“การที่มีเลขารู้ทันแบบนี้ ผมเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาแล้วสิครับคุณป้าอร” เฮนรี่อดเย้าแหย่ไม่ได้ เขาเคารพและรักอรชรเหมือนเป็นป้าแท้ๆของตัวเองจริงๆ ที่ทุกวันนี้เขาทำงานได้ดีจนเป็นที่ไว้วางใจของคุณพ่อได้ ก็เพราะได้อรชรช่วยแนะนำให้คำปรึกษาและเฮนรี่ก็รับฟังเธอไม่เคยแย้ง เพราะเขารู้ว่าเลขาที่ส่งต่อมาจากรุ่นสู่รุ่นย่อมมีประสบการณ์มากกว่าและอาบน้ำร้อนมาก่อน
“บอกให้เรียกแค่คุณอร คุณอรไม่ใช่คุณป้าอรค่ะ มาเรียกป้าเดี๋ยวเขาจะเข้าใจว่าอรเป็นสาวแก่พอดี” ซึ่งความจริงก็อายุไม่น้อยแล้วปีนี้อรชรอายุย่างเข้า52 อีกสามปีเธอตั้งใจจะเกษียณและใช้เวลาที่เหลือไปเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวที่ตัวเองอยากไป เธออยากไปในขณะที่ร่างกายยังแข็งแรงดีอยู่
“ครับ ครับ คุณ...อร” อดแกล้งไม่ได้จริงๆ
“แล้วคุณผู้ช่วยส่วนตัวของท่านประธานเนี่ย จะต้องทำงานอะไรบ้างคะ ให้แม่หนูคนนี้เรียนงานเลขากับอรด้วยไหม” อรชรยินดีถ่ายทอดงานเลขาของเธอให้พนักงานใหม่มาก ด้วยความที่ตัวเองอยากพักแล้ว การมีคนรุ่นใหม่มารับงานต่อก็เป็นเรื่องที่ดีไม่น้อยแถมยังมีเวลาให้ได้สอนงานยาวๆอีกด้วย
“ครับ รบกวนคุณอรสอนงานเลขาให้เธอด้วย ผมอยากให้เขาเรียนรู้งานทุกอย่างที่คุณอรทำ ส่วนเรื่องอื่นๆก็...”
“ทำตามใจที่ท่านประธานอยากให้ทำ” อรชรพูดขึ้นอย่างคนรู้ทัน การเปิดตำแหน่งใหม่กะทันหันแบบนี้และเป็นตำแหน่งที่อยู่ใกล้ชิดท่านประธานยิ่งกว่าเลขาอีก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเฮนรี่มีเจตนาที่อยากจะให้ผู้หญิงคนนี้มาอยู่ใกล้ตัว ใกล้มากๆ
ในความรู้สึกแรก อรชรอยากขัดเฮนรี่เรื่องการเปิดรับคนเข้ามาทำงานโดยที่เจ้านายของเธอมีความต้องการอื่นแฝงอยู่ เพราะกลัวว่าจะมีเรื่องที่ไม่เหมาะสมเกิดขึ้น แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ อรชรรู้จักเฮนรี่เป็นอย่างดี ท่านประธานหนุ่มคนนี้มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเองสูงมาก และรู้จักการวางตัวให้เป็นที่น่าเคารพนับถือถึงแม้อายุจะยังน้อย
การที่เฮนรี่คิดจะทำอะไรเธอเชื่อว่าเขาไตร่ตรองมาแล้ว ที่สำคัญอะไรที่จะเป็นความสุขเล็กๆน้อยๆให้เฮนรี่ได้ เธอก็อยากให้เขาคว้าไว้เหมือนกัน อรชรเชื่อว่าเฮนรี่จะไม่ปล่อยให้ความต้องการส่วนตัวมามีผลกระทบกับงาน แต่จะห่วงก็หัวใจเฮนรี่นั้นแหละ ความรักของเขาอาจจะเป็นได้แค่ความลับ...
@ช็อปเครื่องสำอางแบรนด์ของเดมี่
“มีนาจ๋า ยอมใจอ่อนให้เดมี่สักทีเถอะนะ นะๆ” เดมี่เพื่อนสาวคนสนิทขออมีนา และเป็นเพื่อนรักเพียงคนเดียวที่เธอมี ทั้งสองคนเริ่มสนิทและเป็นเพื่อนซี้กันตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เพราะนิสัยที่เข้ากันได้ดีคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันเสมอ ทำให้สาวๆคบกันได้นานมาจนถึงตอนนี้ เดมี่เป็นคนที่น่ารักมากๆ มีบุคลิกสดใสอยู่ด้วยแล้วทำให้อมีนายิ้มได้ตลอด
“ขอบคุณเดมี่มากๆเลยนะจ๊ะ แต่มีนาไม่สะดวกจริงๆ ขอเป็นแวะมาช่วยเดมี่แบบนี้ดีกว่านะ” เป็นการปฏิเสธความหวังดีของเดมี่ครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ เพราะทุกครั้งที่เจอกันเดมี่จะคะยั้นคะยอให้อมีนามาทำงานเป็นผู้จัดการช็อปเครื่องสำอางสาขาใหม่ที่ใกล้จะเปิดตัวในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้
อมีนาเป็นคนที่เดมี่ไว้ใจมากที่สุด อันนี้ไม่นับลีออนคนรักของเธอนะที่บางครั้งก็ไม่น่าไว้ใจเท่าไหร่(พี่ลีออนชอบทำตัวเจ้าเล่ห์ แกล้งเดมี่ได้ทุกวัน) เพราะรู้จักนิสัยใจคอกันเป็นอย่างดีบวกกับตอนนี้เดมี่รู้ว่าอมีนาต้องการหางานประจำทำ งานที่มั่นคง เพราะเธอต้องส่งน้องชายเรียนด้วยและรายจ่ายต่างๆนาๆ
ความจริงเพื่อนของเธอก็หางานทำมาโดยตลอด แต่ยังไม่มีที่ไหนเรียกมาสักที ระหว่างรอบริษัทเรียกไปสัมภาษณ์อมีนาจะรับจ๊อบทำอย่างอื่นไปด้วย ใครอยากจ้างให้ทำอะไรเธอทำหมด ถ้างานนั้นอมีนามองว่าตัวเองทำได้และไม่ได้เดือดร้อนใครหรือไม่เป็นอันตรายกับตัวเอง
เพราะรู้ว่าเพื่อนอยากได้งานและตัวเดมี่เองก็กำลังจะเปิดร้านสาขาใหม่ด้วย เธอก็เลยเอ่ยปากชวนเพื่อนรักให้มาทำงานด้วยกัน แต่อมีนาปฏิเสธมาโดยตลอด เหตุผลก็เพราะความเป็นเพื่อนกันนี่แหละ การที่เราได้ทำงานกับเพื่อนมันก็มีข้อดีแบบเพื่อนกันคุยกันง่าย แต่มันก็มีข้อเสีย
หากวันหนึ่งเธอทำงานผิดพลาดแล้วทำให้ธุรกิจของเพื่อนเกิดความเสียหายขึ้นมา ถ้าเป็นแบบนั้นมิตรภาพที่สะสมมานานอาจถูกทำลายลงได้ภายในวันเดียวและอมีนาไม่อยากเสี่ยงให้เกิดเรื่องแบบนั้น เธอจึงเลือกที่จะปฏิเสธเดมี่แม้จะรู้ว่าเพื่อนหวังดีกับเธอมากแค่ไหนก็ตาม
“แวะมาช่วยก็ไม่ยอมรับค่าตอบแทนจากเดมี่อีก จะพาไปเลี้ยงข้าวก็ไม่เอา ไม่รู้จะเกรงใจกันทำไม นี่เดมี่เองนะ”
“เพราะว่าเป็นเพื่อนรักมากๆไงจ๊ะ มีนาถึงเกรงใจแล้วมาช่วยแค่นิดเดียวเองมีนาไม่ได้ทำอะไรเยอะแยะเลย จะมารับค่าตอบแทนจากเดมี่ได้อย่างไงล่ะ”
“งั้นวันนี้มีนาให้เดมี่เลี้ยงข้าวเที่ยง นะๆ ไม่ต้องเกรงใจหรอกเดมี่ไม่ได้จะใช้เงินตัวเองเลี้ยงสักหน่อย เดี๋ยวใช้เงินพี่ลีออน” ว่าแล้วก็หยิบแบล็คการ์ดเงาวับในกระเป๋าสตางค์ออกมาโชว์ เธอไม่ได้มีเจตนาจะอวดเพื่อน แค่อยากให้มีนารู้ว่ามื้อเที่ยงนี้เดมี่ก็ไม่ได้ใช้เงินตัวเองจ่าย อยากให้เพื่อนสบายใจและใจอ่อนยอมให้เธอเลี้ยงข้าวสักครั้ง
“น่านะ ขอมื้อนึง” เดมี่พนมมือไว้กลางอกทำท่าจะไหว้ขอร้องเพื่อน เท้าข้างล่างก็ดิ้นไปดิ้นมาเหมือนเด็กที่เริ่มงอแง เดมี่จะทำดิ้นๆอยู่อย่างนี้แหละจนกว่าอมีนาจะตอบตกลง และด้วยท่าทางที่ทำตัวเหมือนเด็กแต่ดูน่ารักเกินไปก็เริ่มทำให้อมีนาใจอ่อน ไม่แน่ใจว่าใจอ่อนหรือตัดความรำคาญแล้วตอนนี้
“บัตรของพี่ลีออนแน่นะ?” หรี่ตาถามเพื่อความมั่นใจ
“แน่จ้ะ ใบนี้พี่ลีออนยกให้เดมี่ติดตัวเอาไว้ จะใช้เท่าไหร่ก็ได้ แต่ๆ เดมี่ไม่เคยใช้ฟุ่มเฟือยเลยนะ สาบานเลย”
เดมี่รีบยกสามนิ้วขึ้นมาทำท่าสาบานว่าเธอพูดจริงๆ เธอแทบจะไม่ได้ใช้บัตรแบล็คการ์ดที่ลีออนให้มาเลย และรู้ว่าอมีนาต้องเกรงใจขึ้นมาอีกแน่ๆ ขนาดเธอที่เป็นเพื่อนรักอมีนายังเกรงใจขนาดนี้แล้วกับลีออนก็ยิ่งเกรงใจหนักกว่าหลายเท่า
“ก็ได้ แต่มีนาให้เดมี่เลี้ยงแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ”
“โอเคๆ งั้นเราไปกันเลยนะ เดมี่อยากกินชาบู” เดมี่แทบจะกระโดดกอดเพื่อนรัก เพราะเธอที่ดีใจมากๆที่อมีนายอมใจอ่อนให้เธอเลี้ยงข้าวสักที เธอรีบควงแขนอมีนาพาเดินตรงไปที่ประตูทางเข้าของร้านแต่ยังไม่ทันจะได้เปิดประตูออกไปไหนเสียงโทรศัพท์ของอมีนาก็ดังขึ้นเสียก่อน
“มีนาขอรับสายนี้แป๊บนึงนะเดมี่” เดมี่พยักหน้าตอบรับและปล่อยแขนของอมีนาให้เป็นอิสระเพื่อที่เพื่อนของเธอจะได้คุยได้สะดวกมากขึ้น
‘เบอร์แปลกจัง’ อมีนาขมวดคิ้วเล็กน้อยแอบกลัวว่าเป็นเบอร์มิจฉาชีพหรือเปล่าแต่ก็กดรับสายในที่สุด
“สวัสดีค่ะ” เพราะเป็นเบอร์ไม่คุ้นชินเธอจึงเลือกทักทายแบบกึ่งเป็นทางการก่อน
(สวัสดีค่ะ คุณอมีนาใช่ไหมคะ) ปลายสายเป็นเสียงผู้หญิงอมีนาเดาในใจว่าคนที่โทรหาเธอน่าจะมีอายุประมาณ40กว่าๆไม่ก็50 น้ำเสียงฟังแล้วดูเป็นคนใจดี
“ใช่ค่ะ อมีนาพูดสายค่ะ” พอเสียงจากปลายสายแลดูเป็นมิตรทำให้อมีนาคุยอย่างผ่อนคลายมากขึ้น
(ดิฉันโทรจากฝ่ายบุคคลบริษัท DP กรุ๊ป พรุ่งนี้คุณอมีนาสะดวกเข้ามาเซ็นสัญญาพร้อมเริ่มทำงานในตำแหน่ง ผู้ช่วยประจำตัวของท่านประธาน ในเวลาแปดโมงเช้าไหมคะ)
“...” อมีนานิ่งอึ่งไปหลายวินาทีหลังจากได้ยินสิ่งที่ปลายสายพูด ‘ฉันหูฝาดไปหรือเปล่า กรี๊ด’ หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะไปหมดแล้วตอนนี้ แต่เธอต้องรีบเรียกสติกลับคืนมาก่อนขอถามให้มั่นใจกว่านี้อีกนิด
“ขะ เข้าไปเซ็นสัญญาเลยเหรอคะ แต่มีนายังไม่ได้สัมภาษณ์เลย” เผื่อเขาพูดผิดเธอจะได้ไม่ดีใจเก้อไง แต่ถ้าถูกเรียกเข้าไปสัมภาษณ์เธอก็ดีใจมากๆอยู่ดี อย่างน้อยก็มีโอกาสเข้ามาหาแล้ว จะผ่านหรือไม่ผ่านก็ไปลุ้นกันหลังจากนั้น
“ใช่ค่ะ เซ็นสัญญาเลย”
