บทที่ 1.6
“เสื้อคลุมตัวนั้นเล่า”
“ข้าน้อยนำไปเกี่ยวเอาไว้ยังขอบผาเพื่อหลอกตาคนที่ยังคงตามหานางขอรับ”
“อืมทำดีมาก หากใกล้ถึงบ้านของชาวนาตรงหน้ารีบแจ้งข้า เราจะพักที่นั่นจนกว่าจะรู้ว่าอาการของนางสาหัสเพียงใด”
“ขอรับนายท่าน”
“หนีมาได้อย่างไรไกลถึงเพียงนี้ ทั้งที่รองเท้าก็ไม่ได้สวม” เขาจินตนาการไม่ออกเลยจริงๆ ว่ายามค่ำคืนอันหนาวเหน็บ นางเอาตัวรอดมาไกลถึงเพียงนี้ได้อย่างไร
มองดูใบหน้างดงามที่แดงก่ำด้วยพิษไข้ แต่ริมฝีปากอิ่มกลับซีดเซียวและปริแตก มือใหญ่แตะไล้ลงไปเบาๆ สัมผัสที่แม้พยายามอ่อนโยนแต่กลับส่งผลให้นางนิ่วหน้า
“เจ็บ...”
“ขอโทษ”
เขากระซิบด้วยความรู้สึกผิด ในใจอ่อนยวบด้วยความรู้สึกอันสับสน ยิ่งเห็นนางพึมพำราวหวาดกลัว หัวใจของเขาก็ยิ่งร้อนรนว้าวุ่น
...นี่เขากำลังเป็นอะไรกันแน่
ในความฝันอันเลือนรางเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น คล้ายยังคงดำเนินต่อไปไม่สิ้นสุด เฟิงเย่ที่นอนอยู่ในแคปซูลเดินทางซึ่งจมลงไปในพื้นหิมะ จำเป็นต้องคลานออกมาเพราะความร้อนที่แผ่ซ่านหลังจากการเสียดสีอันรุนแรง
การเดินทางที่เกิดการขัดข้อง ทำให้ออกซิเจนภายในแคปซูลเดินทางทรงกระบอกลดฮวบ
กระนั้นทันทีที่โผล่ขึ้นมาเหนือพื้นหิมะ ท่อนแขนกลับถูกมือใหญ่หยาบกร้านฉุดรั้ง บุรุษหลายคนต่างส่งเสียงแสดงความเป็นเจ้าของ เสียงเข่นฆ่าเริ่มขึ้นนับจากนั้น
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง จนไม่อาจเข้าใจว่าแท้จริงแล้วรอบตัวกำลังเกิดอะไรขึ้น
ในขณะที่ร่างกายเผชิญกับความหนาวเหน็บ สิ่งที่คว้าได้มีเพียงเสื้อคลุมตัวเดียว ไร้รองเท้า ไร้ซึ่งอุปกรณ์ที่สมควรพกติดกาย ที่หลงเหลืออยู่มีเพียงนาฬิกาข้อมือ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยค้นหากุญแจในการเดินทางกลับ
เบื้องหลังการต่อสู้ยังคงดำเนินไป เฟิงเย่ตั้งสติก่อนจะออกวิ่งท่ามกลางเหตุการณ์นองเลือด บุรุษที่พานพบต่างเอื้อมมือมายังหญิงสาว
หนึ่งเอื้อมคว้า อีกหนึ่งขัดขวางด้วยคมดาบ
ดวงตาของคนเหล่านั้น ล้วนปรากฏแววกระหาย อยากได้ อยากครอบครอง ต่างคนต่างก็ขัดขวางซึ่งกันและกัน ทำให้หญิงสาวมีจังหวะหลบหนีออกมา
ความมืดมิดยามค่ำคืนหาได้น่าหวาดกลัว เท่ากับสายตากระหายของบุรุษเหล่านั้น เฟิงเย่วิ่งไปข้างหน้า แม้เหนื่อยแต่ก็ไม่ยอมหยุด กระทั่งวิ่งอยู่นานร่างเล็กก็ล้มลงไปยังใต้ต้นเหมยซึ่งถูกหิมะปกคลุม
ความเหนื่อยล้าทำให้ไม่อาจขยับ เท้าเปล่าเปลือยเจ็บชาจนไม่อาจลุกขึ้นยืน ได้ยินเสียงฝีเท้าตามมาแต่ไม่อาจขยับ เมื่อฝีเท้าใกล้เข้ามาก็ทำได้เพียงหลับตานิ่ง
แต่...คนเหล่านั้นกลับวิ่งผ่านไป ราวกับมองไม่เห็นคนที่ล้มตัวลงนอนอยู่บนพื้นหิมะ
ทุกอย่างเงียบลงไปแล้วหญิงสาวจึงตะเกียกตะกายลุกขึ้น ตอนนั้นเองที่ตระหนักว่าเสื้อคลุมบนร่างเพิ่งช่วยชีวิตตนเอาไว้ แต่ยังคงไม่ใช่ทุกคนที่หลงกล มือใหญ่ข้างหนึ่งคว้าต้นแขนของหญิงสาว
เสียงหัวเราะดังลั่น…
มองดูใบหน้าราวกับเพิ่งได้รับชัยชนะของบุรุษตรงหน้า เฟิงเย่ดิ้นรนทั้งก่นด่าเทียนอวี้ เพราะดูเหมือนตั้งแต่เดินทางมาถึงดินแดนซวงเสวี่ยเชียนเหนียน ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนตามล่านางทั้งสิ้น!!!
เสียงพึมพำไม่ได้ศัพท์พร้อมกับอาการดิ้นรน ทำให้เกาเฟิงเหยียนซึ่งกำลังประคองร่างเล็กเอาไว้ประหลาดใจ ร่างเล็กสั่นเทาราวกำลังหวาดกลัว เสียงพึมพำราวมีใครบางคนกำลังไล่ตาม ทำให้เขาเข้าใจว่านางคงกำลังละเมอ
“ไม่เป็นไรแล้ว ไม่มีใครทำอะไรเจ้าได้แล้ว”
เขากระซิบบอกนางเสียงเบา สายตาเหลือบมองฮูหยินชาวนาที่เอื้อเฟื้อให้เขาพำนักชั่วคราว อีกฝ่ายกำลังทายาที่ฝ่าเท้าให้หญิงสาว กลัวเหลือเกินว่านางจะหลุดพูดอะไรให้ผู้อื่นสงสัย เนื่องจากฮูหยินท่านนี้เข้าใจว่าเขากับหญิงสาวคือคู่หมายกัน