บทที่ 1.5
เฟิงเย่นั่งนิ่งอยู่ในรถม้าด้วยท่าทีหวาดระแวง ด้านข้างยังมีบุรุษหล่อเหลานั่งเด่นเป็นสง่า นับจากหล่นลงไปในกองหิมะหลังจากล็อกอินเข้ามาในเกมของเทียนอวี้ ดูเหมือนหญิงสาวจะถูกตามล่าไม่ได้หยุดหย่อน
การเอาชีวิตรอดท่ามกลางผู้คนมากมายทั้งยังอากาศที่หนาวเหน็บ ทำให้ทั่วทั้งร่างอ่อนล้ากระทั่งเกือบหมดสติ เสื้อคลุมหิมะสีขาวช่วยให้การซ่อนตัวมิดชิดขึ้น แต่ก็ไม่อาจกลบเกลื่อนร่องรอยบนพื้นหิมะเอาไว้ได้ ดังนั้นแม้หาทางหลบได้เพียงชั่วครู่ไม่นานก็ถูกตามเจอกระทั่งหนีมาจนถึงโรงเตี้ยมแห่งนี้
ถึงอย่างนั้นเมื่อได้นั่งพักในรถม้าอันแสนอบอุ่น ร่างกายที่ตรากตรำมาทั้งคืนกลับเริ่มงอแง ดวงตาคู่งามเหลือบมองบุรุษที่เพียงนั่งหลับตานิ่ง
แม้ไม่ไว้ใจแต่ความรู้สึกลึกๆ บอกว่าเขาไม่ใช่คนร้าย แต่ถึงไม่ใช่ทางเลือกก็ไม่มีแล้ว เพราะสติที่พยายามรักษากำลังจะหมดลง
เท้าที่รู้สึกเจ็บจนชาเริ่มปวดตุบ ความหนาวเย็นในร่างกาย แปรเปลี่ยนเป็นความร้อนซึ่งแผ่ซ่านออกมา รถม้าที่วิ่งไปช้าๆ แต่โยกคลอนจนน่าเวียนหัว
ตอนนี้ไม่บอกก็รู้ว่าหญิงสาวกำลังจะเป็นไข้เข้าให้แล้ว
สติรับรู้เริ่มเลือนราง ภาพตรงหน้าเริ่มมองเห็นได้ไม่ชัด ปลายนิ้วเริ่มชากระทั่งลามขึ้นมายังแขน มีดสั้นในมือร่วงลงบนพื้นรถม้า พร้อมๆ กับร่างที่เซวูบไปด้านหน้า
“แม่นาง...”
เสียงทุ้มของคนข้างกายไม่อาจเรียกสติของเฟิงเย่กลับมาได้ ดวงตาอ่อนล้าที่พยายามกะพรือเปิดค่อยๆ หรี่ลง รับรู้ว่าชายหนุ่มหล่อเหลาคว้าร่างของตนเอาไว้ ทำให้ไม่ล้มคว่ำลงไปบนพื้นรถม้า
“เทียนอวี้ฉันจะฆ่านาย...”
ประโยคสุดท้ายได้แต่ก่นด่าเพื่อนรักด้วยความเจ็บใจ พร้อมกันนั้นก็หวังว่าเมื่อลืมตาตื่น สิ่งที่เห็นจะเป็นเพดานห้องนอน เพราะสิ่งที่ติดตัวมาตอนแรกนั้น หล่นหายไปหมดแล้ว!!!
มองดูหญิงสาวในอ้อมแขนหมดสติ เกาเฟิงเหยียนถึงกับถอนหายใจออกมาด้วยความจนใจ เขานับถือนางยิ่งนักที่ประคองตัวมาได้กระทั่งเกือบชั่วยาม นับจากที่รถม้าออกตัวมาจากโรงเตี๊ยม
“ต้าเหมิง”
“ขอรับนายท่าน”
“โม่สวินกลับมาแล้วหรือยัง”
“ยังขอรับ”
“เราคงต้องหาบ้านสักหลังหยุดพักก่อน ดูเหมือนแขกของเราต้องการหมอ” เกาเฟิงเหยียนใช้เสื้อคลุมห่อตัวหญิงสาวจนมิด จากนั้นวางนางให้นอนราบ
เท้าของหญิงสาวเป็นสิ่งที่เขาเห็นแล้วรู้สึกหนักใจที่สุด เพราะหากไม่รีบทำอะไรสักอย่าง เกรงว่าแผลที่ถูกหิมะกัดคงแย่กว่าเดิมจนอาจไม่ทันการณ์
“จำได้ว่าระหว่างเดินทางมามีบ้านชาวนาอยู่ขอรับ แต่ไม่แน่ใจว่าแถวนี้จะมีหมอหรือไม่”
“เช่นนั้นให้เยี่ยหลิงล่วงหน้าไปเตรียมการ” เขาถอดเสื้อคลุมบนร่างออก ก่อนใช้ห่อเท้าเล็กเอาไว้เพื่อให้ความอบอุ่นก่อน
“แต่นายท่าน...” คนคุ้มกันถูกแยกออกไปสองคน ที่เหลือสองคนต้องทำหน้าที่ขับรถม้าคนหนึ่ง แน่นอนพวกเขาล้วนรู้สึกไม่สบายใจ
“ที่นี่ให้ต้าเหมิงกับเซียวจิงดูแลก็พอ ไปได้” ชายหนุ่มไหนเลยไม่รู้ถึงความกังวลขององครักษ์ “อย่ากังวลนักเลย ตอนนี้ไม่มีใครมาสนใจรถม้าเก่าๆ ไม่สะดุดตาหรอก หากยังช้าจะยิ่งทำให้เสียเวลา”
“ขอรับ”
แม้ในใจยังคงกังวลเพราะแม้รถม้าไม่ได้หรูหรา หากแต่ม้าที่ใช้กลับเป็นม้าชั้นดี จริงอยู่หากไม่สังเกตอาจไม่มีใครล่วงรู้แต่หากมีคนแยกแยะออกเล่า...
กังวลใจได้ไม่นานยังโชคดีที่โม่สวินกลับมาเร็ว หาไม่บรรยากาศตึงเครียดของเยี่ยหลิงและต้าเหมิง อาจทำให้จากไม่เป็นที่สนใจกลายเป็นจุดสนใจขึ้นมาได้
“นายท่าน”
“ว่าไป”
“มีคนพบบางอย่างบนเขา ลักษณะคล้ายโลงศพขอรับ”
คิ้วเข้มขมวดมุ่นลงทันทีที่ได้ยิน “คล้ายโลงศพหรือ”
“สิ่งนั้นมีรูปร่างคล้ายกระบอกยาวจมลึกลงไปในหิมะ ด้านในสามารถจุคนได้หนึ่งคน ดูเหมือนคนผู้นั้นคลานออกมาโดยไม่ได้นำข้าวของออกมาด้วย ข้าวของในนั้นเหมือนของใช้ทั่วไปของสตรีเพียงแต่ดูไม่คุ้นตาขอรับ”
ก้มลงมองหญิงสาวที่หลับสนิทในอ้อมแขน สองแก้มแดงปลั่งบ่งบอกว่าไข้ขึ้นสูง เกาเฟิงเหยียนได้แต่ครุ่นคิดเงียบๆ “หรือว่าเทพธิดาหนี่ว์ซานมีจริง” ชายหนุ่มพึมพำเสียงเบา
“ยังมี...” โม่สวินยังคงรายงานต่อไป
“ในนั้นมีเสื้อคลุมหิมะอีกหนึ่งตัวขอรับ เป็นเสื้อคลุมที่เหมือนกับของแม่นางผู้นี้” โม่สวินเองก็ไม่อยากจะเชื่อสายตา หากแต่เขาเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่แอบดูอยู่ห่างๆ ด้วยตาตนเอง ดังนั้นจึงมั่นใจว่าหญิงสาวในรถม้าคือเทพธิดาหนี่ว์ซาน
เกาเฟิงเหยียนนิ่งงันไปครู่หนึ่ง กระทั่งกระชับอ้อมกอดเมื่อหญิงสาวดิ้นเบาๆ คล้ายไม่สบายตัว