บทที่ 1.7
แม้ไม่คาดหวังแต่หลังจากประโยคปลอบโยนของเขา หญิงสาวก็ดูสงบลงไม่น้อย
“ประคบน้ำร้อนแล้วทายานางอาจดีขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ต้องมีท่านหมอมาดู ที่นี่ห่างไกลนักคงต้องพานางกลับเข้าไปในเมืองหลวง”
“เพียงเท่านี้ก็ต้องขอบคุณท่านลุงกับท่านป้ามากแล้ว” เกาเฟิงเหยียนยิ้มพร้อมกับกล่าวขอบคุณด้วยท่าทีสุภาพ
“หากเร่งเดินทาง คงกลับเข้าเมืองหลวงได้ก่อนมืด เพียงแต่ต้องรีบหน่อย หากประตูเมืองปิดก็คงไร้ความหมาย”
“ขอบคุณท่านป้า”
เกาเฟิงเหยียนไม่ได้บอกว่าเขามีป้ายสำหรับเข้าออกยามวิกาล ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนั้น เมื่อมั่นใจว่าแผลของหญิงสาวไม่ได้ร้ายแรง เขาก็เห็นด้วยที่จะเร่งเดินทางกลับเข้าเมืองหลวง
ก่อนจากมาท่านลุงกับท่านป้ามอบผ้าห่มเนื้อหนามาให้ แม้ไม่ได้ตัดเย็บจากแพรพรรณล้ำค่า แต่ก็สามารถให้ความอบอุ่นกับคนที่กำลังเป็นไข้ได้ ดังนั้นโม่สวินจึงมอบเงินจำนวนหนึ่งเป็นค่าตอบแทน
“นายท่านอากาศเย็นลงแล้ว เกรงว่าหิมะคงตกเป็นแน่เราคงต้องรีบเดินทาง”
เกาเฟิงเหยียนอุ้มหญิงสาวก้าวขึ้นบนรถม้า ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า “เข้าใจแล้ว” เขาพยักหน้าก่อนก้าวเข้าไปด้านในโดยมีโม่สวินปิดม่านรถม้าให้มิดชิด
ร่างเล็กถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อคลุมและผ้าห่มถึงสามชั้น ทำให้มั่นใจได้ว่านางจะไม่ต้องลมหนาว ดังนั้นเกาเฟิงเหยียนจึงสั่งให้คนของตนออกรถม้า
กระนั้นเมื่อรถม้าโยกคลอนเกินไป เขาจึงจำต้องอุ้มนางขึ้นมานั่งบนตัก พร้อมกับให้นางเอนกายลงบนหัวไหล่ ช่วงจังหวะที่ศีรษะของหญิงสาวพิงลงบนหัวไหล่ เกาเฟิงเหยียนไม่คาดว่านางจะรู้สึกตัวตื่นขึ้น
ดวงตาคู่งามสานสบกับเขา ในนั้นฉายแววตื่นกลัวอยู่ไม่น้อย แต่เพราะร่างกายไม่อาจขยับ เนื่องจากร่างทั้งร่างถูกพันเอาไว้ด้วยผ้าห่มและเสื้อคลุม ทำให้นางได้แต่มองเขานิ่งก่อนหลับไปอีกครั้ง
ระหว่างทางดูเหมือนหญิงสาวจะละเมอซ้ำๆ เขาเองก็จับใจความได้ไม่มาก แต่ที่แน่ใจคือนางถูกคนหลายกลุ่มตามล่า กระทั่งไม่มีเวลาหยิบคว้าอะไรติดมือมาเลยสักอย่าง ทว่าในระหว่างที่ประคองร่างของหญิงสาวเอาไว้นั้น เขาพลันนึกถึงสิ่งประหลาดที่พันอยู่รอบข้อมือของนาง
สิ่งนั้นมีสีดำลักษณะคล้ายสร้อย แต่เส้นใหญ่กว่ามาก ทั้งยังทำจากวัสดุที่เขาทั้งคุ้นเคยแต่ก็ดูแปลกตา พิจารณาอยู่นานมากเขาจึงหาวิธีถอดมันออกมาได้
“อย่าเข้ามา...” เสียงร้อนรนด้วยความหวาดกลัวดังขึ้นอีกครั้ง
“ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัว เจ้าปลอดภัยแล้ว” เขากระซิบปลอบซ้ำๆ จากนั้นนางก็สงบลง ราวกับเสียงของเขาส่งผลต่อนาง
ภาพใบหน้าหื่นกระหายปรากฏในคลองสายตา ท่อนแขนที่โอบรัดแน่นหนาไม่ปล่อย เสียงหัวเราะหยาบโลนพร้อมกับลมหายใจที่เป่ารด
เฟิงเย่ดิ้นรนสุดแรง ทั้งเตะ ทั้งทุบ กระทั่งมือคว้าเอามีดสั้นที่เหน็บอยู่ข้างเอวของชายที่คว้าตนเอาไว้ ชายคนนั้นไม่ทันระวังตัวจึงถูกแทงเข้าที่ชายโครง
หญิงสาวไม่อยู่รอให้อีกฝ่ายตั้งตัว รีบวิ่งหนีเอาชีวิตรอดกระทั่งมองเห็นโรงเตี๊ยมอยู่ข้างหน้าไม่ไกล มองดูผู้คนพลุกพล่านรวมไปถึงกลุ่มคนที่กำลังไล่ล่ามาเบื้องหลัง เฟิงเย่ตัดสินใจเลือกรถม้าคันที่จอดอยู่ใกล้ที่สุด และดูเหมือนคันนี้กำลังจะออกเดินทาง ในใจหวังเพียงออกห่างจากเหล่าคนที่ตามล่า ไม่ว่าเจ้าของรถม้าคันนี้จะเป็นใคร ก็ให้สุดแล้วแต่สิ่งที่พานพบเถิด...
ในความฝันอันน่าหวาดกลัว เสียงทุ้มปลอบโยนดังขึ้นเป็นระยะ ทุกครั้งที่ลืมตาตื่นใบหน้าหล่อเหลาของคนผู้หนึ่งก็มักจะปรากฏในคลองสายตา
เขาคอยปลอบโยน พร้อมกับบอกว่านางปลอดภัยแล้ว และนั่นทำให้คนที่หัวใจเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกสงบลง เพียงแต่ความฝันและความจริงตรงหน้า กลับไม่อาจแยกแยะ
สิ่งใดจริง สิ่งใดเท็จ และนางปลอดภัยแล้วจริงหรือ...
แม้ถามตัวเองเช่นนั้น แต่เฟิงเย่ก็ยอมวางศีรษะลงไปบนไหล่แกร่งโดยดี