บทที่ 1.4
เสียงเอะอะดังขึ้นทันทีที่ฟ้าสาง เสียงตะโกนและความวุ่นวายตามมาติดๆ พร้อมกับเสียงฝีเท้าของคนมากมาย “นางวิ่งไปด้านหลังโรงเตี๊ยมแล้ว รีบตามเร็วเข้า!!!”
เสียงหนึ่งตะโกนแทรกเสียงแห่งความวุ่นวายขึ้น เรียกความสนใจของเกาเฟิงเหยียน เขามองไปยังทิศทางของต้นเสียงจากนั้นคิ้วเข้มก็มุ่นลงเล็กน้อย หลายคนที่ได้ยินเสียงตะโกนไม่ทันได้ฉุกคิดก็วิ่งอ้อมไปยังหลังโรงเตี๊ยม
“เกิดอะไรขึ้นหรือ” เยี่ยหลิงคว้าตัวเสี่ยวเอ้อน้อยเอาไว้ได้ก็รีบเอ่ยถาม
“มีคนเห็นเทพธิดาหนี่ว์ซานขอรับ นางสวมเสื้อคลุมสีขาวราวหิมะ ใบหน้างดงามสมกับเป็นเทพธิดาจริงๆ ข้าน้อยเห็นกับตาเลย!” เสี่ยวเอ้อกล่าวจบก็วิ่งจากไปทันที ไม่ต้องสงสัยว่ากำลังวิ่งตามสิ่งใดไป
“นายท่านให้ข้าน้อยตามไปหรือไม่ขอรับ” ต้าเหมิงเสนอตัว
“ไม่ต้อง” เกาเฟิงเหยียนส่ายหน้า “พวกเรากลับเมืองหลวงกันเถิด” เขาไม่ละสายตามาจากรถม้าของตนซึ่งจอดอยู่ไม่ไกล
โม่สวินมองตามจากนั้นก็หรี่ดวงตาลง
เกาเฟิงเหยียนก้าวนำไปยังรถม้า แต่โม่สวินกลับเป็นคนก้าวขึ้นไปก่อน และทันทีที่ชายหนุ่มเปิดม่านรถม้าก้าวเข้าไป ดวงตาของเขาพลันเบิกกว้าง
เกาเฟิงเหยียนสะกิดคนของตนจากด้านหลัง
โม่สวินที่มีท่าทีตกตะลึงเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย ดังนั้นเกาเฟิงเหยียนจึงได้เห็นสตรีนางหนึ่ง เปลี่ยนมาสวมเสื้อคลุมกันลมสีดำอีกตัวของเขาซึ่งทิ้งเอาไว้ในรถม้า
มองดูพื้นรถม้าเสื้อคลุมสีขาวราวหิมะถูกทิ้งเอาไว้ บวกกับเสี้ยวหน้าที่โผล่พ้นออกมาจากหมวกเสื้อคลุม ชายหนุ่มทั้งสองเดาได้ทันทีว่านางก็คือผู้ที่ถูกตามล่าในขณะนี้
โม่สวินเอื้อมมือไปดึงม่านรถม้าปิดลง เพื่อกั้นสายตาคนด้านนอก เกาเฟิงเหยียนขยับก้มตัวลงหยิบเสื้อคลุมสีขาวตัวนั้นขึ้น แต่ทันทีที่ขยับหญิงสาวตรงหน้ากลับยื่นปลายมีดสั้นออกมา ทำท่าทางราวกำลังป้องกันตัว
“อย่าเข้ามา” เสียงของนางสั่นเทาและแตกตื่น ริมฝีปากซีดขาวท่าทีอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าเพียงจะก้มลงหยิบเสื้อคลุมของเจ้าเท่านั้น ไม่ได้คิดร้าย” เกาเฟิงเหยียนยื่นมือออกไปให้นางเห็น จากนั้นย่อตัวลงหยิบเสื้อคลุมของหญิงสาวส่งให้คนของตน
“โม่สวิน”
“ขอรับนายท่าน”
“สวมเสื้อคลุมตัวนี้ ล่อคนพวกนั้นไปอีกทาง” เขาสั่งคนของตนทั้งที่ใบหน้ายังคงจดจ้องหญิงสาวตรงหน้า
“นายท่านขอรับ” โม่สวินขมวดคิ้ว
“ไม่เป็นไร นางไม่ทำอะไรข้าหรอก” เขายิ้มให้หญิงสาวตรงหน้าจากนั้นส่งเสื้อคลุมให้โม่สวิน “บอกด้านนอกออกรถได้แล้ว”
หญิงสาวขยับตัวพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มทั้งสอง ดวงตาคู่งามฉายแววแตกตื่นหวาดกลัว ดวงหน้าซึ่งนับเป็นโฉมสะคราญโผล่พ้นหมวกเสื้อคลุมตัวยาวสีดำ
ในมือของหญิงสาวมีมีดสั้นเล่มหนึ่ง แขนเสื้อและมือของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด ใบหน้าซีดขาวและเหงื่อผุดพราย ทั้งที่อากาศเย็นเยียบ
เกาเฟิงเหยียนสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ เขาก้าวขึ้นหน้าก่อนย่อตัวลงนั่ง ดวงตาคมสานสบกับดวงตาส่องประกายของหญิงสาวที่จ้องเขาเขม็ง
“นายท่าน” โม่สวินรู้สึกไม่สบายใจจึงยังรั้งรอ
“นางไม่เป็นวรยุทธ์” เกาเฟิงเหยียนกระซิบเสียงเบา เขาปรายตามองเท้าเปล่าเปลือยของหญิงสาว ซึ่งบัดนี้ถูกหิมะกัดจนเป็นแผลเหวอะหวะ
“เจ้าไปเถิด”
แม้ไม่เต็มใจแต่โม่สวินเองก็รับรู้ได้ว่าหญิงสาวตรงหน้าไม่มีวรยุทธ์ ดังนั้นเขาจึงได้แต่จากไปพร้อมกับย้ำสหายของตนให้จับตามองผู้เป็นนายกับหญิงสาวเอาไว้
เกาเฟิงเหยียนมองหญิงสาวหันปลายมีดมายังตนก็ยิ้มบาง “ไม่ต้องกลัว ...ผู้คนข้างนอกนั่นกำลังตามหาเจ้าใช่หรือไม่”
นางหรี่ดวงตามองเขาด้วยความลังเล ดวงตาคล้ายพิจารณาจับจ้องเข้าไปในดวงตาคมกล้าของชายหนุ่ม “ใช่”
ในที่สุดนางก็ตอบออกมาเสียงแผ่ว
“เมื่อครู่เสียงตะโกนของเจ้าหรือ”
แม้พยายามดัดเสียงให้ทุ้ม แต่เขาฟังอย่างไรก็ยังคงเป็นเสียงของอิสตรี นั่นทำให้เขาล่วงรู้ว่าบนรถม้าของเขามีคนที่ถูกตามล่าซุกซ่อนอยู่ ความเฉลียวฉลาดที่มาพร้อมกับความโง่งมของนาง ทำให้เขารู้สึกสนใจขึ้นมา
ฉลาดที่เลือกหลอกล่อด้วยวิธีโง่งม หากคนเหล่านั้นเชื่อก็นับว่าเป็นโชคดีของนาง หากไม่นางก็จะเผยที่ซ่อนตัวให้ผู้อื่นรับรู้ทันที
หญิงสาวพยักหน้าช้าๆ ดวงตาพิจารณาเขาอย่างโจ่งแจ้ง ในแววตาฉายชัดถึงความหวาดระแวง
“ข้าไม่ได้ประสงค์ร้าย ข้ากำลังจะกลับเข้าเมืองหลวง หากเจ้าต้องการก็หลบอยู่ในนี้ได้ อยากจะลงจากรถม้าเมื่อไรก็ค่อยลง”
นางหรี่ตามองเขาครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าช้าๆ