บทที่ 3
“เหลือแค่ตัดผมค่ะ คุณแม่บอกว่าใกล้ๆ วันเปิดเทอมจะพาไปตัดร้านประจำ”
“ไม่ลองไว้ยาวเหรอจ้ะ”
“ไม่ล่ะค่ะหนูเป็นคนขี้ร้อน จริงสิคะได้ยินคุณแม่บอกว่าหลานชายของคุณป้าจะย้ายมาจากอเมริกานี่คะ” มิรินเท้าแขนสองข้างกับกำแพง เอ่ยถามถึงบุตรชายคนเดียวของอารยาผู้ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว
แน่นอนมิรินรู้จักและคุ้นเคยกับอารยาด้วย ตอนที่อีกฝ่ายมีชีวิตอยู่ก็ใจดีกับเด็กสาวมาก เคยถึงขั้นพามิรินไปเที่ยวและทำขนมอร่อยๆ ให้กินอยู่ไม่ขาด
อารยาเล่าให้เด็กสาวฟังโดยไม่ปิดบังเรื่องหย่าขาดจากสามีจนต้องย้ายมาอยู่กับกานดา หลายๆ เรื่องที่ได้ยินมา ทำให้มิรินพลอยได้รู้จักลูกชายคนเดียวของอีกฝ่ายผ่านเรื่องเล่าไปด้วย
อารยาเล่าว่าจำใจต้องยกลูกชายให้ผู้เป็นสามีไปเพราะแพ้คดีในชั้นศาล แต่ที่เด็กสาวอดจะแปลกใจไม่ได้คือ...ทำไมงานศพจึงไร้เงาผู้ที่เป็นลูกและอดีตสามี
‘ใจร้ายเกินไปแล้ว’ เด็กสาวเคยตำหนิในใจ เนื่องจากรู้มาว่ากานดาส่งข่าวให้ทั้งคู่ทราบแล้ว
“ใช่จ้ะ เคลวินกำลังจะย้ายมา เขาจะเข้าเรียนที่เจเอ็มอีไฮสคูลที่เดียวกันกับมีมี่นั่นแหละ พอเขามาป้าคงจะต้องฝากมีมี่ดูแลด้วยนะจ้ะ” กานดายิ้ม
“แหม หนูจะไปดูแลอะไรเขาได้ล่ะคะ เขาเป็นถึงหลานชายหุ้นส่วนใหญ่ของโรงเรียนเชียว” มิรินย่นหน้า “ว่าแต่เขาจะมาถึงเมื่อไหร่เหรอคะ” มิรินขยับตัวปีนขึ้นไปบนกำแพง
“ระวังนะลูกเดี๋ยวตกลงมา” กานดาเตือนด้วยความเป็นห่วง
“ไม่มีทางหรอกค่ะ หนูปีนกำแพงนี้มาสองปีแล้ว ตั้งแต่ต้นชมพู่ต้นนี้เริ่มโต จนตอนนี้สูงเลยกำแพงไปแล้ว” มิรินหัวเราะ
“เขาน่าจะมาถึงในอีกสองสามวันนี้แหละจ้ะ เอาไว้ป้าจะพาไปทักทายที่บ้านแล้วกัน จะได้รู้จักกันไว้” กานดาเอ่ย
“มีมี่ทำอะไรน่ะลูก”
เสียงวิรัญญาดังขึ้นด้านหลังทำเอามิรินสะดุ้ง “แม่คะ ตกใจหมดเลย”
“นั่นลูกปีนขึ้นไปทำอะไรบนกำแพงน่ะ!” วิรัญญาเอ่ยเสียงเข้ม
“หนูกำลังคุยอยู่กับคุณป้าค่ะ หลานชายคุณป้าจะมาถึงสองสามวันนี้แล้ว เห็นว่าไม่เคยมาที่ประเทศไทยเลย หนูเลยลองถามดู” มิรินเอ่ยแล้วทำหน้าบุ้ยใบ้กับกานดา
“ญา ไม่ออกไปไหนเหรอวันนี้” กานดาเอ่ยกลั้วหัวเราะเมื่อมองเห็นใบหน้าขอร้องของมิริน ใครบ้างไม่รู้ว่ามิรินนอกจากจะร่าเริงสดใสแล้ว ยังทั้งซนทั้งแก่นแก้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ว่านอนสอนง่าย ไม่เคยทำเรื่องให้พ่อกับแม่ลำบากใจเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“ไม่ค่ะ แล้วคุณพี่ละคะ” วิรัญญาเอ่ย
“วันนี้ว่างทั้งวันเลย ไหนๆ ก็ว่างแล้วเราออกไปเดินชอปปิ้งกันดีไหม ทิ้งลูกลิงให้เฝ้าบ้านเป็นไง” กานดาเอ่ยกลั้วหัวเราะก่อนจะแสร้งทำเป็นคิดเพื่อแกล้งเด็กสาว
“ดีเหมือนกันค่ะ เราสองคนไม่ได้ไปไหนด้วยกันมาสักพักแล้ว” วิรัญญาเห็นด้วย
“หนูไปด้วยนะคะ!” มิรินรีบพูดขึ้น
“นั่นลูกลิงที่ไหนกำลังปีนกำแพงอยู่น่ะ” เสียงของอนุชาดังขั้นจากระเบียงชั้นสองของคฤหาสน์
“คุณลุงสวัสดีค่ะ” มิรินเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มแป้นให้อนุชา
“แหมลูกลิงตัวนี้น่ารักเสียด้วย ชมพู่กินได้แล้วหรือยัง”
“ยังค่ะแต่ใกล้แล้ว เดี๋ยวหนูจะเอาไปส่งให้ถึงที่บ้านเลยนะคะ รับรองว่าปีนี้กรอบอร่อยกว่าปีที่แล้ว”
“นั่นสินะ ปีที่แล้วจำได้ว่ารสชาติดีมากเลย” กานดาเห็นด้วย
“แต่ปีนี้จะอร่อยกว่าค่ะ”
“มั่นใจจริงนะ” อนุชาเห็นท่าทางของผู้อ่อนวัยแล้วอดเอ็นดูไม่ได้
“ก็ดูแลเองทุกอย่างเลยนี่คะ นี่ถึงกับปีนกำแพงไปตัดแต่งกิ่งเอง ไม่ตกลงมาแข้งขาหักคงไม่หลาบจำ” วิรัญญาเอ่ยพร้อมกับส่ายหน้า
“ลงแล้วค่ะคุณแม่ หนูเพิ่งจะขึ้นมาเอง” มิรินยิ้มแหยแล้วโบกมือลาสองสามีภรรยาซึ่งทั้งสองก็หัวเราะอย่างเอ็นดู
“อีกชั่วโมงเจอกันนะคะคุณพี่” วิรัญญาไม่ลืมที่จะเอ่ยกับกานดา
“ได้จ้ะ” กานดาตอบก่อนที่จะเดินเข้าบ้าน
*************************
สนามบินสุวรรณภูมิ
เคลวินเข็นรถที่เต็มไปด้วยกระเป๋าเดินทางออกมายังประตูทางออก นี่เป็นครั้งแรกที่เขามาที่เมืองไทยแต่ภาษาไทยของเขาก็อยู่ในระดับดีเยี่ยม เพราะเขาทั้งเรียนพูด อ่าน เขียนอย่างจริงจัง ที่จริงเขาพูด อ่าน เขียน ได้ทั้งภาษาอังกฤษ จีน ไทย อย่างคล่องแคล่ว
ตลอดหลายปีมานี้เขาต้องย้ายไปประเทศต่างๆ เพราะพ่อของเขาเดินทางไปทำธุรกิจ หากไม่อยู่ที่อเมริกาก็ปักหลักที่จีน จนหลังๆ มานี้พ่อกับแม่หย่ากัน พ่อก็ขายหุ้นและย้ายไปทำธุรกิจที่อเมริกาอย่างถาวร
ตอนหย่าแรกๆ เนื่องจากคำสั่งศาล อย่างน้อยหลี่ชิงผู้เป็นพ่อก็ยังอนุญาตให้เขาได้เจอแม่ปีละสองสามครั้ง แต่ตอนรู้ว่าเคลวินอยากเรียนกฎหมายอย่างแม่ พ่อของเขาที่อยากให้เรียนบริหารก็ขู่ หากไม่ยอมเรียนบริหารก็จะไม่ส่งให้เขาเรียนต่อ
เขาโมโหบอกพ่อว่าจะมาอยู่กับแม่ ทำให้สองคนพ่อลูกทะเลาะกันอย่างรุนแรง
เคลวินตัดสินใจต่อต้านพ่อเป็นครั้งแรก เขาย้ายออกมาอยู่คนเดียว คิดจะหางานทำเพื่อส่งตัวเองเรียน ในตอนนั้นเองที่เขารู้ว่า...แม่จากไปแล้วทั้งยังเป็นเวลาถึงสี่ปี
หากไม่ใช่เพราะได้เจอกับผู้เป็นป้าตอนพ่อไม่อยู่ เขาคงไม่มีวันรู้ว่าแม่ที่เขาเฝ้ารอคอย...ไม่มีวันเดินทางมาหาเขาแล้ว
นอกจากมาเยี่ยมเขา ผู้เป็นป้ายังหอบพินัยกรรมที่บอกว่าทรัพย์สมบัติที่เป็นชื่อของแม่ มันได้ถูกยกให้เขาทั้งหมด