ตอนที่ 2 วันที่ชื่อเขาไม่ใช่ชื่อเดียวกันอีกต่อไป
เช้าวันนั้น ข่าวของคิรินขึ้นพร้อมกันแทบทุกสำนัก
เพียงไม่กี่นาทีหลังจากโทรศัพท์เครื่องแรกดังขึ้น หน้าจอโทรศัพท์ก็เต็มไปด้วยการแจ้งเตือน
ข่าวบันเทิง
ข่าวออนไลน์
เพจข่าวดารา
บัญชีโซเชียลของนักข่าว
แม้แต่แฮชแท็กชื่อของเขาก็พุ่งขึ้นติดอันดับต้น ๆ อย่างรวดเร็ว
ชื่อของคิรินถูกพิมพ์ด้วยตัวอักษรหนาอยู่บนหน้าจอ
ดาราดังพัวพันข่าวฉาว
ประโยคเดียวกันถูกนำไปใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่คนอ่านกลับตีความแตกต่างกันออกไป
บางคนเชื่อว่าเขามีความสัมพันธ์กับนักแสดงหญิงชื่อดัง
บางคนกล่าวหาว่าเขาใช้ชื่อเสียงเพื่อปกปิดเรื่องบางอย่าง
บางคนบอกว่าเขาเป็นฝ่ายผิด
ขณะที่อีกกลุ่มกลับมองว่าทั้งหมดเป็นเพียงข่าวที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเรียกกระแส
ความจริงยังไม่มีใครรู้
แต่คำตัดสินกลับเกิดขึ้นไปแล้ว
คิรินนั่งอยู่ในห้องรับแขกของบ้านตัวเอง โทรศัพท์วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้า
มันสั่นไม่หยุด
ครั้งหนึ่ง
สองครั้ง
สามครั้ง
แล้วก็อีกครั้ง
เขามองหน้าจออย่างเหนื่อยล้า
สายจากผู้ใหญ่ในค่าย
สายจากฝ่ายประชาสัมพันธ์
สายจากทีมโฆษณา
สายจากผู้จัดงาน
แม้กระทั่งคนบางคนที่ไม่เคยโทรหาเขาเลยในวันที่เขาประสบความสำเร็จ กลับโทรเข้ามาตั้งแต่เช้า
เขารู้ดีว่าพวกเขาโทรมาเพราะอะไร
ไม่ใช่เพราะเป็นห่วง
แต่เพราะกลัวว่าชื่อของเขาจะสร้างปัญหา
คิรินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แต่ยังไม่ทันได้กดรับ สายใหม่ก็เข้ามาอีก
เขากดปิดเสียง
ห้องทั้งห้องเงียบลงทันที
แต่ความเงียบกลับไม่ได้ช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้น
ตรงกันข้าม
มันทำให้เขาได้ยินเสียงความคิดของตัวเองชัดขึ้นกว่าเดิม
เขาไม่กลัวข่าว
ไม่ใช่ว่าไม่สนใจชื่อเสียง
เขาอยู่ในวงการนี้มานานพอจะรู้ว่าข่าวลือสามารถเกิดขึ้นและหายไปได้
แต่สิ่งที่เขากลัวคือผลกระทบต่อคนรอบตัว
โดยเฉพาะคนคนหนึ่ง
มินตรา
ประตูบ้านเปิดออกในช่วงสาย
หญิงสาวเดินเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารในมือ
เธอไม่ได้รีบร้อน
ไม่ได้ทำหน้าตื่น
ไม่ได้ถามเขาทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
เธอเพียงวางกระเป๋าลงบนโต๊ะ เปิดแฟ้ม แล้วหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมา
มินตราอ่านข่าวทั้งหมดอย่างเงียบ ๆ
ข่าวแรก
ข่าวที่สอง
ข่าวที่สาม
เธอเลื่อนหน้าจอไปเรื่อย ๆ
สีหน้าของเธอไม่เปลี่ยน
คิรินนั่งมองอยู่เงียบ ๆ
เขาพยายามอ่านสีหน้าของเธอ
แต่ไม่สำเร็จ
สุดท้ายจึงเป็นฝ่ายถามก่อน
“คุณเชื่อข่าวไหม?”
มินตราไม่ได้ตอบทันที
เธอวางโทรศัพท์ลง
“ยังค่ะ”
คำตอบสั้นมาก
คิรินมองเธอ
“ยัง?”
“ค่ะ”
“หมายความว่ายังไง?”
มินตราสบตาเขา
“หมายความว่าฉันยังไม่มีข้อมูลมากพอที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อใคร”
คิรินเงียบ
เธอเปิดแฟ้มเอกสารอีกครั้ง
“ข่าวมีรายละเอียดหลายอย่างที่ไม่ตรงกันค่ะ”
“ตรงไหน?”
“เวลา”
มินตราชี้ไปที่หน้าจอโทรศัพท์
“ข่าวหนึ่งบอกว่าคุณออกจากร้านตอนสี่ทุ่มสิบห้านาที อีกข่าวบอกว่าสี่ทุ่มสี่สิบ”
เธอเลื่อนดูอีกหน้า
“แล้วภาพจากกล้องหน้าร้านที่นักข่าวเอามาใช้เป็นหลักฐาน ดูจากเวลาแล้วไม่ตรงกับทั้งสองข่าว”
คิรินเริ่มตั้งใจฟัง
มินตราพูดต่อ
“ฉันไม่รู้ว่าใครพูดจริง แต่ตอนนี้มีข้อมูลบางส่วนที่ขัดแย้งกันค่ะ”
“แล้วคุณจะทำยังไง?”
เธอมองเขา
“ขอความจริงก่อนค่ะ”
น้ำเสียงของเธอนิ่งมาก
นิ่งจนคิรินรู้สึกบางอย่างขึ้นมาในใจ
ไม่ใช่ความกลัวจากข่าว
แต่เป็นความกลัวอีกแบบ
เขารู้ว่ามินตราไม่ใช่คนที่จะเข้าข้างเขาเพียงเพราะเขาเป็นดาราที่เธอดูแล
หากเขาผิด เธอก็คงบอกว่าผิด
หากเขาโกหก เธอก็คงเดินออกไป
และนั่นต่างหากที่ทำให้เขากลัว
“ถ้าผมบอกว่าผมไม่ได้ทำ?”
“ฉันจะฟังค่ะ”
“คุณเชื่อผมไหม?”
มินตราเงียบไปครู่หนึ่ง
“ฉันเชื่อว่าคุณควรมีโอกาสอธิบาย”
คิรินหลุดหัวเราะเบา ๆ
“คำตอบคุณนี่ไม่เหมือนคนทั่วไปเลยนะ”
“เพราะฉันไม่ได้อยู่ในสถานะคนทั่วไปค่ะ”
“แล้วในฐานะผู้จัดการ คุณต้องทำอะไร?”
“หาความจริงก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะจัดการข่าวอย่างไร”
เธอพูดเหมือนกำลังอธิบายเรื่องธรรมดาที่สุด
แต่คิรินกลับรู้สึกว่าคำพูดนั้นมีน้ำหนักมาก
โทรศัพท์ของเขาดังขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้เป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัท
คิรินมองหน้าจอ
ก่อนกดรับ
เสียงปลายสายดังขึ้นทันที
“คิริน นายเห็นข่าวแล้วใช่ไหม?”
“เห็นครับ”
“ตอนนี้สปอนเซอร์สองรายขอคำชี้แจง และมีอีกหนึ่งรายกำลังพิจารณาระงับงาน นายต้องออกมาพูดอะไรสักอย่าง”
คิรินขมวดคิ้ว
“แต่เรายังไม่รู้ความจริงทั้งหมด”
“เรื่องความจริงเอาไว้ทีหลัง ตอนนี้ต้องควบคุมกระแสก่อน”
คิรินนิ่ง
คำว่า “ควบคุมกระแส” ฟังดูเหมือนเป็นสิ่งที่วงการนี้ใช้กันเป็นปกติ
แต่เขากลับรู้สึกไม่สบายใจ
หลังจากวางสาย มินตราถาม
“ให้ฉันโทรหาฝ่ายประชาสัมพันธ์ไหมคะ?”
“คุณคิดว่าควรแถลงไหม?”
เธอไม่ตอบทันที
“ถ้าเราแถลงตอนนี้ ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน เราอาจทำให้สถานการณ์แย่ลงค่ะ”
“แล้วถ้าไม่พูด?”
“ก็ต้องเตรียมรับแรงกดดัน”
คิรินมองเธอ
“คุณไม่กลัวเหรอ?”
“กลัวค่ะ”
เขาเลิกคิ้ว
“จริงเหรอ?”
“จริงค่ะ”
“แต่คุณดูไม่กลัวเลย”
มินตรายิ้มบาง ๆ
“กลัวไม่ได้แปลว่าต้องรีบทำอะไรผิดค่ะ”
คิรินเงียบไป
เขามองผู้หญิงตรงหน้า
เธอไม่ได้พูดให้เขาสบายใจ
ไม่ได้ปลอบเขาด้วยคำสวยหรู
แต่กลับทำให้เขารู้สึกมั่นคงมากกว่าคนจำนวนมากที่กำลังพยายามบอกว่า “ไม่เป็นไร”
ช่วงบ่าย มินตราเริ่มไล่ตรวจข้อมูลทั้งหมด
เธอขอภาพจากกล้องวงจรปิด
ตรวจตารางงาน
ตรวจเวลาเดินทาง
ติดต่อทีมงานในวันที่เกิดเหตุ
สอบถามคนขับรถ
รวมถึงตรวจข้อมูลการเข้าออกสถานที่ที่เกี่ยวข้อง
ทุกอย่างถูกจัดเรียงอย่างเป็นระบบ
คิรินนั่งอยู่ข้าง ๆ มองเธอทำงาน
“คุณไม่พักบ้างเหรอ?”
“เดี๋ยวค่ะ”
“คุณกินข้าวหรือยัง?”
มินตราหยุดมือ
“ยังค่ะ”
คิรินถอนหายใจ
เขาลุกขึ้น
“งั้นพัก”
“แต่ข้อมูลยังไม่ครบ”
“ข่าวไม่หายไปไหนหรอก”
มินตรามองเขา
“คุณเป็นห่วงงานหรือเป็นห่วงฉันคะ?”
คิรินชะงัก
เขาไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร
“ทั้งสองอย่าง”
คำตอบหลุดออกมาเอง
มินตรานิ่งไปเล็กน้อย
จากนั้นจึงปิดแฟ้ม
“สิบห้านาทีค่ะ”
คิรินยิ้ม
“ตกลง”
ทั้งสองนั่งอยู่ในห้องเดียวกันอย่างเงียบ ๆ
ไม่มีบทสนทนาหวาน
ไม่มีการสัมผัสตัว
ไม่มีคำพูดพิเศษ
แต่สำหรับคิริน ความเงียบครั้งนี้กลับแตกต่างจากความเงียบที่เขาเคยเจอ
เขาไม่จำเป็นต้องเป็นดารา
ไม่จำเป็นต้องยิ้มให้กล้อง
ไม่จำเป็นต้องทำตัวเข้มแข็ง
เพราะมินตราไม่ได้คาดหวังให้เขาเป็นอะไร
เธอเพียงต้องการรู้ความจริง
เย็นวันนั้น หลักฐานชิ้นหนึ่งถูกส่งเข้ามา
เป็นภาพจากกล้องวงจรปิดของอาคารแห่งหนึ่ง
มินตราเปิดไฟล์ขึ้นมา
ทั้งสองก้มดูหน้าจอพร้อมกัน
ภาพแสดงให้เห็นคิรินเดินออกจากอาคารในเวลาที่แตกต่างจากที่ข่าวระบุอย่างชัดเจน
มินตราหยุดภาพ
“นี่คือเวลาอะไรคะ?”
“ประมาณสามทุ่มครึ่ง”
“หลังจากนั้นคุณไปไหน?”
คิรินคิด
“กลับบ้านครับ”
“มีใครอยู่ด้วยไหม?”
“คนขับรถ”
มินตราพยักหน้า
เธอจดข้อมูลลงกระดาษ
จากนั้นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาคนขับรถ
การตรวจสอบยังดำเนินต่อไป
แต่ครั้งนี้คิรินเริ่มรู้สึกว่า
ความจริงกำลังค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
อย่างไรก็ตาม
ก่อนที่ทุกอย่างจะกระจ่าง
โทรศัพท์ของมินตราก็ดังขึ้น
เธอรับสาย
“สวัสดีค่ะ”
ปลายสายพูดอะไรบางอย่าง
สีหน้าของมินตราเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“คุณแน่ใจนะคะ?”
เธอเงียบฟัง
“ได้ค่ะ ส่งข้อมูลมาให้ฉันทั้งหมดเลย”
เมื่อวางสาย คิรินถามทันที
“มีอะไร?”
มินตรามองเขา
“มีคนปล่อยภาพชุดใหม่ค่ะ”
“ภาพอะไร?”
เธอส่งโทรศัพท์ให้เขาดู
คิรินเห็นภาพแล้วสีหน้าเปลี่ยนทันที
เป็นภาพของเขากับหญิงสาวคนหนึ่ง
มุมภาพทำให้ดูเหมือนทั้งคู่กำลังอยู่ด้วยกันตามลำพัง
ถ้าดูเพียงภาพนั้น
มันสามารถทำให้ใครก็คิดไปไกลได้
คิรินกำมือแน่น
“ภาพนี้ถูกถ่ายตอนไหน?”
มินตราไม่ได้ตอบ
เพราะเธอกำลังดูรายละเอียดของภาพอย่างละเอียด
ผ่านไปไม่กี่วินาที เธอพูดขึ้น
“ภาพนี้ถูกตัดต่อบางส่วนค่ะ”
“คุณแน่ใจ?”
“ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่รายละเอียดของแสงกับเงาไม่สอดคล้องกัน”
คิรินมองเธอ
“แล้วคุณจะทำยังไง?”
มินตราวางโทรศัพท์ลง
“หาหลักฐานค่ะ”
“ถ้าหลักฐานสุดท้ายออกมาว่าผมผิดล่ะ?”
มินตราเงียบไป
ก่อนตอบอย่างตรงไปตรงมา
“ฉันก็จะบอกว่าคุณผิดค่ะ”
หัวใจของคิรินเหมือนถูกบีบเบา ๆ
“แล้วถ้าผมโกหกคุณ?”
“ฉันจะไม่ช่วยปกปิดค่ะ”
เขาก้มหน้าลง
เงียบอยู่นาน
จากนั้นจึงถามเสียงเบา
“แล้วถ้าผมไม่ใช่คนที่คุณคิดล่ะ?”
มินตรามองเขา
“ฉันไม่ได้คาดหวังว่าคุณต้องเป็นคนสมบูรณ์แบบค่ะ”
คิรินเงยหน้าขึ้น
“แต่ฉันคาดหวังว่าคุณต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง”
ประโยคนั้นทำให้เขานิ่งไป
เธอไม่ได้บอกว่าเขาต้องเป็นคนดีตลอดเวลา
ไม่ได้บอกว่าเขาห้ามผิดพลาด
เธอเพียงต้องการให้เขายอมรับความจริง
แม้ความจริงนั้นจะไม่ได้สวยงามก็ตาม
คิรินมองเธออยู่นาน
ก่อนจะพูดเบา ๆ
“ขอบคุณ”
“เรื่องอะไรคะ?”
“ที่ไม่รีบเชื่อข่าว”
มินตราส่ายหน้า
“ฉันไม่ได้ปกป้องคุณค่ะ”
เขาชะงัก
“ฉันกำลังหาความจริง”
คิรินยิ้มบาง ๆ
“ผมรู้”
เขารู้ดี
และบางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่เขาไว้ใจเธอมากกว่าคนอื่น
ในวันที่ทุกคนกำลังพยายามปกป้องชื่อเสียงของเขา
มีเพียงมินตราที่พยายามปกป้องความจริง
คืนนั้นก่อนแยกกัน มินตราหยิบแฟ้มขึ้นมา
“พรุ่งนี้ฉันจะไปตรวจหลักฐานเพิ่มเติมค่ะ”
“ผมไปด้วย”
“คุณมีงาน”
“ยกเลิกได้ไหม?”
“ไม่ได้ค่ะ”
คิรินทำหน้าไม่พอใจ
“คุณนี่จริงจังกับงานเกินไปหรือเปล่า?”
“เพราะนี่คืองานของฉันค่ะ”
เขาหัวเราะ
“แล้วผมล่ะ?”
มินตรามองเขา
“คุณก็เป็นงานของฉันค่ะ”
คิรินหัวเราะออกมา
แต่หลังจากเธอเดินออกจากห้องไปแล้ว
รอยยิ้มของเขากลับค่อย ๆ จางลง
เขามองประตูที่ปิดสนิท
ก่อนพึมพำกับตัวเอง
“ถ้าเป็นแค่งานจริง ๆ ก็ดีสิ”
เขารู้ว่าตัวเองไม่ควรคิดอะไรเกินเลย
เพราะเธอคือผู้จัดการ
ส่วนเขาคือนักแสดงที่เธอต้องดูแล
แต่ความรู้สึกบางอย่างกลับไม่ยอมเชื่อเหตุผล
สิ่งที่เขากลัวในตอนนี้ไม่ใช่แค่ข่าวจะทำลายชื่อเสียง
ไม่ใช่แค่สปอนเซอร์จะยกเลิกสัญญา
และไม่ใช่แค่แฟนคลับจะหันหลังให้เขา
เขากลัวเพียงอย่างเดียว
ถ้าวันหนึ่งมินตรารู้ความจริงทุกอย่างแล้ว
เธอจะยังมองเขาเหมือนเดิมหรือไม่
เขาไม่กล้าจับมือเธอ
ไม่กล้าพูดคำหวาน
ไม่กล้าบอกว่าทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเธอเรียกชื่อ หัวใจของเขากลับเต้นแรงขึ้นอย่างประหลาด
เขาทำได้เพียงหวังว่า
เมื่อข่าวทั้งหมดเงียบลง
เมื่อแสงแฟลชกลับมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิต
เมื่อผู้คนเลิกพูดถึงเรื่องอื้อฉาว
ผู้หญิงคนนั้นจะยังอยู่ตรงเดิม
และยังเรียกเขาด้วยชื่อธรรมดา ๆ
“คิริน”
เหมือนวันแรกที่เจอกัน
เพราะในโลกที่ทุกคนเรียกเขาด้วยชื่อเสียง
มีเพียงเธอคนเดียว
ที่ทำให้เขารู้สึกว่า
เขายังเป็นเพียงผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง
ที่มีทั้งความกลัว ความผิดพลาด และหัวใจที่กำลังเริ่มรักใครบางคน
โดยที่เจ้าตัวเองก็ยังไม่กล้ายอมรับ
