ตอนที่ 10. ที่หลบภัย
ตอนที่ 10. ที่หลบภัย
เสียงคลื่นกระทบตัวเรือดังสม่ำเสมอ ทะเลในยามดึกมืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์ที่สะท้อนผิวน้ำเป็นทางยาวราวกับเส้นเงิน ลูซี่นั่งอยู่บนเบาะด้านหลังของรถ ก่อนจะถูกพาเปลี่ยนขึ้นเรือสปีดโบ๊ตอย่างเร่งรีบ ความเหนื่อย ความกลัว และความตกใจจากเหตุการณ์ก่อนหน้า ยังไม่ทันได้จางหายไปจากร่างกายของเธอเลยสักนิด
“ไหนล่ะบ้าน”
เสียงของเธอดังขึ้นเบาๆ แต่แฝงด้วยความไม่มั่นคง สายตากวาดมองไปรอบตัว มีเพียงน้ำทะเลกว้างใหญ่และโซนป่าทึบทะมึนเท่านั้นที่เธอมองเห็นในตอนนี้
เติ้ลที่ยืนอยู่ใกล้ๆ หันมาส่งยิ้มให้เล็กน้อย
“ต้องนั่งเรือเข้าไปครับคุณหนู”
คำตอบนั้นไม่ได้ช่วยให้เธอสบายใจขึ้นเลยสักนิด แสงไฟก็ไม่มี ทางตรงหน้าก็ไม่ใกล้เคียงว่าจะมีบ้านของผู้คนตั้งอยู่แต่อย่างใด
โจนาธานก้าวขึ้นไปบนเรือก่อน เขาจับพวงมาลัยเอาไว้อย่างชำนาญ ราวกับคนที่ศึกษามันมาเป็นอย่างดี ร่างสูงยืนมั่นคงราวกับทะเลตรงหน้าไม่ใช่อุปสรรคอะไรทั้งนั้น
เขาถูกลูคัสฝึกมาอย่างหนักตั้งแต่ยังเด็ก ไม่แปลกที่ร่างสูงจะสามารถทำได้ทุกอย่าง
“ขึ้นมาเถอะครับ” เขาหันมาพูดกับเธอ
ลูซี่กัดริมฝีปาก ก่อนจะก้าวขึ้นเรืออย่างไม่เต็มใจนัก เมื่อเรือออกตัว เสียงเครื่องยนต์ดังกลบความเงียบสงบวนยามค่ำคืน คลื่นซัดแรงขึ้นจนร่างบางต้องเกาะขอบเบาะแน่นโดยไม่รู้ตัว
ในขณะเดียวกัน แสงดาวบนฟ้าก็ส่องแสงลงมา จนทำให้ดวงตากลมโตมองเห็นทุกอย่างภายใต้ความมืดสลัวได้ เธอเผลอเหลือบหางตาไปมองเขา และในแสงจันทร์นั้นเอง คุณหนูสาวกลับสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง
คราบเลือดแห้งที่แขนเสื้อของบอดี้การ์ดหนุ่ม รอยฉีกขาดเล็กน้อย และสีหน้าที่พยายามนิ่ง…แต่ซีดกว่าปกติของเขา
“นายโดนยิง?”
คำถามนั้นทำให้เขาชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะตอบเสียงเรียบ
“เฉียดครับ ไม่เป็นไร”
“ไม่เป็นไรบ้านนายสิ” เธอสวนกลับทันที
เรือแล่นต่อไปกลางทะเล ลมแรงจนผมเธอปลิวว่อน ลูซี่ขยับเข้าไปใกล้ร่างสูงโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะเอื้อมมือไปจับแขนแกร่งเบาๆ
“ให้ฉันดู”
โจนาธานกำลังจะปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นแววตาจริงจังของเธอ เขาก็ยอมปล่อยให้ร่างบางดึงแขนมาใกล้ๆ แผลไม่ได้ลึก แต่ยาว และเลือดยังซึมอยู่เล็กน้อย
“เติ้ล มีชุดปฐมพยาบาลไหม” เธอถามทันที
“มีครับ” ลูกน้องรีบค้นหากล่อง ก่อนจะยื่นให้
มือเล็กสั่นน้อยๆ ตอนที่เธอทำความสะอาดแผลให้เขา ปลายนิ้วสัมผัสผิวหนังอุ่นของชายหนุ่มใกล้กว่าที่เคยเป็น หัวใจเธอเต้นแรงผิดจังหวะ ทั้งที่เป็นฝ่ายโกรธเขามาตลอด
โจนาธานเองก็แอบมองภาพนั้นอยู่เงียบๆ
นี่เป็นครั้งแรก…ที่เธอแตะต้องเขา โดยไม่มีคำประชด ไม่มีความท้าทาย
“มันเจ็บไหม” หญิงสาวเอ่ยถามเสียงเบา
“ไม่ครับ” เขาโกหก เพื่อให้เธอสบายใจ
แม้จะเจ็บ แต่แผลพวกนี้ทำอะไรเขาไม่ได้ เพราะมันไกลหัวใจ
หลังจากผ่านคลื่นลมอยู่นาน เรือค่อยๆลดความเร็วลง ก่อนจะเคลื่อนไปจอดเทียบท่าเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ระหว่างหน้าผาสูง
เส้นทางขึ้นเขาเงียบสงบ และเมื่อทั้งสามคนเดินผ่านโค้งสุดท้าย บ้านหลังใหญ่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
ลูซี่ชะงัก
บ้านสีอ่อนตั้งตระหง่านอยู่กลางหุบเขา โอบล้อมด้วยธรรมชาติ ตัวอาคารใหญ่โต หรูหรา แต่เงียบสงบผิดกับภาพ “ที่หลบภัย” ในหัวของเธอ
“นี่เหรอ…” เธอพึมพำ
“บ้านพักฉุกเฉิน”
“ครับ” เติ้ลตอบ
“คุณท่านสร้างเอาไว้ตั้งนานแล้ว เผื่อวันหนึ่งต้องใช้จริง”
ภายในบ้านมีของใช้เพียบพร้อมอย่างไม่น่าเชื่อ ห้องครัวมีอาหารกระป๋องเรียงเต็ม ชั้นเก็บของมีทุกอย่างที่จำเป็น ห้องนอนหลายห้อง สะอาด ราวกับมีคนดูแลอยู่ตลอด ฝุ่นสักเม็ดแทบยังไม่มี ดูเหมือนที่นี่จะมีแผงโซล่าเซลล์เอาไว้ปั่นไฟด้วย
เสียอย่างเดียว ไม่มีอินเตอร์เน็ตเข้ามาถึง คลื่นโทรศัพท์ยังแทบไม่มี
“คำสั่งคือ…” เติ้ลหยุดพูดชั่วครู่
“คุณหนูต้องอยู่ที่นี่กับโจ จนกว่าคุณท่านจะจัดการหาตัวคนร้ายเจอครับ”
ลูซี่เงียบไป พลางขบคิด เธอต้องอยู่กับเขาแค่สองคน โดยไม่มีใครอื่น ถ้าเป็นเมื่อก่อน เธอคงไม่ยอมและเถียงขาดใจ แต่ในสถานการณ์ตอนนี้ หญิงสาวเริ่มเข้าใจและยอมรับแล้วว่า ชีวิตของเธอ.....จำเป็นต้องมีบอดี้การ์ดชื่อโจนาธาน เอาไว้คอยอยู่ดูแลเธอจริงๆ
@เวลาต่อมา
ค่ำคืนนั้น บ้านกลางหุบเขาเงียบสนิท จนได้ยินเสียงลมพัดผ่านต้นไม้อยู่ด้านนอก ลูซี่นอนอยู่บนเตียงใหญ่ ดวงตาเบิกกว้าง มองเพดานโดยไม่หลับ ภาพรถสีดำ เสียงปืน เสียงหัวใจตัวเองที่เต้นแรง ยังคงวนเวียนไม่ยอมปล่อยเธอ เธอเม้มริมฝีปาก ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้น เดินไปเคาะประตูห้องข้างๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้
ประตูเปิดออก เผยให้เห็นโจนาธานในเสื้อยืดสีเข้ม สีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย
“…คุณหนู?”
“ฉัน…” เธอหลบตา
“…ฉันนอนไม่หลับ”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะขยับเปิดประตูให้กว้างขึ้น
“เข้ามาสิครับ”
ห้องของเขาเรียบง่ายกว่า ไม่มีอะไรฟุ่มเฟือย ลูซี่นั่งลงบนขอบเตียง มือกำชายเสื้อแน่น ตอนนี้เธอใส่เสื้อตัวโคร่งของบิดาที่พอมีอยู่ในตู้เสื้อผ้า กับกางเกงตัวยาวเฟื้อย ที่ไม่พอดีตัวกับตนเองเอาเสียเลย
“ฉันกลัว” เธอพูดตรงๆ เป็นครั้งแรก
โจนาธานถอนหายใจเบาๆ เขาเข้าใจความรู้สึกของเธอเป็นอย่างดี แม้จะซุกซนแค่ไหนแต่พอได้มาเจอเหตุการณ์สะเทือนขวัญแบบนี้เข้า ก็ต้องมีหวั่นใจกันบ้าง
“ถ้ากลัว…” เขาพูดช้า ๆ
“…ก็กอดผมได้นะครับ”
คำพูดนั้นทำให้เธอชะงัก
คนที่ขาดความอบอุ่นมาตลอดชีวิต กลับต้องมายืมอกของคนที่เธอเคยเกลียด
หญิงสาวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ถ้าบิดาอยู่ตรงหน้า เธอคงโผเข้ากอดไปแล้ว แต่สุดท้ายหญิงสาวก็ตัดสินใจขยับเข้าไปช้าๆ ก่อนจะซบหน้าเข้ากับอกของเขา มือเล็กกำเสื้อเขาไว้แน่น ร่างบางสั่นน้อยๆ หญิงสาวหลับตา ฟังเสียงหัวใจของร่างสูงเต้นตึกตักไปอย่างนั้น
โจนาธานยกแขนขึ้นกอดเธอไว้หลวมๆ อย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวเธอจะแตกสลาย
คืนนั้น…ไม่มีคำพูด ไม่มีการจูบ มีเพียงหัวใจสองดวง ที่เต้นใกล้กันกว่าที่เคยเป็น ร่างเล็กผล็อยหลับไปบนอกแข็งๆของเขา ในขณะที่บอดี้การ์ดหนุ่ม แทบจะหลับตาไม่ลง เพราะร่างนุ่มนิ่มของเธอ อยู่ใกล้ชิดเขามากเกินไป จนไม่อาจข่มตาหลับได้เลย
อีกด้านหนึ่ง
ลูคัสยืนอยู่ในห้องทำงาน โทรศัพท์แนบหู สีหน้าเย็นเฉียบ หลังจากที่อีกฝ่ายติดต่อมา เขาก็รับรู้ได้ทันที ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ นั้นเป็นฝีมือของใคร
“คิดว่านี่เป็นเกมหรือไง วสันต์”
เสียงหัวเราะดังจากปลายสายราวกับคนอารมณ์ดีนัก
“ก็แค่เตือนกันตามประสาคนทำธุรกิจ”
“แกส่งคนมายิงลูกฉัน”
“เพราะแกล้ำเส้นก่อน” วสันต์ตอบเรียบ
“ลูกค้าที่ญี่ปุ่นน่ะ…ของฉัน”
วสันต์ตอบเสียงเข้มขึ้น ก่อนหน้านี้ทางนั้นติดต่อเขามา แต่ไม่รู้ว่ามีหนอนตัวไหนแทรกแซงธุรกิจของเขา ถึงได้แนะนำศัตรูเบอร์หนึ่ง ให้ไปเจรจาธุรกิจแทนฝั่งเขา ทำแบบนี้ มันไม่ต่างอะไร จากการหักหน้ากันชัดๆ
ลูคัสกำหมัดแน่น หลังจากได้ยินเหตุผล
“ถ้าแกแตะลูกฉันอีกครั้ง.....“
“แกจะทำอะไร?” วสันต์แทรก
“ลูคัส โลกนี้ไม่ได้มีแค่แกคนเดียว จะทำอะไรก็ควรจะไว้หน้ากันหน่อย“
ความเงียบเข้าครอบงำ หลังจากประโยคนั้นจบลง
ก่อนที่ลูคัสจะพูดช้าๆ ตอบกลับไปอย่างหนักแน่น เขาไม่คิดจะเจรจาอะไรกับคนแบบนี้
“สงครามครั้งนี้…แกเป็นคนเริ่ม”
“ถึงคราวฉันอย่ามาร้องไห้ทีหลังก็แล้วกัน”
สายถูกตัดลง คนอย่างลูคัส เขาไม่เคยก้าวล้ำใครก่อน และถ้ามีคนข้ามเส้นแบ่งเจ้ามาเมื่อไหร่ เขาก็จะจัดให้ แบบไม่เกรงกลัวเหมือนกัน ถ้างั้น....เขาจะอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ได้ยังไง
และในความมืดของหุบเขาอีกฝั่ง หัวใจสองดวงกำลังพึ่งพากัน ขณะที่โลกภายนอก…กำลังจะลุกเป็นไฟ
