ตอนที่5 ไม่เหมือน
ตอนที่5 ไม่เหมือน
“สวัสดีครับ คุณรวงข้าว” เสียงเข้มเอ่ยทักทายฉันขึ้น ทำให้ฉันเงยไปมองยังต้นเสียง
“สวัสดีค่ะคุณอาทิตย์ เชิญนั่งก่อนค่ะ” ฉันลุกขึ้นถามตามมารยาท ก่อนจะผายมือให้กับเขาอย่างมีมารยาท
“ขอบคุณครับ”
“รับอะไรคะ” ฉันถามขึ้น เพราะการคุยงานกันจะให้ลูกค้านั่งโดยไม่มีน้ำให้เลยก็ไม่ใช่
“กาแฟดำแล้วกันครับ” พอเขาบอก ฉันก็ยกมือเรียกพนักงานก่อนจะสั่งเครื่องดื่มให้กับคุณอาทิตย์
“นี่คือรายละเอียดสัญญาค่ะ” ฉันพูดพร้อมกับยื่นเอกสารที่เตรียมให้เขาได้อ่าน
“เข้าเรื่องงานเลยนะครับ” คนตรงหน้าพูดขึ้น
“เผื่อคุณมีธุระอื่นต้องทำนี่คะ ฉันไม่อยากรบกวนเวลาของคุณมากกว่านี้” ฉันตอบด้วยรอยยิ้มอย่างที่ควร
“ช่างพูดนะครับ”
ฉันยิ้มรับโดยไม่ได้ตอบอะไร ส่วนคุณอาทิตย์ก็หยิบสัญญาที่ฉันเตรียมมาขึ้นไปอ่านต่อโดยไม่ได้พูดอะไร
จนเวลาผ่านไปสักพัก เขาก็วางเอกสารลงบนโต๊ะ
“เป็นยังไงบ้างคะ”
“ก็ดีนะครับ แต่เท่าที่ผมอ่านทุกอย่างก็ไม่ต่างจากรายอื่น ๆ ที่ยื่นให้ผมเท่าไหร่ คุณคิดว่าคุณมีอะไรดีกว่าคนอื่นให้ผมเลือกคุณครับ”
ผู้ชายตรงหน้าถามออกมา แน่นอนว่าฉันคิดไว้อยู่แล้วว่าเขาจะต้องไม่ยอมเซ็นง่าย ๆ เพราะคนตรงหน้าขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าเล่ห์เลยแหละ
“ดิฉันคงพูดไม่ได้หรอกนะคะว่ามีอะไรดีกว่ารายอื่น ๆ เพราะรายอื่นคงพูดข้อดีไปหมดแล้ว แต่อย่างหนึ่งที่ฉันมั่นใจ คือสามารถทำให้คุณพอใจได้อย่างแน่นอน ทุกอย่างที่อยู่ในข้อตกลง และคุณต้องการ คุณจะได้รับมัน...
“...ฉันเชื่อเราสองคนต้องทำงานด้วยกันได้ดีแน่ค่ะ ซึ่งถ้าคุณเลือกรายอื่น คุณอาจจะไม่เจอคนที่ทำงานกับคุณได้เหมือนฉันนะคะ”
คนอย่างเขาเอาเรื่องกลยุทธ์พูดด้วยไม่ได้หรอก เขาได้ยินมันจนเบื่อหมดแล้ว
แต่สิ่งที่ฉันพูดฉันก็ไม่ได้มั่นใจหรอกว่าเขาจะพอใจ แต่มันก็ต่างจากพูดเหมือนคนอื่น ๆ พูดเหมือนซีร็อกซ์ต่อกันมา
“หึ! ผมคิดว่าคุณจะบอกถึงข้อดีของตัวเองและกล่าวถึงข้อเสียของคนอื่นอีกนะครับ” คุณอาทิตย์พูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“มันไม่ใช่สิ่งที่ควรทำไม่ใช่เหรอคะ”
ถึงอยากทำ แต่การที่เรากล่าวถึงข้อเสียของคนอื่นและพูดแต่ข้อดีของตัวเอง มันไม่ได้ทำให้ตัวเราและองค์กรดูดีหรอกนะ แต่มันเป็นภาพลักษณ์ที่แย่มาก ๆ ต่างหาก
“น่าสนใจดีนะครับ”
“ถ้าสนใจ ก็มาทำงานด้วยกันสิคะ” ฉันพูดพร้อมรอยยิ้มอีกครั้ง
“ครับ ก็คงต้องลองดู”
ว่าจบ คุณอาทิตย์ก็ก้มหน้าเซ็นสัญญาตรงหน้าทันที นั่นทำให้ฉันมองอย่างพอใจ
ใครจะไม่พอใจล่ะ ลูกค้ารายนี้ใช่ว่าจะยอมเซ็นสัญญากับใครง่าย ๆ ซะเมื่อไหร่ ต้องเสนองาน เสนอข้อเสนอครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้าใครไม่เจ๋งพอเขาก็ไม่ยอมหรอก อย่างฉันก็ต้องแก้สัญญาตั้งสองครั้งเลยนะ กว่าจะได้ผ่าน
“อ้อ ไหน ๆ เราก็จะทำงานร่วมกันแล้ว งั้นต่อไปนี้คุณเรียกผมว่าซันก็แล้วกันนะครับ เรียกอาทิตย์แล้วห่างเหินกันยังไงก็ไม่รู้”
“ได้ค่ะคุณซัน”
ไม่ใช่ปัญหาอยู่แล้ว ถึงแม้ว่ารอยยิ้มของเขาดูหน้ามั่นไส้ไปหน่อย แต่ก็ยอมรับไม่ได้ว่าผู้ชายตรงหน้าหล่อเหลามาก เขาถือเป็นนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงอีกคนที่ติดอันดับต้น ๆ ของไทยไม่ต่างจากพี่ดินเลย
แต่ไม่ว่าเขาจะหล่อหรือเก่งแค่ไหน เขาก็ทำให้ฉันหวั่นไหวไม่ได้หรอก เพราะสำหรับฉันพี่ดินหล่อและแสนดีที่สุดแล้ว
“ครับ คุณข้าว” แล้วเขาก็พูดขึ้น
“.....”
อะไรกัน ฉันยังไม่อนุญาตเลยสักนิดก็ถือวิสาสะเรียกฉันเองซะแล้ว เรียกข้าวสั้น ๆ แบบนี้ก็มีแต่คนสนิทกันเรียกทั้งนั้น แล้วเขาสนิทกันฉันตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย ตัวเองให้คนอื่นเรียกชื่อเล่นได้ก็ใช่ว่าคนอื่นอยากให้ตัวเองเรียกชื่อเล่นด้วยซะเมื่อไหรกัน
“ไม่พอใจเหรอครับ” เสียงคุณซันดังขึ้นเรียกสติฉันอีกครั้ง ฉันรีบปรับหน้ายิ้มปกติทันที
“เปล่าค่ะ”
ถึงจะไม่พอใจ แต่ก็ไม่อยากทำให้เป็นปัญหาหรอก ก็แค่ชื่อเล่นแต่ได้ลูกค้ารายใหญ่มาแบบนี้ก็ถือว่าคุ้มแล้ว
“ก็ดีครับ”
ชิ๊ ทำไมเขาถึงได้น่าหมั่นไส้แบบนี้นะ ขี้เก๊กชะมัด รอยยิ้มก็ร้าย ๆ เหมือนพวกเจ้าชู้เลย ไม่เหมือนพี่ดินของฉันสักนิด ที่รอยยิ้มอบอุ่นและแสนดี
“งั้นวันนี้ฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ”
ฉันไม่อยากเห็นหน้าเขานานกว่านี้ เพราะหลังจากนี้ก็ต้องทำงานร่วมกันอีกนาน ต้องเจอหน้ากันบ่อย ๆ ตอนนี้ขอเลี่ยงก่อนดีกว่า
“รีบเหรอครับ”
“ค่ะ” รีบมากด้วย รีบไปให้พ้นหน้าคุณนั่นแหละค่ะ
“งั้นเชิญครับ แต่ครั้งหน้าช่วยเผื่อเวลามากกว่านี้หน่อยนะครับ เพราะบางทีผมอาจจะใช้เวลาคุยงานนานกว่านี้ ถ้าเกิดคุณรีบแบบนี้ ผมคงไม่ค่อยอยากคุยเท่าไหร่”
คนตรงหน้าพูดขึ้น นั่นทำให้ฉันถึงกับชะงักมือที่กำลังเก็บเอกสารเข้าซองทันที
ฉันไม่ได้โง่ฟังไม่ออกหรอกนะว่าสิ่งที่เขาพูดหมายถึงอะไร ฉันประมาทเองแหละ ตัวเองพึ่งจะเข้าวงการธุรกิจได้ไม่นานจะเอาอะไรไปสู้กับเสือในวงการอย่างเขาล่ะ
“รับรองได้ว่าไม่มีปัญหาอะไรแน่นอนค่ะ” ฉันฝืนยิ้มหวานตอบกลับเขาไป และเก็บของอีกครั้งจนเสร็จ
“แล้วพบกันใหม่นะคะ สวัสดีค่ะ” ฉันลุกขึ้นยืนก่อนจะพูดขึ้นและยกมือไหว้คนตรงหน้าที่นั่งมองฉันด้วยรอยยิ้มของเขาที่ฉันเห็นแล้วหมั่นไส้ที่สุด
