ตอนที่4 อยากรู้อยากลอง
“ฉันพึ่งรู้ว่าเธอไม่ได้คิดเหมือนที่ฉันคิดกับเธอ” วาโยพูดจบก็ผละตัวออกแล้วลุกขึ้นเดินหนีเข้าห้องนอนของตัวเองไปทันที เดินไปด้วยใบหน้าที่ดูตัดพ้ออย่างเห็นได้ชัด
“.....” น้ำค้างเห็นแบบนั้นก็รีบชันตัวลุกขึ้นนั่งมองตามร่างสูงของเขาไปอย่างรู้สึกผิด มองไปอย่างเริ่มลังเลต่อการกระทำของตัวเองที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้
เธอไม่ชอบเวลาที่ตัวเองทำให้วาโยน้อยใจหรือเสียใจแบบนี้เลยเพราะเขาก็ไม่เคยทำให้เธอต้องรู้สึกแบบนี้เหมือนกัน แล้วไหนจะคำพูดของเขานั่นอีกล่ะ ทำไมเธอจะไม่ได้คิดเหมือนกับเขา ทำไมเธอจะไม่อยากเป็นของเขา เธอก็แค่กลัวกับครั้งแรกก็แค่นั้น เธอก็แค่คิดว่ามันดูจะเร็วไป
หรือว่าเธอจะคิดผิดไปนะ
“คุณวาออกมากินข้าวก่อนสิคะ” น้ำค้างลุกไปเคาะห้องของวาโยเรียกเขามากินข้าวเย็นที่ยังไม่ได้กิน
“.....” แต่กลับเงียบไร้เสียงตอบรับใด ๆ กลับมา
“.....” น้ำค้างเห็นแบบนั้นก็รู้ได้เลยว่าเขากำลังโกรธเธอเป็นแน่ สุดท้ายเธอก็เลือกจะกลับห้องของตัวเองเพื่อทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ อีกครั้ง
“กินข้าวเช้าก่อนสิคะ” น้ำค้างพูดขึ้นหลังจากเห็นวาโยเดินออกจากห้องในเช้าวันใหม่ด้วยชุดนักเรียนที่พร้อมจะออกไปเรียนแล้ว
“.....” วาโยไม่ได้ตอบอะไรและเดินไปที่ประตูหน้าห้องเพื่อออกไปเรียนโดยไม่กินข้าวเช้าอย่างทุกวัน
“.....” น้ำค้างเห็นแบบนั้นก็รู้แล้วว่าเขาคงโกรธเธอไม่น้อยทำให้เธอรู้สึกผิดและรู้สึกแย่ไปในเวลาเดียวกัน
“จะไปเรียนก็ตามมา” แต่คนที่ยังน้อยใจอยู่ก็ไม่ได้ทิ้งให้เธอไปเรียนเอง เขาพูดขึ้นลอย ๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องไปก่อนโดยไม่รอเธอเหมือนทุกวัน
น้ำค้างเห็นแบบนั้นก็ยกยิ้มออกมาอีกครั้งรีบวิ่งไปหยิบกระเป๋าของตัวเองและตามเขาออกไปโดยไม่ได้กินข้าวเช้าไปเหมือนกัน ตามไปที่รถที่เขานั่งติดเครื่องรออยู่บนรถแล้ว
เมื่อน้ำค้างขึ้นมาวาโยออกขับรถออกจากที่จอดและตรงไปยังโรงเรียนของเขาและเธอในทันที ขับไปโดยบนรถตกอยู่ในความเงียบอย่างไม่มีใครพูดอะไรแม้แต่คำเดียวกระทั่งถึงโรงเรียน
“เลิกเรียนแล้วรอที่เดิม” วาโยพูดขึ้นนิ่ง ๆ ก่อนจะลงจากรถและไม่มองหน้าน้ำค้างแม้แต่นิดเดียว
“.....” น้ำค้างได้ยินแบบนั้นก็ลงจากรถไม่ต่างกัน ลงมายืนมองร่างสูงที่กำลังเดินออกไปหาเพื่อนของเขา
เขาที่กำลังโกรธเธอแต่กลับไม่ทิ้งให้เธอมาเรียนเอง ไม่ทิ้งให้เธอต้องกลับบ้านเอง เขาก็ยังเป็นเขาคนเดิมที่ไม่เคยละเลยเธอเลยสักครั้ง สุดท้ายน้ำค้างก็เดินไปที่ห้องเรียนของตัวเองพร้อมกับเรื่องหนักใจ
“อะไร ทำหน้ามุ่ยมาเลย ทะเลาะกับพี่วาเหรอ” ซันหรือที่เพื่อนเรียกว่าซันนี่เพื่อนชายใจหญิงของน้ำค้างทักขึ้น
“อะไร ฉันทำหน้าชัดขนาดนั้นเลยเหรอ” น้ำค้างที่ถูกทักแบบนั้นถึงกับย้อนถามกลับไปเพราะเธอคิดว่าตัวเองเก็บอาการได้ดีแล้วแท้ ๆ
“ดูออกตั้งแต่กิโลเมตรที่ห้าแล้วสาว!” ซันนี่ย้อนกลับมาอย่างที่เป็น
“ไม่มีอะไรหรอก แค่คิดอะไรนิดหน่อยน่ะ” น้ำค้างตอบปัด ๆ ออกไปอย่างไม่กล้าพูดเรื่องแบบนี้ตรง ๆ ทั้งที่เพื่อนสนิทของเธอกล้าพูดมันอย่างตรงไปตรงมา แต่คนไร้ประสบการณ์อย่างเธอกลับไม่กล้าพอ
“ไฮมายเฟรน!” แล้วเสียงทักทายหนึ่งของน้ำผึ้งเพื่อนสนิทอีกคนของกลุ่มก็ดังขึ้นพร้อมกับร่างบางที่เดินมาทิ้งตัวนั่งลงเก้าอี้อย่างสดใส
“อ่ะ ๆ ฉันว่าฉันเห็นอะไรแว๊ป ๆ นะเมื่อกี้” แล้วซันนี่ก็พูดขึ้นพร้อมกับมองไปยังตำแหน่งนูน ๆ ของน้ำผึ้ง
“เห้! แกอย่าหูตาไวให้มากได้ปะ!” แล้วน้ำผึ้งก็ว่าออกมาอย่างหงุดหงิดที่เพื่อนสนิทของตัวเองดันเห็นสิ่งใต้ร่มผ้าได้
“อะไรเหรอ” น้ำค้างที่เห็นเพื่อนรู้กันอยู่สองคนก็ถามออกมาอย่างใสซื่อ
“จะอะไรล่ะ ก็รอยดูดไง!” แล้วซันนี่ก็ป้องปากทำท่ากระซิบกระซาบกับน้ำค้างโดยที่น้ำผึ้งได้ยินมันเต็มสองหู
“แกมันวิกลจริต! ชอบสอดส่องเรื่องใต้ร่มผ้าของคนอื่น!” แล้วน้ำผึ้งก็ว่าให้ซันนี่อย่างไม่จริงจัง
“แต่แกมันไร้สมองไม่รู้จักเสื้อซับหรือรองพื้น!” ซันนี่พูดพร้อมกับก้มไปหยิบรองพื้นในกระเป๋าใต้โต๊ะตัวเองมากระแทกบนโต๊ะให้กับเพื่อนสนิททันที
“ขอบใจนิดหน่อยก็ได้!” น้ำผึ้งพูดก่อนจะหยิบรองพื้นกดใส่มือแล้วหมอบตัวลงไปล้วงไปทาตำแหน่งที่เธอไม่คิดว่าจะโผล่ออกมาให้เห็น
“วันหยุดก็จัดหนักกันเลยสินะ คบกันนานขนาดนี้ยังไม่รู้จักเพลา ๆ ลงอีก” ซันนี่ค่อนแคะขึ้นอย่างไม่จริงจัง
“ก็คนมันแซ่บอ่ะ ผู้ชายก็เลยรักก็เลยหลง” น้ำผึ้งเอ่ยขึ้นอย่างไม่เขินอายเลยสักนิด แต่เรื่องธรรมชาติแบบนี้มีอะไรให้เขินอายกันล่ะ
“ย่ะ! อย่าให้ฉันผมยาวบ้างนะ จะควงสองควงสามเลย!” ซันนี่เอ่ยขึ้นอย่างประชดประชันสบัดผมตัวเองที่ยาวเพียงสองนิ้วได้
“ทนอีกหน่อยนะเพื่อนสาว จบมัธยมก็ได้ไว้ผมยาวแล้ว” น้ำผึ้งปลอบเพื่อนสาวของตัวเองออกไปอย่างไม่จริงใจเลยสักนิด
และบทสนทนาของทั้งคู่ก็ได้เข้าหูของน้ำค้างทั้งหมด บทสนทนาที่เธอมักได้ยินบ่อย ๆ ตั้งแต่ขึ้นมัธยมปีที่ห้า บทสนทนาที่เธอรู้ดีว่าน้ำผึ้งกับแฟนหนุ่มของเธอมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกันและเพื่อนทั้งสองของเธอก็พูดมันได้อย่างธรรมชาติไม่เขินอายเลยสักนิด และมันก็อดไม่ได้ที่จะทำให้น้ำค้างตัดสินใจถามออกไปอย่างเขินอาย
“ครั้งแรกที่ทำเรื่องแบบนี้ แกกลัวไหม” น้ำค้างถามน้ำผึ้งขึ้น
“ไม่อ่ะ ตื่นเต้นมากกว่า” น้ำผึ้งตอบกลับมาตามตรง ตอบอย่างที่รู้ว่าน้ำค้างยังไม่เคยผ่านเรื่องอย่างว่ามา
“อยากรู้ก็ลองสิ” แล้วซันนี่ก็พูดขึ้นบ้าง
“ฉันไม่กล้าหรอก” น้ำค้างตอบออกไปด้วยน้ำเสียงเอียงอาย
“โอ้ย!! สาวน้อย เรื่องแบบนี้มันคือเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนโดยเฉพาะคนที่รักกันจ้ะ!” ซันนี่ว่าขึ้น
“ฉันแค่คิดว่า ฉันยังเด็กไป” น้ำค้างพูดความรู้สึกของตัวเองออกมาอีกครั้ง
“เด็กหรือไม่เด็กมันไม่ได้เกี่ยวกับอายุหรอกนะ มันเกี่ยวกันที่ความคิดและความรับผิดชอบของตัวเองต่างหาก...” น้ำผึ้งตอบกลับออกมาบ้าง “ตอนนี้อยากเอากันก็เอาไม่แปลก แต่ถ้ารู้ว่ายังไม่พร้อมจะเลี้ยงลูกก็แค่ป้องกัน แค่นี้ก็เป็นความคิดที่ไม่เด็กแล้วล่ะ”
“ใช่ เรื่องแบบนี้จะเด็กหรือไม่เด็กมันไม่เกี่ยวกับอายุเสมอไปหรอกนะ ก็มีแค่คนโต ๆ นั่นแหละจะมองว่ายังเด็กไป เร็วไป แต่คนโต ๆ ก็ใช่ว่าจะคิดเป็นทุกเรื่องสักหน่อย...” ซันนี่พูดขึ้นบ้างอย่างที่คิด “แกแค่รู้ตัวเองว่ารักกัน ไม่ได้แย่งของใครมา แล้วก็ป้องกันตัวเองให้ดีถ้าไม่พร้อม ไม่ทำให้ตัวเองหรือคนในครอบครัวเดือดร้อนก็พอ ส่วนคนที่ไม่ได้ส่งเสียก็ปล่อยให้มันสงสัยและเป็นปัญหาของมันต่อไปเถอะ”
คิดถึงเรื่องธรรมชาติของคนที่มีกันทุกคน แม้แต่ตัวผู้ใหญ่เองก็ยังยับยั้งเรื่องแบบนี้กันไม่ค่อยจะได้ด้วยซ้ำ
และคำพูดนี้ของเพื่อนทั้งสองก็ทำให้น้ำค้างเงียบก่อนจะคิดตาม คิดในสิ่งที่เธอก็ต้องถามตัวเองว่าสุดท้ายแล้วเธอกลัวอะไรกันแน่ กลัวเรื่องสัมพันธ์ทางร่างกายทั้งที่อยากใกล้ชิดกับเขา หรือว่ากลัวกับคำพูดคนส่วนใหญ่มักตัดสินว่าเด็กมัธยมปลายอย่างพวกเธอยังเด็กเกินกว่าจะมีความรักและมีสัมพันธ์กันแน่
